เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3 : นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!

บทที่ 3 : นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!

บทที่ 3 : นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!


บทที่ 3 : นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!

พลังติดตัว? มันคืออะไรกัน? นอกจากนี้มันยังไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือที่เขาเรียนมาตลอดสามปีด้วยซ้ำ

เมื่อพลังนี้ปรากฏขึ้น โม่ซิ่วจึงยิ่งสับสนมากขึ้นไปอีก

มีเพียงคำเดียวเท่านั้นที่ปรากฎอยู่ซึ่งก็คือคําว่า "พลิ้ว" แม้แต่การแนะนําการใช้พลังก็ยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ

แม้ในหนังสือจะระบุอย่างชัดเจนว่าเมื่อคนๆหนึ่งได้ทำการปลุกพลังของพวกเขา พวกเขาจะอยู่ในสถานะพิเศษ ในมุมมองภายนอก คนๆนั้นจะอยู่ในสภาวะว่างเปล่า แต่ในความเป็นจริงสมองของพวกเขาจะทํางานอย่างรวดเร็วและพวกเขาก็จะเลือกพลังของตน

การตื่นขึ้นของพลังอีกสามครั้งที่เหลือก็จะเป็นเหมือนกัน ซึ่งพลังทั้งสามจะปรากฏขึ้นในใจพร้อมชื่อและการแนะนําการใช้พลังก็จะปรากฏขึ้นด้วย

แต่ตอนนี้มีเพียงพลังเดียวเท่านั้นที่ปรากฏในหัวของโม่ซิ่ว ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากนี้เขายังไม่รู้ด้วยว่าพลังนี้ใช้ทําอะไรได้

แม้จะอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้แต่โม่ซิ่วก็ยังสงบมาก และเนื่องจากไม่มีการจํากัดเวลาในการเลือกพลัง ดังนั้นโม่ซิ่วจึงรอดูอีกสักพักว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกหรือไม่?

หลังจากที่เวลาผ่านไป โม่ซิ่วเองก็ไม่รู้ว่าเขารอมานานแค่ไหนแล้วในสภาวะนี้ นอกจากนี้เขายังไม่มีความรู้สึกถึงการไหลของเวลาด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกันพลัง “พลิ้ว” ก็ยังลอยอยู่ตรงหน้าเขาเหมือนเดิม

“ตอนนี้โลกภายนอกผ่านไปนานแค่ไหนแล้วนะ?”

“เอาเถอะ ในเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฉันก็คงจำเป็นต้องเลือกพลัง ”พลิ้ว“นี่ไปก่อน!”

โม่ซิ่วทําอะไรไม่ถูกและทําได้เพียงเลือกพลังนี้ไปเท่านั้น

เมื่อเขาสัมผัสกับพลังนั้น พลังได้กลายเป็นแสงสีทองและพุ่งเข้าไปในจิตใจของเขา

ในขณะที่โม่ซิ่วกำลังจะตรวจสอบพลังนี้ เขาก็เริ่มตระหนักว่าเขาไม่สามารถควบคุมร่างกายของเขาได้

หรือก็คือเขายังไม่ได้หลุดออกจากสภาวะนี้!

ท่ามกลางความสับสนของเขา ลำแสงอีกดวงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขา และเมื่อแสงนั้นใกล้เข้ามา สำแสงที่สามก็ปรากฏขึ้น

“อ้าว? ก่อนหน้านี้แค่ของหลอกงั้นเรอะ? หรือว่าตอนนี้จะเป็นช่วงการเลือกพลังที่แท้จริงแล้วกันแน่?”

เมื่อพลังทั้งสามหยุดลง โม่ซิ่วจึงตรวจสอบอย่างระมัดระวัง

"พลัง : ระเบิดเพลิงอนันต์"

"ผล : สามารถใช้เปลวไฟที่กลายเป็นระเบิดได้"

"ระยะเวลาคูลดาวน์: 5 นาที"

"พลัง : เนตรแห่งพระเจ้า"

“ผล : ตรวจสอบพลังผู้ได้โดยประมาณซึ่งรวมถึงรายละเอียดการคูลดาวน์และระยะเวลาการใช้พลังของเป้าหมายได้ ซึ่งใช้ได้เพียงคนเดียวต่อหนึ่งครั้งเท่านั้น”

"ระยะเวลาคูลดาวน์ : 1 ชั่วโมง"

"พลัง : ก้าวข้ามขีดจำกัด"

"ผล : เพิ่มคุณสมบัติทั้งหมดในร่างกาย (ความเร็ว ความแข็งแกร่ง ความอดทน ฯลฯ) 100%"

"ระยะที่ได้รับผล : 3 นาที"

"ระยะเวลาคูลดาวน์ : 3 ชั่วโมง"

ก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่าโม่ซิ่วจะยังสงบนิ่งได้แม้ว่าจะได้เห็นแค่พลังเดียว แต่เมื่อได้เห็นพลังทั้งสามนี้โม่ซิ่วจึงไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป

“เฮ้ย! พลังพวกนี้มันทรงพลังมากเกินไปรึเปล่าเนี่ย?!”

หลังจากที่อุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ โม่ซิ่วจึงตกอยู่ในสภาวะความคิดลึกๆ เนื่องจากพลังทั้งสามนี้ทรงพลังมากแต่ละอย่างก็มีความแตกต่างกัน

ระเบิดเพลิงอนันต์มีระยะเวลาคูลดาวน์สั้น แม้ว่าผลของพลังจะไม่ได้ระบุว่ามันทรงพลังแค่ไหน แต่ก็ไม่น่าต่ำต้อยมากนัก บางทีพลังจากการระเบิดดังกล่าวอาจจะยาวนานกว่าระยะเวลาคูลดาวน์ของพลังก็ได้

การที่พลังมีระยะเวลาคูลดาวน์สั้นๆ หมายความว่าเขาสามารถใช้พลังได้หลายครั้งในการต่อสู้ได้

ในขณะเดียวกัน พลังก้าวข้ามขีดจำกัดนั้นสามารถใช้เพื่อเพิ่มพลังทุกด้านได้ถึง 100%

ส่วนพลังเนตรแห่งพระเจ้าเป็นพลังที่ทําให้โม่ซิ่วตกใจมากที่สุด เพราะเขาไม่เคยได้ยินถึงพลังที่สามารถตรวจสอบพลังของผู้อื่นได้โดยตรง เพราะการรักษาความลับของพลังนั้นเป็นสิ่งสําคัญมาก

ถ้าเขารู้พลังของคู่ต่อสู้ก่อนที่จะต่อสู้ เขาก็จะมีโอกาสชนะมากขึ้น

หลังจากที่ลังเลอยู่พักหนึ่ง โม่ซิ่วจึงเตรียมที่จะเลือกระหว่าง เนตรแห่งพระเจ้า และ ก้าวข้ามขีดจำกัด

พลังเนตรแห่งพระเจ้าไม่ต่างอะไนกับการโกง ซึ่งโม่ซิ่วเองก็ไม่ต้องการปล่อยให้พลังนี้หลุดลอยไป

ในทางกลับกันพลังก้าวข้ามขีดจำกัดก็สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของเขาได้ในระยะเวลาอันสั้น และเนื่องจากโม่ซิ่วเชี่ยวชาญด้านต่อสู้มาตั้งแต่เขายังเด็ก ดังนั้นพลังนี้จึงเหมาะกับเขามาก

พลังอย่างหนึ่งทําให้เขาได้รับสิทธิพิเศษและช่วยเขาได้มากในการสอบเข้า ในขณะเดียวกันพลังอื่นๆสามารถช่วยให้เขาได้ผลลัพธ์ที่ดีในการสอบเข้า

นี่เป็นคําถามว่าเขาควรจะเลือกพลังที่จะช่วยเขาในปัจจุบันหรืออนาคต

หลังจากที่ลังเลอยู่พักหนึ่ง โม่ซิ่วจึงตัดสินใจเลือกพลังก้าวข้ามขีดจำกัดเพราะมันมีประโยชน์มากกว่า

หลังจากที่จิตสํานึกของเขาสัมผัสเข้ากับพลัง พลังก้าวข้ามขีดจำกัดก็กลายเป็นลำแสงสีทองและพุ่งเข้าสู่จิตใจของเขา

หลังจากที่ตัดสินใจเลือกแล้ว พลังอีกสองอย่างกลับไม่หายไปซึ่งทำให้โม่ซิ่วขมวดคิ้วสงสัยมากยิ่งขึ้นไปอีก

“อะไรอีกล่ะเนี่ย? ทำไมถึงได้มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้นมากขนาดนี้ได้กัน?”

“หรือว่ามีบางอย่างผิดปกติกับพลังจนทำให้ฉันไม่สามารถเลือกพลังก้าวข้ามขีดจำกัดได้?”

โม่ซิ่วส่ายหัวและใช้สติของเขาเพื่อสัมผัสถึงพลังเนตรแห่งพระเจ้า

คราวนี้ก่อนที่ลำแสงสีทองจะสลายไป ทุกอย่างรอบๆตัวโม่ซิ่วได้เปลี่ยนเป็นสีขาวและจากนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น

“นี่...นี่มันอะไรกัน? ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังฝันอยู่เลย?”

จู่ๆโม่ซิ่วก็ลุกขึ้นมานั่งหลังพลังทั้งสองอย่างก็ปรากฏขึ้นในใจของเขา

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “พลิ้ว” ในขณะที่อีกอย่างคือ “เนตรแห่งพระเจ้า”

“เฮ้ย? บ้าอะไรเนี่ย? ทําไมฉันถึงได้มีพลังสองอย่างได้ล่ะ? นี่ฉันปลุกพลังสองอย่างพร้อมกันได้งั้นเรอะ?! ไม่สิ ไม่น่าเป็นไปได้ ถ้าหากได้รับพลังหลายอย่างในระหว่างการปลุกพลังครั้งแรก พลังนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนและหลังจากเลือกพลังแรกแล้วฉันก็จะตื่นขึ้นในอีกหนึ่งวันข้างหน้านี่?”

"โม่ซิ่ว ลูกตื่นรึยัง?"

เสียงของแม่ดังเข้ามาขัดความคิดของโม่ซิ่ว เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นเขาก็เห็นว่าเป็นแม่ของเขา

เนื่องจากโม่ซิ่วไม่ได้ตื่นขึ้นมาเลยทั้งคืน หลี่หยวนจึงนอนอยู่เคียงข้างเขาตลอดทั้งคืน

"ลูกปลุกพลังของลูกหรือยังน่ะ?"

"เรียบร้อยครับแม่!"

"พลังเป็นยังไงบ้าง ดีไหม?"

"ก็ไม่แย่นะครับ"

“ดีแล้วล่ะลูก เอาล่ะลุกขึ้นเถอะ เดี๋ยวแม่ต้มบะหมี่ให้กินนะ”

แม่ของเขาไม่ได้ถามคําถามอะไรอีก ในขณะเดียวกันโม่ซิ่วก็ไม่ได้พูดอะไรเพราะเขารู้ว่าแม่ของเขาเชื่อว่าเขาสามารถจัดการทุกอย่างได้

หลังจากจัดการตัวเองอีกสักพัก โม่ซิ่วก็เดินมาที่โต๊ะอาหารและมองไปที่ชามบะหมี่และสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่ของเขาเลี้ยงดูครอบครัวนี้เพียงลําพัง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะหาเงินได้

เมื่อเขาไปสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาจะต้องสอบชิงทุนหรือไม่ก็ต้องทำงานเพื่อหารายได้เพิ่ม

"ขอบคุณมากครับแม่!"

หลี่หยวนยิ้มและพูดว่า "แหม วันนี้ปากหวานแปลกๆนะลูกเนี่ย"

โม่ซิ่วเกาหัวและพูดว่า "ฮ่ะๆ ครับแม่"

ไม่นานหลังจากทานอาหารเสร็จ โม่ซิ่วก็ออกจากบ้านไป แม้ว่าเขาจะตั้งตารอที่จะทดสอบพลังของเขาแต่เขาก็ยังต้องไปโรงเรียน ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถหาที่ที่เงียบสงบเพื่อตรวจพลังที่พึ่งปลุกของเขาได้

เมื่อโม่ซิ่วเดินไปถึงประตูโรงเรียน เขาก็ชนเข้ากับเจิ้งอี้ โม่ซิ่วจึงรู้สึกงงเล็กน้อยเพราะเพื่อนของเขามักจะมาถึงโรงเรียนสาย แต่วันนี้กลับเป็นเขาที่มาเร็ว

“ไงเจิ้งอี้ วันนี้ขึ้นผิดฝั่งรึเปล่านายถึงได้มาเร็วแบบนี้น่ะ?”

เจิ้งอี้พูดด้วยความไม่สบอารมเล็กน้อยว่า “แหมปากหนอปาก ฉันรู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดนายฉันก็เลยรีบมาโรงเรียนเพื่อมารอนายไง! ว่าพลังของนายเป็นยังไงบ้าง?”

ในยุคนี้ทุกคนต่างรู้ดีถึงความสําคัญของการปิดซ่อนพลังของตน ดังนั้นเจิ้งอี้จึงไม่ได้ถามโม่ซิ่วตรงๆว่าพลังของเขาคืออะไร ถามว่าดีแค่ไหนแทน

โม่ซิ่วหยุดครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "ก็ไม่เลวนะ แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากในการสอบเข้าน่ะ"

“หรอ? หมายความว่ามันไม่ใช่พลังด้านต่อสู้สินะ? งั้นถ้าคะแนนเต็ม 100 นายจะให้คะแนนพลังของนายเท่าไหร่ล่ะ?”

" 95 คะแนนก็พอแล้ว"

เจิ้งอี้ค่อนข้างแปลกใจ เขานั้นรู้จักโม่ซิ่วเป็นอย่างดี แม้ว่าโม่ซิ่วมักจะชอบพูดติดตลกแต่เขาจะจริงจังมากเมื่อพูดถึงเรื่องต่างๆ

นั่นจึงหมายความว่าพลังของโม่ซิ่วนั้นค่อนข้างดี

อันที่โม่ซิ่วเองก็ไม่ได้ปิดบังอะไรเลย เหตุผลที่เขาให้คะแนน 95 แทนที่จะเป็น 100 เป็นเพราะมีเรื่องแปลกๆมากเกินไปในระหว่างการปลุกพลัง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถระบุความแข็งแกร่งที่แท้จริงของพลังได้

“เอ๊ะ? ถ้าหากฉันลองใช้พลังเนตรแห่งพระเจ้าดูล่ะ?”

เมื่อคิดได้แบบนี้ โม่ซิ่วจึงคว้าแขนของเจิ้งอี้และลากเขาไปที่ซอยเล็กๆข้างโรงเรียน

"เฮ้ เฮ้ เฮ้ โม่ซิ่ว นี่นายจะลากฉันไปไหนเนี่ย?"

โม่ซิ่วมองไปที่เจิ้งอี้อย่างจริงจังและพูดว่า "ขอโทษนะ!"

หลังจากนั้นโม่ซิ่วได้ใช้พลังเนตรแห่งพระเจ้ากับเจิ้งอี้และข้อความก็ปรากฏขึ้นในใจของโม่ซิ่ว

"พลัง : อัสนีสีม่วง"

“ผล : หลังจากที่ปล่อยสายฟ้าออกมา ร่างกายจะถูกห่อหุ้มไปด้วยสายฟ้าสีม่วงซึ่งจะเพิ่มความเร็ว 100%เมื่อโจมตีและมีส่งผลทําให้ร่างกายชา”

"ระยะเวลาการใช้พลัง : 2 นาที"

"ระยะเวลาคูลดาวน์ : 3 ชั่วโมง"

เขาสามารถล่วงรู้พลังของคนอื่นได้อย่างละเอียดจริงๆซึ่งมันน่าเหลือเชื่อมาก

โม่ซิ่วระงับความตื่นเต้นในใจของเขาและเงยหน้าขึ้นมองเจิ้งอี้ “เมื่อกี้มีอะไรแปลกๆในตัวฉันบ้างมั้ย? อย่างเช่นร่างกายของฉันเปล่งแสงออกมาอะไรเงี้ย?”

เจิ้งอี้พูดด้วยสีหน้าสงสัย “ไม่นะ ทําไมเหรอ? ว่าแต่ทําไมนายถึงได้ถามอะไรแปลกๆแบบนี้ล่ะ?”

จบบทที่ บทที่ 3 : นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!

คัดลอกลิงก์แล้ว