- หน้าแรก
- ส่งด่วนข้ามเวลา เป็นเศรษฐีด้วยของต่างยุค
- บทที่ 13 เป็นลูกที่มีแม่คอยห่วงใยนี่ดีจริงๆ
บทที่ 13 เป็นลูกที่มีแม่คอยห่วงใยนี่ดีจริงๆ
บทที่ 13 เป็นลูกที่มีแม่คอยห่วงใยนี่ดีจริงๆ
สองหนุ่มแบกตะกร้าขึ้นหลัง เดินตามคำแนะนำของพี่สาวพนักงานต้อนรับไปยังสถานีรับซื้อของเก่า คุณปู่คนเฝ้าประตูเห็นสภาพการณ์แบบนี้จนชินตาในช่วงหลายวันมานี้ แกจึงไม่ได้ว่าอะไร โบกมืออนุญาตให้พวกเขาเข้าไปได้ ส่วนจะหาเจอหรือไม่นั้น ก็สุดแท้แต่บุญแต่กรรม
ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสองเดินหน้ามอมแมมออกมาจากสถานีรับซื้อของเก่า ในตะกร้าของเจียงจิ่นโจวมีหนังสือพิมพ์เก่าเพิ่มมาไม่กี่ชั่งที่เขาจ่ายเงินซื้อไปหนึ่งเหมา เขาตั้งใจจะเอาไปอ่านทบทวนข่าวสารบ้านเมือง เพราะข้อสอบเกาเค่าต้องมีสอบวิชาการเมืองด้วย
ทั้งสองยังไม่ถอดใจ เดินไปดูที่สถานีรับซื้อของเก่าอีกแห่ง คราวนี้พอมีโชคอยู่บ้าง ได้หนังสือเรียนมัธยมต้นแบบครึ่งๆ กลางๆ มาสองเล่ม
ในตัวอำเภอมีร้านรับซื้อของเก่าแค่สองแห่งนี้เท่านั้น สถานการณ์บีบให้พวกเขาต้องกลับบ้านมือเปล่า จะให้เข้าตัวจังหวัดงั้นหรือ? เลิกฝันไปได้เลย ตัวจังหวัดอยู่ห่างจากอำเภอฉางหลิ่งเป็นร้อยกิโลเมตร ไม่ใช่ที่ที่นึกจะไปก็ไปได้ แถมคนสอบในตัวจังหวัดก็เยอะกว่า ถ้าไปแล้วยังหาหนังสือไม่ได้อีกล่ะ?
ความคิดของเจียงจิ่นโจววนกลับไปที่ครอบครัวอีกครั้ง ในใจลึกๆ เขายังมีความคาดหวังหลงเหลืออยู่ ยังไงเสียเลือดก็ข้นกว่าน้ำ พวกเขาคงไม่ใจร้ายทิ้งขว้างเขาจริงๆ หรอกมั้ง? ...เผื่อว่านะ?
เขาพาหวังอ้ายกั๋วไปที่ไปรษณีย์ประจำอำเภอ ครั้งนี้เขาไม่ได้เขียนจดหมาย และเบอร์โทรศัพท์ก็ไม่รู้จะโทรไปไหน เขาจึงตัดสินใจส่งโทรเลข
ค่าส่งโทรเลขนั้นแพงหูฉี่ เขาถามเจ้าหน้าที่แล้ว การส่งโทรเลขไปอำเภอฉางหลิ่งคิดราคาคำละสองเหมา
เขาล้วงมือลงไปคลำเงินในกระเป๋า ท่องข้อความที่อยากส่งในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดท้ายเขาก็กัดฟันขอใบคำร้องส่งโทรเลขจากเจ้าหน้าที่ บรรจงกรอกชื่อที่อยู่ผู้รับอย่างละเอียด พอถึงช่องข้อความ เขาลังเลอยู่นานกว่าจะจรดปากกาเขียนลงไปว่า:
'สอบเกาเค่า ขาดตำรา ด่วน'
เขาไม่ใส่แม้กระทั่งเครื่องหมายวรรคตอน เพราะมันก็นับเป็นหนึ่งคำและคิดเงินเหมือนกัน เขาคิดว่าข่าวการสอบเกาเค่าคงแพร่สะพัดไปทั่วปักกิ่งแล้ว พี่สาวคนรองของเขาก็จบมัธยมปลาย คงต้องเข้าสอบเหมือนกัน คนที่บ้านเห็นโทรเลขแล้วต้องเข้าใจความหมายของเขาแน่นอน
หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เจียงจิ่นโจวและหวังอ้ายกั๋วก็เดินออกจากไปรษณีย์
หวังอ้ายกั๋วถามขึ้น "จิ่นโจว นายส่งโทรเลขหาใคร?"
เจียงจิ่นโจวตอบสั้นๆ "ที่บ้าน"
หวังอ้ายกั๋วร้องเสียงหลง "หา! แล้วพวกเขาจะสนใจนายเหรอ?"
เจียงจิ่นโจวถอนหายใจ "ไม่รู้สิ... ก็เผื่อฟลุคน่ะ"
หวังอ้ายกั๋วอ้าปากพะงาบๆ อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนลงคอ เขาอยากจะบอกว่า 'ถ้าจะสนใจ ก็คงสนใจไปนานแล้ว ปล่อยทิ้งมาตั้งสี่ปี ป่านนี้จะมาสนใจอะไร' เขาไม่เชื่อเลยสักนิดว่าครอบครัวเจียงจิ่นโจวจะยื่นมือเข้ามาช่วย เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าในโลกนี้มีพ่อแม่ที่ใจดำทิ้งลูกตัวเองลงคอได้ยังไง
แต่เขาไม่กล้าพูดออกไป กลัวจะไปซ้ำเติมความเสียใจของเพื่อน จิ่นโจวพูดถูกเผื่อฟลุค บางทีพ่อแม่ของจิ่นโจวอาจจะเกิดระลึกถึงลูกชายคนนี้ขึ้นมาบ้างก็ได้
ในเมื่อทำอะไรไม่ได้แล้ว ทั้งสองจึงตัดสินใจกลับบ้าน พวกเขาเดินไปที่ท่ารถโดยสาร
รออยู่ครึ่งชั่วโมง รถบัสเที่ยวกลับคอมมูนหงซิงก็มาเทียบท่า
ผู้โดยสารแน่นเอี๊ยด ทั้งสองคนต้องยืนเบียดเสียดไปตลอดทาง ยุคสมัยนั้นคำว่ารับผู้โดยสารเกินอัตราไม่มีอยู่ในสารบบ
เจียงจิ่นโจวชิงจ่ายค่าตั๋วตัดหน้าหวังอ้ายกั๋วอีกรอบ ทำเอาหวังอ้ายกั๋วบ่นกระปอดกระแปดไปครึ่งค่อนวัน
เจียงจิ่นโจวทำได้แค่ยิ้มบางๆ แล้วบอกว่า "ไว้คราวหน้า ไว้คราวน้านะ"
เนื่องจากคนแน่นมาก เจียงจิ่นโจวรู้สึกว่าคนที่ยืนซ้อนหลังเขาเบียดเข้ามาแนบชิดผิดปกติ แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ คิดว่าคงเป็นเพราะรถเบียดกัน จึงไม่อยากมีเรื่องมีราว
ผ่านไปชั่วโมงกว่า รถบัสก็ค่อยๆ จอดเทียบข้างทางที่คอมมูนหงซิง
เจียงจิ่นโจวและหวังอ้ายกั๋วทยอยเดินลงจากรถ เจียงจิ่นโจวเผลอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงด้วยความเคยชิน
ทันใดนั้น เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ากระเป๋ากางเกงทั้งสองข้างถูกใบมีดโกนกรีดจนขาดเป็นรูโหว่!
เขารีบยกมือขึ้นทาบหน้าอก คลำดูกระเป๋าเสื้อชั้นในที่เขาเย็บติดไว้กับเสื้อกล้าม... เฮ้อ ยังอยู่... ของยังอยู่ครบ
ส่วนเงินในกระเป๋ากางเกงนั้นเขาเอาออกมาจ่ายค่าตั๋วรถหมดแล้ว ข้างในจึงว่างเปล่า ไอ้หัวขโมยนั่นคงคว้าน้ำเหลว ได้ไปแต่ความว่างเปล่า
ความเสียหายเดียวคือกระเป๋ากางเกงที่เป็นรู กลับไปคงต้องนั่งเย็บซ่อมอีกรอบ แต่ก็ช่างเถอะ กางเกงตัวนี้ปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว จะมีรอยเย็บเพิ่มมาอีกสักรอยสองรอยก็ไม่เห็นจะเป็นไร
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงจิ่นโจวรู้สึกดีใจกับความรอบคอบของตัวเอง
หวังอ้ายกั๋วเห็นเพื่อนล้วงกระเป๋าหน้าตาตื่น ก็ถามด้วยความเป็นห่วง "จิ่นโจว เงินหายหรือเปล่า?"
เจียงจิ่นโจวส่ายหน้า "ไม่หาย แค่กางเกงได้แผลมาสองรู... แล้วของนายล่ะ เงินยังอยู่ไหม?"
หวังอ้ายกั๋วหัวเราะร่า "จะเหลือเรอะ? ก่อนออกมาแม่ฉันเย็บกระเป๋าลับไว้ในกางเกงในให้ฉันเว้ย! ต่อให้หัวขโมยมันเอามีดมากรีดกางเกง ฉันก็ต้องรู้สึกตัวก่อนอยู่แล้ว เมื่อกี้ฉันเช็กดูแล้ว เงินอยู่ครบทุกหยวนทุกเฟิน"
เจียงจิ่นโจวมองเพื่อนแล้วคิดในใจ... เป็นลูกที่มีแม่คอยห่วงใยนี่ดีจริงๆ
ทั้งสองแวะดูนาฬิกาแขวนผนังที่สหกรณ์ร้านค้า เที่ยงวันกับอีกสิบนาที ยังถือว่าไม่สายมาก
คราวนี้พวกเขาเดินไปกินไป หมั่นโถวข้าวโพดที่เหลืออีกคนละลูก กินแกล้มกับน้ำอุ่นในกระติกที่หวังอ้ายกั๋วซุกไว้ในเสื้อนวมตลอดทาง ไม่นานก็จัดการเรียบ
"จิ่นโจว นายว่าที่บ้านจะส่งหนังสือมาให้ไหม?" หวังอ้ายกั๋วอดถามไม่ได้
"น่าจะส่งมาแหละ นายวางใจเถอะ" เจียงจิ่นโจวตอบเพื่อให้ความหวังเพื่อน และเพื่อให้ความหวังตัวเองด้วย
ได้ยินแบบนั้น หวังอ้ายกั๋วก็ยิ้มออก "ฉันว่าแล้วเชียว ยังไงซะเขาก็เป็นพ่อแม่แท้ๆ นายเป็นลูกชายเขา จะตัดหางปล่อยวัดได้ยังไง สี่ปีมานี้ที่บ้านเขาคงลำบากจริงๆ นั่นแหละ พอรู้ว่านายจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขาต้องดีใจแน่ๆ"
เจียงจิ่นโจวพยายามคิดตามนั้น แต่ลึกๆ กลับไม่เชื่อน้ำคำตัวเอง มันจะเป็นอย่างที่หวังอ้ายกั๋วพูดจริงเหรอ? ถ้าครั้งนี้พวกเขาส่งหนังสือมาให้ เขาจะยอมให้อภัย และเมื่อได้ดีมีงานทำ เขาจะกลับไปกตัญญูเลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี
อ้ายกั๋วพูดถูก พ่อแม่ที่ไหนจะไม่รักลูก อาจจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้พวกเขาลืมเขาไปชั่วคราว แต่พอเห็นโทรเลขก็ต้องนึกถึงเขาขึ้นมาได้แน่
"งั้นเราจะเริ่มติวกันเมื่อไหร่?" หวังอ้ายกั๋วถามต่อ
"รอฉันได้รับหนังสือเรียนก่อน ถึงตอนนั้นนายต้องตั้งใจเรียนนะ ไม่งั้นสอบไม่ติดไม่รู้ด้วย" เจียงจิ่นโจวกำชับ
"แน่นอนสิ! พ่อฉันบอกว่าถ้าสอบติดจะซื้อนาฬิกาข้อมือให้ฉันเป็นรางวัลด้วยนะ" หวังอ้ายกั๋วอวดด้วยความภูมิใจ
เจียงจิ่นโจวคิดในใจ... มีพ่อคอยให้ท้ายก็ดีเหมือนกันแฮะ
สองหนุ่มเดินคุยสัพเพเหระหยอกล้อกันไปตลอดทาง ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อนัก ก่อนฟ้ามืดพวกเขาก็เดินเท้ากลับมาถึงกองพลธงแดง
หวังอ้ายกั๋วชวนเพื่อน "จิ่นโจว ไปกินข้าวเย็นที่บ้านฉันไหม จะได้ไม่ต้องกลับไปทำเอง"
เจียงจิ่นโจวส่ายหน้าปฏิเสธ "ไม่ล่ะ ฉันต้องรีบกลับไปจุดไฟเผาเตา ไม่อย่างนั้นคืนนี้นอนหนาวตายแน่ นายกลับไปเถอะ ไว้มีข่าวคืบหน้าฉันจะรีบบอก"
หวังอ้ายกั๋วรู้นิสัยเพื่อนดีว่าบทจะดื้อก็ดื้อหัวชนฝา จึงไม่คะยั้นคะยอต่อ
"งั้นฉันกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ฉันแวะมาหาใหม่" เขาโบกมือลา
ทั้งสองแยกย้ายกันที่ปากทางหมู่บ้าน เจียงจิ่นโจวเดินแบกความเหนื่อยล้ากลับไปยังจุดพักยุวปัญญาชน
เขาไขกุญแจเปิดประตูวัดร้าง ภายในห้องยังคงสภาพเดิม เงียบเหงาและว่างเปล่า
เจียงจิ่นโจววางตะกร้าลงบนพื้น เดินออกไปที่ลานเพื่อหอบฟืนเข้ามา ไม่อยู่บ้านสองวัน ห้องเย็นเฉียบราวกับถ้ำน้ำแข็ง
ขณะที่เขากำลังหอบฟืนเดินไปที่เตาไฟข้างเตียงเตาเตรียมจะจุดไฟ
สายตาของเขาก็เหลือบมองไปบนเตียงเตาโดยไม่ตั้งใจ...
ทันใดนั้น ภาพที่เห็นทำเอาเขาชะงักกึก ฟืนในอ้อมแขนร่วงกราวลงพื้นโดยไม่รู้ตัว
ดวงตาของเขาเบิกโพลงจ้องมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา!