เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6: หลี่หยวน

บทที่ 6: หลี่หยวน

บทที่ 6: หลี่หยวน


บทที่ 6: หลี่หยวน

เมื่อการต่อสู้จบลง เหล่าอาจารย์ในโรงเรียนก็กรูกันเข้ามาดูสถานการณ์

อาจารย์ประจำชั้นของโม่ซิ่วกาวเฉียนเป็นหนึ่งในคนกลุ่มแรกที่เข้ามาถึง และเมื่อรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเขาก็ถึงกับตกตะลึงที่นักเรียนสามคนสามารถจัดการกับปีศาจอินทรีได้สำเร็จ

ตอนนี้โม่ซิ่วกับอีกสองคนกำลังได้รับเสียงปรบมือชื่นชมจากนักเรียนคนอื่นๆ

โม่ซิ่วยื่นมือขวาออกไปหาหนุ่มแว่น “ไง ฉันชื่อโม่ซิ่ว คนนี้ชื่อเจิ้งอี้”

ตอนนี้หนุ่มแว่นได้กลับมาสู่สภาพรูปร่างผอมบางของเขาแล้ว หลังจากที่ปรับแว่นเขาก็จับมือกับโม่ซิ่ว “ฉันชื่อลิ่วชิงหยู ฉันเคยได้ยินเรื่องราวความเก่งกาจของนายมาบ้างแล้ว แต่เท่าที่เห็นทุกคนยังประเมินนายต่ำไปมากทีเดียว”

โม่ซิ่วตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เดิมทีเขาคิดว่าลิ่วชิงหยูเป็นคนเก็บตัวเพราะด้วยฝีมือขนาดนี้ไม่ทางที่จะไม่มีใครรู้จัก

แต่หลังจากได้ยินคำพูดที่ยกย่องของลิ่วชิงหยู เขาจึงรู้ว่าคนคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน และสาเหตุที่เขาไม่มีใครรู้จักเป็นแค่เพราะเขาชอบเก็บตัว

โม่ซิ่วอยากจะคุยกับลิ่วชิงหยูต่ออีกสักหน่อย แต่เจิ้งอี้ก็มาขัดจังหวะ

“พวกนายสองคนคุยอะไรกันอยู่น่ะ?! แต่เรื่องนั้นน่ะชั่งเถอะโม่ซิ่ววันนี้นายเท่โคตรเลยนอกจากนี้การต่อสู้ครั้งนี้ก็มันส์โคตรๆ ด้วย!”

โม่ซิ่วถอนหายใจเบาๆเพราะรู้ว่าต่อให้จะพูดอะไรจริงจัง เจิ้งอี้ก็จะพาออกนอกเรื่องไปหมด

ลิ่วชิงหยูพูดด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกัน “เนอะ เท่โคตรๆเลย!”

พอเห็นอาจารย์เดินเข้ามา ลิ่วชิงหยูจึงรีบทำความเคารพก่อนที่จะจากไป

“ฉันน่ะอยู่ม.6 ห้อง 2 ถ้าพวกนายอยากคุยอะไรกับฉันภายหลังก็มาหาฉันได้เลย นอกจากนี้ฉันก็ไม่ชอบเป็นจุดสนใจของหลายๆคนเดียว ดังนั้นฉันต้องขอตัวไปก่อนล่ะ”

โม่ซิ่วถึงกับงง เพราะลิ่วชิงหยูเป็นคนที่แปลกจริงๆ

อาจารย์กาวเฉียนเดินนำเหล่าอาจารย์มาก่อนที่จะถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดกับพวกโม่ซิ่ว​และเจิ้งอี้ไม่กี่ข้อแล้วก็แยกย้ายกันไป

ตอนนี้เรื่องที่เร่งด่วนคือการรักษาเพื่อนร่วมชั้นและหาสาเหตุที่ปีศาจอินทรีปรากฏตัวขึ้นในโรงเรียน เพราะโรงเรียนมัธยมต้นที่ เมือง​แห่งนี้ไม่ได้อยู่ติดเขตชายแดนดังนั้นพวกสัตว์ร้ายและปีศาจจะไม่ปรากฎตัวขึ้นได้ง่ายๆ และยิ่งเข้ามาในโรงเรียนได้ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติ

โม่ซิ่วกับเจิ้งอี้จึงแยกย้ายกันกลับบ้านตัวเอง เพราะหลังจากการต่อสู้ครั้งนี้พวกเขาก็หมดแรงไปหมด

การใช้พลังเพียงแค่ 3 นาทีสำหรับโม่ซิ่วนั้นรู้สึกเหนื่อยกว่าฝึกซ้อมทั้งบ่ายเสียอีก

เมื่อโม่ซิ่วกลับมาถึงบ้านและไม่เห็นแม่ เขาเลยเดินเข้าไปนอนพักในห้องตัวเอง พอตรวจสอบพลังของตัวเองอีกครั้ง มันได้กลายเป็น “พลังก้าวข้ามขีดจำกัด” ไปอีกครั้ง แต่ตอนนี้มันยังติดคูลดาวน์และใช้ไม่ได้

หลังจากนั้น โม่ซิ่วก็หลับโดยไม่รู้ตัวและตื่นขึ้นอีกทีเพราะเสียงแม่ปลุก

"โม่ซิ่ว ตื่นมากินข้าวกันเถอะ วันนี้วันเกิดลูกแม่ตุ๋นไก่ให้ลูกกินเป็นพิเศษเลยนะ"

โม่ซิ่วเดินตามแม่ไปที่โต๊ะอาหารและเห็นกับข้าว 4 อย่าง กับซุปอีก 1 หม้อใหญ่ ซึ่งทำให้โม่ซิ่วรู้สึกซึ้งใจขึ้นมา

ในยุคนี้ วันเกิดกับวันปลุกพลังนั้นเป็นวันเดียวกันดังนั้นความสำคัญของวันเกิดจึงลดน้อยลง

ครอบครัวธรรมดาๆนั้นจะดูพลังที่ลูกๆของเขาปลุกขึ้นมาได้ก่อน ถ้าหากว่าได้พลังที่ดีพวกเขาก็จะเชิญญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมาเลี้ยงฉลอง

แต่ถ้าได้พลังที่ห่วยแตก บางบ้านพ่อแม่ก็อาจจะปลอบใจลูก แต่ส่วนใหญ่พ่อแม่นั้นจะไม่ค่อยพอใจและบางบ้านถึงขั้นดุลูกตัวเองเลยด้วยซ้ำดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงการฉลองใดๆเลย

พ่อแม่เองก็โทษลูกไม่ได้ ซึ่งมันเพราะสภาพแวดล้อมทำให้การปลุกพลังนั้นมันสำคัญกับคนมากเกินไป

แต่สำหรับหลี่​หยวนเธอนั้นแตกต่างออกไป เธอจะจัดงานฉลองวันเกิดให้โม่ซิ่วอย่างดีที่สุดทุกปี แถมเธอยังไม่ค่อยสนใจพลังของเขาสักเท่าไหร่นัก

มันก็เหมือนกับตอนที่เห็นโม่ซิ่ว​ได้ปลุกพลังวิเศษได้ ซึ่งพอถึงตอนเช้าเธอก็แค่ถามไปเฉยๆเท่านั้น ส่วนโม่ซิ่วเองก็ตอบสั้นๆว่า พลังของเขานั้นดี

หลังจากนั้น แม่ของเขาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องพลังหรือความสามารถจากพลังของเขาอีกเลย บางทีมันอาจจะเป็นเพราะความรักความไว้ใจที่แม่มีให้เขาก็ได้

โม่ซิ่วก้มหน้าก้มตากินข้าวและเขาก็ไม่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้แม่ฟัง เพราะกลัวว่าแม่จะกังวล

ซึ่งนี่ก็เป็นนิสัยของโม่ซิ่วอยู่เสมอที่มันจะบอกแต่เรื่องดีๆและไม่เคยเล่าเรื่องร้ายๆเลย

"แม่ครับ ผมจะไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหยานจิ่ง (มหาวิทยาลัยหยานจิ่ง - มหาวิทยาลัยในกรุงปักกิ่ง) ถ้าผมสอบติดแม่ก็จะไม่ต้องทำงานที่นี่อีกต่อไป เพราะงั้นแม่ไปอยู่กับผมที่หยานจิ่งนะ"

แม่ที่กำลังคีบน่องไก่ใส่ชามโม่ซิ่วถึงกับยิ้มแล้วพูดว่า "แม่น่ะแก่แล้ว แม่ไม่ไปอยู่เป็นภาระให้ลูกหรอก ลูกน่ะไปทำตามความฝันของลูกเถอะ"

"แต่แม่ครับ ผมไม่อยากให้แม่อยู่คนเดียว แม่ก็เลี้ยงผมมาตลอด 18 ปีแล้ว พอผมเข้ามหาวิทยาลัยผมจะดูแลแม่เอง"

​หลี่​ หยวนเอาตะเกียบไปเคาะหัวโม่ซิ่วเบาๆซึ่งเป็นการกระทำที่ทำมาตั้งแต่เด็กๆ แต่มันก็ผ่านมาหลายปีแล้วที่แม่ของเขาไม่ได้ทำแบบนี้กับเขา

"โลกนี้น่ะมันไม่ได้ง่ายอย่างที่ลูกคิดหรอก ตอนลูกยังเด็กแม่ก็เคยถามลูกนะว่าอยากประสบความสำเร็จหรืออยากจะอยู่กับแม่ที่นี่ไปตลอด ตอนนั้นคำตอบของลูกมันก็กำหนดคำตอบของแม่ในวันนี้แล้วไง"

"แม่ครับ..."

"เอาล่ะๆ ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว! แค่กลับมาหาแม่บ้างก็พอแล้วล่ะ"

โม่ซิ่วมองหน้าแม่ที่เด็ดเดี่ยวและไม่พูดอะไรต่อ เขากำหมัดแน่นและตั้งปณิฐาณว่าจะไม่ยอมให้แม่ต้องลำบากอีกเด็ดขาด

หลังจากกินข้าวเสร็จ โม่ซิ่วออกไปยังภูเขาแถวบ้านที่ไม่ค่อยมีคนมากนัก

โม่ซิ่วพอจะเข้าใจพลังของตัวเองเบื้องต้นแล้ว ดังนั้นเขาจึงมาที่นี่เพื่อยืนยันความคิดของเขาว่ามันถูกต้องหรือไม่

หลังจากที่มองไปรอบๆและแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ เขาจึงเปิดใช้งาน “พลังก้าวข้ามขีดจำกัด” ทันที

คราวนี้ โม่ซิ่วจ้องไปที่รูปแบบทันทีที่เขาใช้ "พลังก้าวข้ามขีดจำกัด" ซึ่งรูปแบบของ “พลังก้าวข้ามขีดจำกัด” นั้นได้เปลี่ยนแปลงเป็นครั้งแรกและเปล่งประกายแสงออกมา

หลังจากนั้นรูปแบบของ "พลังก้าวข้ามขีดจำกัด" ก็หมุนวนไปหนึ่งรอบ หลังจากนั้นมันก็หมุนทวนกลับมาด้านหลังและกลายเป็น "พลังเนตรแห่งพระเจ้า"

“อย่างงี้นี่เอง!!”

ในที่สุด โม่ซิ่วก็เข้าใจและรู้แล้วว่าตอนนี้เขามีพลังอยู่ถึงสามอย่างจริงๆ

"พลังเนตรแห่งพระเจ้า" และ "พลังก้าวข้ามขีดจำกัด" นั้นจะใช้ตำแหน่งพลังเดียวกัน ซึ่งพลังทั้งสองจะติดกันเหมือนกับเหรียญที่มีหัวก้อย ดังนั้นเมื่อใช้พลังใดพลังหนึ่ง มันจะไปกระตุ้นพลังติดตัว "พลิ้ว" ซึ่งทำให้พลังที่ติดกันนั้นถูกบิดพลิ้วไปอีกด้านหนึ่ง

โม่ซิ่วถอนหายใจออกมายาวๆ เพราะดูเหมือนเขาจะไม่มีปัญหาในเรื่องพลังของเขาหรือความไม่แน่นอนของพลังอีกต่อไป

ด้วยวิธีนี้ โม่ซิ่วผู้มีพลังถึงสองอย่างจะอยู่เหนือกว่าเพื่อนร่วมรุ่นทุกคน

ความแข็งแกร่งของพลังนั้นช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นของโม่ซิ่วที่จะแข็งแกร่งขึ้น และเนื่องจากตอนนี้ "พลังก้าวข้ามขีดจำกัด" พร้อมใช้งานแล้ว ดังนั้นเขาจึงเริ่มฝึกฝนทันที

หลังจากที่เปิดใช้ “พลังก้าวข้ามขีดจำกัด” แล้ว โม่ซิ่วนั้นรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก เขารู้สึกเหมือนกับว่าพละกำลังของเขา เพิ่มขึ้นถึง 100% ทันทีหลังจากเขาเปิดใช้งานพลังนี้

อันที่จริง มันไม่ได้เป็นการเพิ่มแค่พลังเท่านั้น เนื่องจาก “พลังก้าวข้ามขีดจำกัด” นั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพจากในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความคล่องแคล่ว พละกำลัง ความเร็วในการตอบสนอง และอื่นๆ ดังนั้นความแข็งแกร่งโดยรวมของเขาจึงเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% อย่างแน่นอน

หลังจากนั้น โม่ซิ่วก็วิ่งด้วยความเร็วเต็มที่ผ่านป่าไป เพื่อฝึกความอึดของเขา

การเพิ่มค่าประสิทธิภาพก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าการจะใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่หรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นเมื่อโม่ซิ่วสามารถปรับตัวให้เข้ากับพลังที่เพิ่มได้อย่างสมบูรณ์เท่านั้น เขาจึงจะสามารถปลดปล่อยพลังทั้งหมดของ “พลังก้าวข้ามขีดจำกัด” ได้

ซึ่งนี่ก็เหมือนกับการต่อสู้ในช่วงบ่ายวันนี้ ที่โม่ซิ่วและเจิ้งอี้ได้เปิดใช้งานพลังพร้อมกันและพุ่งเข้าใส่ปีศาจอินทรี

พลังของเจิ้งอี้นั้นเพิ่มความเร็วให้เขาเพียง 100% ในขณะที่พลังของโม่ซิ่วเพิ่มค่าประสิทธิภาพทั้งหมดของเขา 100%

ตามหลักการแล้ว โม่ซิ่วน่าจะเร็วกว่าเจิ้งอี้ แต่เจิ้งอี้นั้นกลับไปถึงปีศาจอินทรีก่อนโม่ซิ่วได้

ดังนั้นจึงอาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ โม่ซิ่วได้ใช้พลังของเขาและยังไม่คุ้นเคยมากพอ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถปลดปล่อยพลังทั้งหมดออกมาได้

ในทางกลับกัน ความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในพลังของเจิ้งอี้นั้นเหนือกว่าโม่ซิ่วเป็นอย่างมากด้วยเช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 6: หลี่หยวน

คัดลอกลิงก์แล้ว