เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 16 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์

บทที่ 16 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์

บทที่ 16 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์


คืนนั้นเจียงจิ่นโจวหลับสบายเป็นพิเศษ นับตั้งแต่ถูกส่งมาลงชนบท คืนนี้เป็นคืนที่เขาหลับได้สนิทและอุ่นใจที่สุด จนกระทั่งไม่ฝันอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

เขาต้องสะดุ้งตื่นเพราะเสียงทุบประตู “ปัง! ปัง!” ที่ดังสนั่นหวั่นไหว

“จิ่นโจว! จิ่นโจว! ตื่นได้แล้ว!” เสียงตะโกนของหวังอ้ายกั๋วดังลั่นมาจากหน้าบ้าน

เจียงจิ่นโจวมุดตัวออกจากผ้าห่ม สวมเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดลงจากเตียงไปใส่รองเท้า เดินฝ่าลมหนาวออกไปเปิดประตูรั้ว

อากาศภายนอกหนาวเหน็บ ลมเหนือพัดบาดผิวหน้า ทำเอาความง่วงงุนของเจียงจิ่นโจวปลิวหายไปในพริบตา ตื่นเต็มตาโดยสมบูรณ์

หวังอ้ายกั๋วเดินเข้ามาโอบไหล่เพื่อนซี้ “จิ่นโจว เมื่อคืนนอนดึกหรือไง? ทำไมป่านนี้เพิ่งจะตื่น?”

เจียงจิ่นโจวหาววอดใหญ่ “มีเรื่องให้คิดน่ะ เลยข่มตานอนไม่หลับ”

หวังอ้ายกั๋วทำหน้าเข้าใจ “ยังเครียดเรื่องหนังสือเรียนอยู่ล่ะสิ พ่อฉันบอกว่า ถ้าสอบได้ก็ดี ถ้าสอบไม่ได้ก็ถือว่าเราไม่มีวาสนา ถึงตอนนั้นก็ก้มหน้าก้มตาเป็นพรานล่าสัตว์อยู่ในหมู่บ้านนี่แหละ รับรองไม่อดตาย”

เห็นท่าทางไม่ยี่หระของหวังอ้ายกั๋วแล้ว เจียงจิ่นโจวก็ได้แต่ถอนใจให้กับความมองโลกในแง่ดีของสองพ่อลูกตระกูลหวัง

แต่เขาไม่คิดจะฝังตัวเองอยู่ในหมู่บ้านนี้ไปตลอดชีวิตหรอกนะ เป้าหมายของเขาคือการกลับปักกิ่ง

“อ้ายกั๋ว ฉันพูดจริงๆ นะ ฉันต้องสอบเกาเค่าให้ได้ นี่เป็นโอกาสเดียวในชีวิตของฉัน” เจียงจิ่นโจวพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

หวังอ้ายกั๋วตบไหล่เขาปุๆ “เข้าใจแล้วน่า ฉันสนับสนุนนายเต็มที่ทางจิตวิญญาณ แต่... ไม่มีหนังสือ นายจะสอบยังไง?”

เจียงจิ่นโจวเกือบจะหลุดปากบอกไปแล้วว่าเขามีหนังสือแล้ว

แต่พอนึกถึงที่มาที่ไปอันสุดแสนพิสดารของมัน เขาก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงท้องไป เรื่องนี้ต้องเหยียบให้มิด ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด

กะว่ารออีกสักสองสามวันค่อยแกล้งทำเป็นไปคอมมูน ขากลับค่อยหอบหนังสือกลับมา แล้วบอกว่าเป็นของที่ทางบ้านส่งมาให้ แบบนี้น่าจะฟังดูสมเหตุสมผลที่สุด

เขาจึงเปลี่ยนเรื่องถามหวังอ้ายกั๋ว “หนาวขนาดนี้ นายรีบมาหาฉันแต่เช้ามีเรื่องอะไร?”

หวังอ้ายกั๋วเพิ่งนึกธุระออก “อ้อ จริงสิ ฉันกับพ่อจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ พ่อเลยให้มาถามนายว่าจะไปด้วยกันไหม?”

ใจจริงเจียงจิ่นโจวไม่อยากไป เขาอยากอยู่บ้านอ่านหนังสือเตรียมสอบมากกว่า

แต่ติดตรงที่เขาบอกเรื่องมีหนังสือไม่ได้ และตอนนี้ก็หาข้ออ้างดีๆ มาปฏิเสธไม่ทันเสียด้วย

คิดไปคิดมา ไปเปิดหูเปิดตาสักวันคงไม่เสียหาย ถือโอกาสไปล่าสัตว์หาของป่ามาฝากพี่สาวลู่ชิงด้วยก็ดี

เขาจึงตอบตกลงทันที “ไปสิ! กำลังอยากกินเนื้ออยู่พอดี เผื่อวันนี้ดวงดีได้ของใหญ่”

พอเห็นเจียงจิ่นโจวตกลง หวังอ้ายกั๋วก็ยิ้มหน้าบาน

“พ่อบอกว่าถ้าวันนี้ยอมนายไปด้วย จะไปขอยืมปืนของอาสามมาให้นายใช้ ให้ได้สัมผัสชีวิตนายพรานแบบเต็มสูบไปเลย”

เจียงจิ่นโจวตาลุกวาวทันที หลายปีมานี้เขาเคยจับปืนอยู่บ้าง และฝีมือยิงปืนก็จัดว่าแม่นยำใช้ได้ แต่ส่วนใหญ่ก็ได้แค่ยืมปืนคนอื่นยิง

เดิมทีถ้าไม่มีเรื่องสอบเกาเค่า เขาตั้งใจจะเก็บเงินซื้อปืนยาวสักกระบอกเหมือนกัน เพราะลำพังแค่มีดพร้าคงใช้ล่าสัตว์ใหญ่ไม่ได้

เทือกเขาด้านหลังกองพลธงแดงเป็นแนวเขาที่แยกมาจากเทือกเขาฉางไป๋ ป่าไม้ที่นี่อุดมสมบูรณ์และรกทึบ สัตว์ป่าชุกชุม ตั้งแต่สัตว์เล็กอย่างกระต่ายป่า ไก่ฟ้า ไปจนถึงสัตว์ใหญ่อย่างหมูป่า กวาง หมีดำ หมาป่า หรือแม้กระทั่งเสือโคร่งก็ยังมีคนเคยเจอ

ชาวบ้านกองพลธงแดงส่วนใหญ่จะไม่กล้าลุกล้ำเข้าไปในป่าลึก มักจะล่าสัตว์อยู่แค่รอบนอก เพราะสัตว์ใหญ่ในป่าลึกนั้นดุร้ายและอันตรายเกินไป

แน่นอนว่ามีคนใจกล้าบางกลุ่มรวมตัวกันเข้าไปล่าสัตว์ใหญ่ในป่าลึกและทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ แต่บ่อยครั้งก็มีคนบาดเจ็บกลับมา หรือโชคร้ายถึงขั้นเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในป่าก็มี

ดังนั้นถ้าไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ ชาวบ้านทั่วไปจะไม่ย่างกรายเข้าไปในเขตป่าลึกเด็ดขาด

ที่ผ่านมาเจียงจิ่นโจวทำหน้าที่เป็นแค่ลูกมือช่วยแบกของให้บ้านหวังต้าซาน ส่วนแบ่งเนื้อสัตว์ที่ได้จึงไม่มากนัก แต่สำหรับคนตัวคนเดียวอย่างเขาก็ถือว่าพอประทังชีวิต

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เขาต้องการเงินทุนสำหรับเรียนมหาวิทยาลัยและการเดินทางกลับเมือง วิธีหาเงินที่เร็วที่สุดในตอนนี้ก็คือการล่าสัตว์ การได้ขึ้นเขาครั้งนี้จึงตรงกับความต้องการของเขาพอดี

เขาบอกหวังอ้ายกั๋ว “รอเดี๋ยวนะ ขอเข้าไปเปลี่ยนรองเท้าแป๊บหนึ่ง”

พูดจบก็วิ่งปรู๊ดเข้าบ้าน เปลี่ยนมาใส่รองเท้าสำหรับเดินป่าโดยเฉพาะ รองเท้าคู่นี้แม่ของหวังอ้ายกั๋วเป็นคนตัดเย็บให้ เขาถนอมมันมาก จะใส่เฉพาะตอนขึ้นเขาเท่านั้น

จากนั้นก็สะพายตะกร้าไม้ไผ่ เหน็บมีดพร้า แล้วล็อกกุญแจหน้าบ้านอย่างแน่นหนา

เขาเรียกหวังอ้ายกั๋วให้ออกเดินไปพร้อมกัน เพื่อไปสมทบกับหวังต้าซานที่ปากทางหมู่บ้าน

เมื่อไปถึง ก็เห็นหวังต้าซานยืนรออยู่แล้ว บนหลังสะพายปืนยาวมาสามกระบอก มันคือปืนที่ชาวบ้านเรียกติดปากว่าซานปาต้าก้าย ปืนยาวอาริซากะ แบบ 38 ซึ่งเป็นของที่ทหารญี่ปุ่นทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยสงคราม ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกหวังต้าซานไปหามาจากไหน

ข้างกายหวังต้าซานมีสุนัขล่าเนื้อตัวหนึ่งยืนสงบนิ่ง เจียงจิ่นโจวไม่รู้สายพันธุ์ รู้แค่ว่ามันชื่อ “ต้าเฮย”

ต้าเฮยตัวใหญ่บึกบึน ปกติเวลาอยู่ในหมู่บ้านมันจะดูเชื่องเชื่อฟัง แต่พอเท้าแตะผืนป่า มันจะกลายร่างเป็นนักล่าที่ดุร้ายและเฉลียวฉลาดทันที ไม่ว่าจะเป็นการดมกลิ่นหาเหยื่อ ไล่จับสัตว์เล็ก หรือปกป้องเจ้าของ มันทำได้ยอดเยี่ยมระดับหาตัวจับยาก ครอบครัวหวังรักมันเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในบ้าน

พอเห็นเจียงจิ่นโจวเดินมากับลูกชาย หวังต้าซานก็ยิ้มร่า ส่งปืนให้พวกเขากันคนละกระบอก

แล้วหันมาพูดกับเจียงจิ่นโจว “จิ่นโจว เรื่องเมื่อวานเจ้าอ้ายกั๋วมันเล่าให้ลุงฟังหมดแล้วนะ เอ็งไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องกดดันตัวเอง ผลจะออกมายังไงลุงไม่ว่าอะไรทั้งนั้น”

เจียงจิ่นโจวซาบซึ้งใจ “ขอบคุณครับลุงหวัง ถ้าผมได้หนังสือมาเมื่อไหร่ ผมจะติวให้อ้ายกั๋วเต็มที่เลยครับ”

“ฮ่าๆๆ แค่เอ็งพูดแบบนี้ ลุงก็ดีใจตายชักแล้ว ไปกันเถอะ วันนี้เราจะลองเข้าป่าลึกกว่าเดิมหน่อย เผื่อฟลุคเจอสัตว์ใหญ่ ขายได้เงินมาจะได้เป็นทุนการศึกษาให้พวกเอ็ง” หวังต้าซานพูดอย่างอารมณ์ดี

เจียงจิ่นโจวรู้สึกตื้นตันจนพูดไม่ออก ที่แท้หวังต้าซานยอมเสี่ยงเข้าป่าลึกวันนี้ก็เพื่อหาเงินให้พวกเขาเรียนต่อนั่นเอง แม้ส่วนหนึ่งจะเพื่อลูกชายตัวเอง แต่การเผื่อแผ่มาถึงคนนอกอย่างเขาก็นับว่าเป็นบุญคุณมหาศาล

เขากล่าวขอบคุณจากใจจริงอีกครั้ง

หวังต้าซานตบไหล่เขาดังปึก “ขอบคุณอะไรกัน? หลายปีมานี้ลุงเห็นเอ็งเป็นเหมือนหลานชายคนหนึ่ง เอ็งมีโอกาสจะได้ดี ลุงก็ยินดีด้วย ไปเถอะ ภาวนาให้วันนี้เจ้าป่าเจ้าเขาเมตตาเราก็แล้วกัน”

หวังอ้ายกั๋วดูตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เขารีบปลดเชือกที่คอต้าเฮยออก ทันทีที่เป็นอิสระ ต้าเฮยก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูหลุดจากคันศร

สามคนเดินเรียงแถวตามทางขึ้นสู่ภูเขา ตลอดทางเจ้าต้าเฮยดมโน่นดมนี่ บางครั้งก็ส่งเสียงเห่าบอกพิกัด

น่าเสียดายที่สัตว์ป่ารอบนอกถูกชาวบ้านล่าไปจนเกือบหมด ผ่านไปชั่วโมงกว่า พวกเขาได้กระต่ายป่ามาสองตัว กับไก่ฟ้าอีกหนึ่งตัว โดยกระต่ายตัวหนึ่งเป็นฝีมือการตะปบของเจ้าต้าเฮยล้วนๆ

เมื่อมองดูผลงานในตะกร้า ทั้งสามคนต่างส่ายหน้าไม่พอใจ หวังต้าซานจึงตัดสินใจพาเดินลึกเข้าไปในป่าดงดิบ ในเมื่อมากันสามคน ปืนสามกระบอก ถ้าไม่เจอสัตว์ระดับตำนานจริงๆ พวกเขาก็ไม่กลัว

เจียงจิ่นโจวกับหวังอ้ายกั๋วเห็นด้วยทันที อันที่จริงวัยรุ่นเลือดร้อนอย่างพวกเขาอยากเข้าป่าลึกตั้งนานแล้ว แต่ติดที่โดนหวังต้าซานห้ามไว้ตลอด ครั้งนี้มีโอกาส มีหรือจะปฏิเสธ

พวกเขาเดินลึกเข้าไปอีกชั่วโมงกว่า ยิ่งเดินป่าก็ยิ่งทึบ ต้นไม้สูงใหญ่บดบังแสงอาทิตย์จนแทบมองไม่เห็นทาง สุดท้ายทางเดินก็หายไป พวกเขาต้องผลัดกันใช้มีดพร้าถางทางเดินนำหน้า

แต่ความพยายามก็ไม่สูญเปล่า สัตว์ป่าเริ่มชุกชุมขึ้น กระต่ายป่าวิ่งตัดหน้าให้เห็นเป็นระยะ นานๆ ทีก็เห็นฝูงกวางดาวเล็มหญ้าอยู่ไกลๆ น่าเสียดายที่กวางพวกนี้หูไวตาไว แค่ได้กลิ่นคนก็วิ่งหนีหายวับไปก่อนจะได้ยกปืนเล็ง

แม้จะยังไม่ได้สัตว์ใหญ่ แต่ก็ได้ของป่าติดมือมาเพียบ ตะกร้าของเจียงจิ่นโจวมีของป่าจำพวกเห็ดและสมุนไพรอยู่เกือบครึ่งค่อนตะกร้าแล้ว

ทันใดนั้นเอง...

“โฮ่ง! โฮ่ง! โฮ่ง!”

เจ้าต้าเฮยเห่ากระโชกเสียงดังลั่นพร้อมจ้องเขม็งไปทางทิศหนึ่ง อาการบ้าคลั่งของมันบอกชัดเจนว่า... ข้างหน้าต้องมีอะไรบางอย่างแน่นอน!

จบบทที่ บทที่ 16 ขึ้นเขาไปล่าสัตว์

คัดลอกลิงก์แล้ว