- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 34 ต่อไปนี้ผมจะเรียกคุณว่าพี่สาว
บทที่ 34 ต่อไปนี้ผมจะเรียกคุณว่าพี่สาว
บทที่ 34 ต่อไปนี้ผมจะเรียกคุณว่าพี่สาว
เจียงจิ่นโจวยิ้มแล้วตอบว่า การสอบเกาเค่าต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงสมอง เราต้องกินให้ดีหน่อยถึงจะสอบได้คะแนนดี
มีทฤษฎีแบบนี้ด้วยเหรอ? ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย? หวังอ้ายกั๋วถามด้วยความสงสัย
จากนั้นเขาก็ร้องทักด้วยความตกใจ จิ่นโจว ตาของนายแดงก่ำไปหมดแล้ว เมื่อคืนไม่ได้นอนเหรอ? แอบซุ่มอ่านหนังสือคนเดียวสินะ ใจร้ายชะมัดไม่ชวนกันเลย
เจียงจิ่นโจวรู้ว่าเพื่อนแค่แซวเล่น จึงรับมุกไปว่า ใช่สิ นายจะเอาด้วยไหมล่ะ จุดตะเกียงอ่านหนังสือโต้รุ่งยี่สิบสี่ชั่วโมงไม่ต้องพักกันไปเลย
หวังอ้ายกั๋วรีบยกมือยอมแพ้ ไว้ชีวิตฉันเถอะ ฉันไม่ได้อยากเข้าชิงหัวหรือปักกิ่งสักหน่อย ไม่ต้องทุ่มสุดตัวขนาดนั้นก็ได้มั้ง
เจียงจิ่นโจวยื่นชามข้าวต้มและแผ่นแป้งให้หวังอ้ายกั๋ว รีบกินเถอะ กินเสร็จจะได้รีบทบทวนบทเรียน อดทนอีกแค่เดือนเดียวก็จะเป็นอิสระแล้ว
หวังอ้ายกั๋วไม่เกรงใจ รับข้าวต้มกับแผ่นแป้งมาโซยอย่างตะกละตะกลาม กินไปก็พูดกับเจียงจิ่นโจวไปว่า วันนี้ฉันจะกลับไปบอกแม่ ให้แม่ทำของอร่อยๆ มาบำรุงพวกเราบ้างในช่วงนี้
ทั้งสองคนรีบกินข้าวกันอย่างรวดเร็วแล้วเข้าสู่โหมดทบทวนบทเรียน เวลาผ่านไปเกือบครึ่งเดือน เจียงจิ่นโจวอ่านหนังสือเรียนจบไปเกือบหมดแล้ว สองวันมานี้เขาเริ่มอ่านหนังสือชุดคณิตศาสตร์-ฟิสิกส์-เคมี
ส่วนหวังอ้ายกั๋วนั้นช้ากว่ามาก เนื้อหาในหนังสือเรียนเขายังจำได้ไม่แม่นเลย ตอนนี้เขากำลังนั่งเกาหัวแกรกๆ อยู่หน้าโจทย์คณิตศาสตร์ข้อหนึ่ง
เจียงจิ่นโจวเห็นดังนั้นจึงวางหนังสือในมือ เดินเข้าไปอธิบายให้ฟัง หวังอ้ายกั๋วพยักหน้าแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เจียงจิ่นโจวเลยต้องยกตัวอย่างโจทย์ที่คล้ายกันให้ดูอีกหลายข้ออย่างใจเย็น จนกระทั่งเพื่อนเข้าใจอย่างถ่องแท้
หวังอ้ายกั๋วทำหน้ามุ่ย จิ่นโจว นายว่าสภาพอย่างฉันจะสอบติดมหาวิทยาลัยกับเขาไหมเนี่ย
เจียงจิ่นโจวตบไหล่เพื่อนแล้วพูดว่า อย่าเพิ่งถอดใจสิ ยังเหลือเวลาอีกตั้งเดือน นายต้องคิดแบบนี้สิ คนอื่นที่จะสอบเกาเค่าก็เริ่มที่จุดสตาร์ทเดียวกับเรา ไม่มีใครเก่งกว่าใครนักหรอก ขอแค่นายขยันหน่อย นายอาจจะโดดเด่นขึ้นมาก็ได้
หวังอ้ายกั๋วกัดฟันพูด ตกลง ฉันเชื่อฟังนาย ฉันต้องสอบให้ได้คะแนนดีๆ ไม่งั้นเสียของแย่ อุตส่าห์กินของดีฝีมือนายทุกวัน
เจียงจิ่นโจวถึงกับกุมขมับ สายกินก็คือสายกินสินะ นึกถึงเรื่องกินได้ทุกเวลาจริงๆ
แม้ปากจะให้กำลังใจหวังอ้ายกั๋ว แต่เจียงจิ่นโจวรู้ดีว่าด้วยสถานการณ์ปัจจุบันของเพื่อน ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น คงยากที่จะสอบติดมหาวิทยาลัย เผลอๆ แม้แต่วิทยาลัยระดับอนุปริญญาก็ยังไม่ติด เรื่องนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงข้อสอบชุดนั้นอีกครั้ง
ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ คิดในใจว่า ชีวิตตกอับขนาดนี้แล้วจะมาถือทิฐิอะไรนักหนา ศักดิ์ศรีมันกินได้ที่ไหน ถ้าสอบไม่ติดก็ไม่มีใครเห็นหัวอยู่ดี อีกอย่างข้อสอบนั่นก็ไม่รู้ว่าของจริงหรือของปลอม ถือซะว่าเป็นการสอบจำลองก็แล้วกัน
เขาจึงพูดกับหวังอ้ายกั๋วว่า อ้ายกั๋ว พรุ่งนี้ฉันจะลองเก็งข้อสอบให้นายทำดู ฉันว่าอ่านหนังสือตะบี้ตะบันอย่างเดียวคงไม่เวิร์ก ถ้าทบทวนแบบเจาะจงน่าจะเห็นผลกว่า
หวังอ้ายกั๋วเป็นคนง่ายๆ อยู่แล้ว เขาหัวเราะร่า ฉันเชื่อนาย นายให้ฉันทบทวนยังไงฉันก็เอาตามนั้นแหละ
…
ณ บ้านตระกูลเจียง ที่ปักกิ่ง
เจียงจิ่นหงเลิกงานแล้วก็ตรงดิ่งมาที่บ้านแม่ ถึงปากจะบอกว่าอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่เธอก็ยังทำงานอยู่ ความจริงเธอไม่ได้มั่นใจว่าจะสอบติดเลยสักนิด แค่ใช้เรื่องสอบบังหน้าเพื่อมาขอข้าวกินฟรีที่บ้านแม่ก็เท่านั้น
พอกินข้าวเสร็จ เจียงจิ่นหงกับเจียงจิ่นหลานก็อ้างว่าจะรีบไปอ่านหนังสือ แม้แต่ชามก็ไม่ช่วยหลัวซิ่วล้าง รีบมุดเข้าห้องเจียงจิ่นหลานไปทันที
ทั้งสองคนแกล้งทำเป็นหยิบหนังสือออกมาวาง แต่ความจริงคือเริ่มจับกลุ่มเม้าท์มอย
เจียงจิ่นหลานถามพี่สาว พี่รอง พี่ว่าพี่สามได้รับจดหมายหรือยัง? เขาจะเชื่อฟังพ่อกับแม่ไหม?
เจียงจิ่นหงตอบอย่างมั่นใจ พี่สามหัวอ่อนจะตาย พ่อแม่ชี้ไม้เป็นนกเขาก็เชื่อ ครั้งนี้ก็เหมือนกัน ฉันว่าชาตินี้เขาคงไม่ได้กลับมาแล้วล่ะ
เจียงจิ่นหลานถอนหายใจ ความจริงบางทีฉันก็คิดนะว่าพี่สามน่าสงสาร ไม่รู้พ่อกับแม่คิดอะไรอยู่
เจียงจิ่นหงเบะปาก เลิกพูดจาโลกสวยได้แล้ว ถ้าสงสารนักทำไมเธอไม่ไปเป็นยุวปัญญาชนแทนเขา แลกให้เขากลับมาล่ะ?
เจียงจิ่นหลานร้องเสียงหลง จะบ้าเหรอ เรื่องอะไรฉันต้องไปบ้านนอก ฉันไม่ได้โง่นะ!
เจียงจิ่นหงค้อนขวับ งั้นเธอก็ดูแลตัวเองไปเถอะ พี่สามเขาโง่เองจะโทษใครได้ ถ้าตอนนั้นฉันไม่ร้องห่มร้องไห้จะเป็นจะตาย ป่านนี้ฉันอาจจะตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขาก็ได้
เจียงจิ่นหลานทำหน้ากลุ้ม พี่รอง ฉันว่าฉันสอบไม่ติดแน่เลย พี่ต้องขยันนะ ถ้าพี่สอบติด พี่โอนงานที่สหกรณ์ให้ฉันทำนะ ดีไหม?
เจียงจิ่นหงเบะปากอีกรอบ คิดในใจว่าประเมินฉันสูงไปแล้ว แถมยังกล้ามาของานฉันอีก ฝันกลางวันอยู่หรือไง
ต้องยอมรับเลยว่าคนบ้านเจียงนี่เห็นแก่ตัวกันได้โล่ทุกคน
…
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจียงจิ่นโจวก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า อ้ายกั๋ว สามทุ่มกว่าแล้ว วันนี้พอแค่นี้เถอะ กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่
หวังอ้ายกั๋วตาไวเห็นนาฬิกาบนข้อมือเจียงจิ่นโจว เขาร้องอุทาน จิ่นโจว นายซื้อนาฬิกาตั้งแต่เมื่อไหร่? ไหนขอดูหน่อยสิ
เจียงจิ่นโจวตั้งใจจะให้เขาเห็นอยู่แล้ว เพราะต่อไปต้องใชดูเวลาบ่อยๆ จะให้มานั่งหลบๆ ซ่อนๆ ตลอดก็คงไม่ใช่เรื่อง
เขายื่นแขนให้หวังอ้ายกั๋วดู นี่ก็ของที่ทางบ้านส่งมาให้คราวที่แล้วเหมือนกัน พ่อกลัวฉันดูเวลาสอบผิด เลยซื้อให้เป็นพิเศษ
หวังอ้ายกั๋วมองนาฬิกาด้วยความอิจฉา จิ่นโจว ที่บ้านนายเปลี่ยนนิสัยเพราะเห็นว่านายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหรือเปล่าเนี่ย ไม่งั้นทำไมจู่ๆ ถึงดีกับนายขนาดนี้?
เจียงจิ่นโจวหัวเราะหึๆ ในใจ ดีกับฉันเหรอ พวกเขาอยากให้ฉันรีบตายไปไวๆ มากกว่า
แต่ปากก็ตอบไปว่า สงสัยพวกเขาคงสำนึกผิดมั้ง
หวังอ้ายกั๋วฟังน้ำเสียงเพื่อนออก เขาปลอบใจว่า จิ่นโจว อย่าคิดมากเลย เขาให้มาก็รับไว้ ของฟรีไม่เอาได้ไง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือนายต้องตั้งใจทบทวนบทเรียน สอบให้ติดมหาวิทยาลัย เรื่องอื่นไม่สำคัญหรอก
เจียงจิ่นโจวพูดด้วยความซาบซึ้ง ขอบใจนะอ้ายกั๋ว
หวังอ้ายกั๋วยิ้มร่า ขอบใจอะไรกัน นายเป็นคนพูดเองนะว่าเราเป็นพี่น้องกันตลอดไป
พูดจบเขาก็หยิบไฟฉาย ไปล่ะ ฉันกลับบ้านก่อน วันนี้นายต้องพักผ่อนเยอะๆ นะ นายบอกเองนี่นาว่าร่างกายสำคัญที่สุด
มองดูแผ่นหลังของหวังอ้ายกั๋วที่เดินห่างออกไป ในใจเจียงจิ่นโจวรู้สึกสับสนปนเป ใช่แล้ว ครอบครัวแท้ๆ ยังสู้เพื่อนคนนี้ไม่ได้เลย แล้วไหนจะพี่สาวที่ไม่เคยเห็นหน้าคนนั้นอีก
พอนึกถึงลู่ชิงในปี 2015 เขารีบปิดประตูรั้วให้แน่นหนา แล้วกลับเข้าห้องเตรียมเขียนจดหมาย
แต่พอหยิบปากกาขึ้นมา เขากลับไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี
คิดอยู่นาน เขาจึงจรดปากกาเขียนว่า พี่ครับ ต่อไปนี้ผมจะเรียกคุณว่าพี่สาวนะ ถึงผมจะไม่รู้จักคุณ แต่ในใจผม คุณดีกับผมยิ่งกว่าพี่สาวแท้ๆ ของผมเสียอีก
แล้วเจียงจิ่นโจวก็เล่าเรื่องราวของตัวเองให้ลู่ชิงฟังอย่างเปิดอกโดยไม่รู้ตัว
เขาขอบคุณลู่ชิงสำหรับของที่ส่งมา และบอกเธอว่าไม่ต้องกังวลเรื่องเงินค่าแสตมป์ เงินนั้นเป็นสิ่งที่เธอควรได้รับ และบอกอีกว่าวันหน้าถ้าเจอของพวกนี้อีก เขาจะส่งไปให้เธออีก
คิดไปคิดมา เจียงจิ่นโจวก็ตัดสินใจไหว้วานลู่ชิง ให้ช่วยสืบดูหน่อยว่าลู่ชิงคนที่อยู่ในยุคปี 77 ตอนนี้อยู่ที่ไหน?
เขาบอกข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับครอบครัวของเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อลู่ชิงไปจนหมด
แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าเรื่องนี้ยากมาก จึงบอกให้ลู่ชิงช่วยเท่าที่ทำได้ ถ้าหาไม่เจอก็ไม่เป็นไร
สุดท้ายเขาอวยพรขอให้พ่อของลู่ชิงหายป่วยไวๆ
เขียนจดหมายเสร็จ เจียงจิ่นโจวใส่จดหมายลงในถุงผ้า ไม่สิ ต่อไปนี้เขาจะเรียกมันว่าถุงเฉียนคุน
เขาคิดอะไรบางอย่างได้ จึงเดินไปเปิดห้องลับ หยิบเอาโสมคนต้นหนึ่งที่ห่อด้วยเปลือกไม้ไว้อย่างดี ใส่ลงไปในถุงเฉียนคุนด้วย