เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 เจียงจิ่นโจว

บทที่ 1 เจียงจิ่นโจว

บทที่ 1 เจียงจิ่นโจว


เดือนตุลาคม ปี 1977

ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านมีวัดร้างซุดโทรมอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งถูกใช้เป็นจุดพักของเหล่ายุวปัญญาชนแห่งกองพลธงแดง

กองพลธงแดงแห่งนี้แต่เดิมก่อนยุคปลดปล่อยมีชื่อเรียกว่าหมู่บ้านเสินเมี่ยว ก่อนจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็นกองพลธงแดงในภายหลัง

กองพลธงแดงมีประชากรอยู่เพียงยี่สิบกว่าครัวเรือน รวมแล้วร้อยกว่าชีวิต ที่ดินทำกินทั้งหมดล้วนเป็นพื้นที่ที่บุกเบิกขึ้นมาใหม่ เฉลี่ยแล้วคนหนึ่งมีที่ดินทำกินเพียงครึ่งไร่เท่านั้น ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจึงยังคงยึดอาชีพล่าสัตว์เป็นหลัก

วัดที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านนั้น ในอดีตก่อนที่ชาวบ้านจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ พวกเขาจะต้องแวะมาสักการะบูชาที่นี่ก่อนเสมอ ส่วนว่าบูชาเทพองค์ใดนั้นไม่มีใครล่วงรู้ เมื่อก่อนเคยมีหลวงจีนรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ แต่ก็ไม่มีใครรู้อีกเช่นกันว่าท่านมาจากไหน ต่อมาเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวทางการเมือง รูปปั้นเทพเจ้าในวัดถูกทุบทำลาย หลวงจีนรูปนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มีใครรู้ว่าท่านไปที่ใด

เนื่องจากเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เบื้องบนจึงไม่เคยส่งยุวปัญญาชนลงมาที่นี่ แต่ภายหลังเมื่อจํานวนยุวปัญญาชนที่ต้องลงชนบทมีมากขึ้นเรื่อยๆ กองพลธงแดงจึงถูกสั่งให้รับคนเหล่านี้เข้ามาดูแล

ทว่ากองพลธงแดงไม่มีงบประมาณสำหรับสร้างที่พักให้ยุวปัญญาชน จึงทำได้เพียงทำความสะอาดวัดร้างแห่งนั้นให้พออยู่อาศัยได้ ตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา มีปัญญาชนจากเมืองใหญ่แวะเวียนเข้ามาสิบกว่าคน แต่ไม่มีใครทนอยู่ได้นาน สุดท้ายต่างก็หาข้ออ้างและใช้เส้นสายย้ายออกจากกองพลธงแดงไปจนหมด

ในท้ายที่สุด กองพลธงแดงจึงกลายเป็นเขตหวงห้ามสำหรับเหล่ายุวปัญญาชน ไม่มีใครเต็มใจมาที่นี่อีก

จนกระทั่งก่อนปีใหม่ปี 1973 ก็มียุวปัญญาชนคนหนึ่งเดินทางมา เขาคือเจียงจิ่นโจวชายหนุ่มวัยยี่สิบปีที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่บนเตียงเตาภายในจุดพักฯ ในขณะนี้ และเขาก็เป็นยุวปัญญาชนเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในกองพลธงแดง

นับตั้งแต่ได้รับข่าวการฟื้นฟูการสอบเข้ามหาวิทยาลัยจากหัวหน้ากองพลเมื่อช่วงเช้า เขาก็เอาแต่นั่งนิ่งอยู่บนเตียงเตามาตลอด ตั้งแต่แปดโมงเช้าลากยาวมาจนถึงตอนนี้ซึ่งน่าจะประมาณบ่ายสองโมงแล้ว เขาไม่มีนาฬิกาข้อมือ อาศัยเพียงประสบการณ์กะเวลาเอาเท่านั้น

ตั้งแต่ถูกส่งมาลงชนบท เขาเคยคิดว่าตัวเองคงต้องฝังชีวิตไว้ที่นี่ตลอดไป แต่พอได้รับรู้ว่ามีประกายความหวังที่จะได้กลับเข้าเมือง เขากลับทำตัวไม่ถูกเสียอย่างนั้น

เจียงจิ่นโจวเป็นคนปักกิ่ง ที่บ้านมีพ่อชื่อเจียงว่านเนียน แม่ชื่อหลัวซิ่ว พี่ชายคนโตชื่อเจียงจิ่นฝานพี่ สาวคนรองชื่อเจียงจิ่นหงและน้องสาวคนเล็กชื่อเจียงจิ่นหลาน

เจียงจิ่นโจวมองดูหนังสือพิมพ์ที่หัวหน้ากองพลทิ้งไว้ให้ พลางหวนนึกถึงเหตุการณ์ก่อนที่จะต้องระหกระเหินมาอยู่ที่นี่

ตอนนั้นเจียงจิ่นโจวกำลังจะเรียนจบชั้นมัธยมปลาย พ่อเป็นคนงานในโรงงานเครื่องจักร แม่เป็นพนักงานขายในสหกรณ์ร้านค้า พี่ชายคนโตอย่างเจียงจิ่นฝานผลการเรียนแย่มาตลอด แม้จะอายุมากกว่าเจียงจิ่นโจวสามปี แต่เพราะไม่ได้เรียนต่อมัธยมปลายจึงอยู่บ้านเฉยๆ ไม่มีงานทำ ส่วนพี่สาวคนรองอย่างเจียงจิ่นหงที่อายุมากกว่าเขาหนึ่งปี เรียนจบมัธยมปลายแล้วแต่ก็ยังหางานทำไม่ได้ ขณะที่น้องสาวคนเล็กเจียงจิ่นหลานกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น

เนื่องจากนโยบายส่งเสริมเยาวชนลงสู่ชนบทเริ่มเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ครอบครัวตระกูลเจียงที่มีสถานการณ์เช่นนี้ จำเป็นต้องส่งลูกหลานไปชนบทถึงสองคน

เจียงจิ่นฝานเป็นลูกชายคนโตของตระกูลเจียง จึงเป็นความหวังสูงสุดของเจียงว่านเนียนในความคิดของผู้เป็นพ่อ ลูกชายคนโตคือเสาหลักที่จะสืบทอดวงศ์ตระกูลในภายภาคหน้า เจียงจิ่นฝานจึงได้รับความรักและความลำเอียงจากพ่อแม่มาโดยตลอด

อันที่จริงเจียงจิ่นฝานควรจะต้องลงชนบทไปนานแล้ว แต่เจียงว่านเนียนและภรรยาก็สรรหาวิธีถ่วงเวลาสารพัด ให้ลูกชายอยู่บ้านเปล่าๆ มาตั้งสองปี พวกเขาเป็นเพียงคนงานธรรมดา จะหาลู่ทางฝากงานให้ลูกชายคนโตก็ทำไม่ได้ ครั้นจะใช้เงินยัดใต้โต๊ะ ก็ไม่มีช่องทางให้ซื้อตำแหน่ง

ส่วนเจียงจิ่นหงเป็นลูกสาวคนแรก พอมีลูกสาวมาเติมเต็มก็ถือว่าครบองค์ประกอบคำว่า ดี ที่ประกอบด้วยคำว่าหญิงและชาย เจียงว่านเนียนและภรรยาจึงรักใคร่เอ็นดูหล่อนไม่น้อย ยิ่งไม่อาจตัดใจส่งไปลำบากในชนบทได้

เจียงจิ่นโจวนั้นตอนคลอดออกมาแม่คลอดลำบาก ทำให้หลัวซิ่วเสียสุขภาพไปมาก ต้องพักฟื้นอยู่หลายปีกว่าจะสามารถมีลูกคนเล็กอย่างเจียงจิ่นหลานได้ ดังนั้นเจียงจิ่นโจวจึงเป็นลูกชังที่แม่ไม่เคยเหลียวแลมาตั้งแต่เกิด

แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดที่เจียงจิ่นโจวดันเป็นเด็กหัวดีมาตั้งแต่เล็ก เดิมทีพอเรียนจบมัธยมต้น หลัวซิ่วก็ไม่อยากให้เขาเรียนต่อแล้ว แต่เป็นเพราะคุณครูมาเกลี้ยกล่อมที่บ้านครั้งแล้วครั้งเล่า ประกอบกับเจียงว่านเนียนกลัวชาวบ้านนินทา จึงยอมให้เจียงจิ่นโจวเรียนต่อ

เจียงจิ่นโจวรู้สถานะของตัวเองในบ้านดี เขาจึงตั้งใจเรียนอย่างหนัก เพราะตราบใดที่ผลการเรียนดี เมื่อจบมัธยมปลายก็มีโอกาสที่โรงเรียนจะเสนอชื่อให้เข้าทำงานในโรงงานใหญ่ๆ ได้

และทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน ผลการเรียนจบมัธยมปลายของเขาติดอันดับหนึ่งในสามของระดับชั้น ทางโรงเรียนจึงเสนอชื่อเขาให้เข้าทำงานที่โรงงานเครื่องจักร ซึ่งทางโรงงานก็ตอบรับแล้วด้วย

ตอนนั้นเขาดีใจแทบบ้า ในที่สุดเขาก็มีงานทำ สามารถหาเงินเข้าบ้านได้ พ่อกับแม่ก็น่าจะหันมารักเขาบ้างแล้ว แถมยังได้ทำงานโรงงานเดียวกับพ่ออีกต่างหาก

แต่ทว่า... เมื่อเขาถือใบตอบรับเข้าทำงานกลับมาที่บ้านด้วยความตื่นเต้นดีใจ ก็ประจวบเหมาะกับที่เจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตมาเร่งรัดให้พี่ใหญ่และพี่รองลงชนบทพอดี

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของเจียงจิ่นโจวที่นั่งเหม่อมาค่อนวันก็เริ่มไหววูบ น้ำตาอุ่นร้อนสองสายไหลอาบแก้ม

ความทรงจำย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีที่แล้ว ตอนนั้นเพราะความดีใจบังตา เขาจึงไม่ทันสังเกตว่าแววตาของแม่ตอนที่เห็นใบตอบรับเข้าทำงานนั้น แม้จะมีความยินดี แต่มันแฝงไว้ด้วยความโลภ

ใช่แล้ว มันคือความโลภ... นี่คือสิ่งที่เขาเพิ่งตกผลึกได้หลังจากทบทวนความทรงจำครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดสี่ปีมานี้

วันนั้น เขาได้รับความรักจากแม่ในแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอดสิบหกปี แม่หลัวซิ่วชมเปาะว่าเขาเป็นเด็กดี เป็นลูกที่ว่านอนสอนง่ายและรักดีที่สุดในบรรดาพี่น้อง แถมยังทำอาหารมื้อใหญ่ให้เขากิน

วันนั้นในใจของเขาเปี่ยมไปด้วยความสุขและความตื้นตัน คิดว่าในที่สุดแม่ก็รักเขาแล้ว

แต่กินข้าวไปได้เพียงครึ่งทาง คำพูดของแม่ก็เหมือนน้ำเย็นจัดสาดโครมใส่หน้า ดับความหวังของเขาจนมอดไหม้

"เสี่ยวโจวลูกรัก โอกาสทำงานครั้งนี้ลูกยกให้พี่ใหญ่เถอะนะ พี่เขาอายุมากแล้ว ยังไม่มีงานทำ ถ้าต้องไปลงชนบทอีก ดีไม่ดีคงหาเมียไม่ได้แน่ ลูกเรียนเก่ง อายุก็ยังน้อย โอกาสข้างหน้ายังมีอีกเยอะ ครั้งนี้ลูกเสียสละไปลงชนบทก่อนนะ แม่รับปาก ลูกไปแค่ปีเดียว อย่างมากไม่เกินปีเดียว แม่จะหางานแล้วดึงตัวลูกกลับมาให้ได้"

พ่อเองก็ช่วยพูดสนับสนุนอยู่ข้างๆ "ใช่แล้วลูก พ่อรู้ว่าแกเป็นเด็กดี แกเชื่อฟังพ่อแม่ที่สุด พ่อกับแม่ซึ้งใจแกมากนะ ไปอยู่ที่นั่นเราจะส่งเงินส่งของไปให้แกเยอะๆ ไม่ต้องห่วง"

เจียงจิ่นโจวไม่อยากเชื่อหูตัวเอง เขานั่งตัวแข็งทื่อ ความปิติยินดีที่พองโตคับอกเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตา

เขาอยากจะปฏิเสธ แต่พอเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังแกมบังคับของพ่อแม่ คำพูดที่จ่ออยู่ที่ริมฝีปากก็ต้องกลืนกลับลงไป พ่อกับแม่อ้อนวอนขนาดนี้แล้ว ถ้าเขาไม่ยอม เขาจะสูญเสียความรักของพ่อแม่ไปหรือเปล่า... ท้ายที่สุด เขาก็ยอมมอบใบตอบรับเข้าทำงานใบนั้นให้พี่ชายคนโตไป

เขาเคยคิดว่าอย่างน้อยพี่สาวคนรองก็คงต้องไปลงชนบทเป็นเพื่อนเขา แต่ก่อนวันเดินทางเพียงวันเดียว เขาถึงได้รู้ความจริงว่าพี่รองไม่ได้ไป เพราะแม่ยอมสละงานของตัวเองให้พี่รองทำแทน ตอนนั้นแม้ในใจจะเจ็บปวดรวดร้าว แต่เขาก็ยังพยายามหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองว่าพี่รองเป็นผู้หญิง ไปอยู่ชนบทคงลำบากแย่ พ่อแม่เป็นห่วงและตัดใจไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติ

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงต้องแบกความน้อยเนื้อต่ำใจและความคาดหวังเดินทางมายังกองพลธงแดงเพียงลำพัง

แต่การรอคอยครั้งนี้กลับกินเวลาถึงสี่ปีเต็ม งานที่พ่อแม่สัญญาไว้และโอกาสที่จะได้กลับบ้าน กลายเป็นเพียงภาพฝันที่เลือนหายไปเหมือนฟองสบู่

ปีแรกไม่ว่าจะเหนื่อยยากแค่ไหน พอคิดถึงคำสัญญาของพ่อแม่ เขาก็ยังกัดฟันทน แต่เงินที่พกติดตัวมาก็หมดลง เพราะอายุน้อยเกินไปจึงขึ้นเขาไปล่าสัตว์ไม่ไหว ผลผลิตจากไร่นาของกองพลธงแดงก็แทบไม่พอยาไส้ ชาวบ้านที่นี่ทุกบ้านต้องมีคนขึ้นเขาไปล่าสัตว์ พอได้สัตว์มาถึงจะมีรายได้เสริม เขาที่ล่าสัตว์ไม่เป็นย่อมไม่มีรายได้ส่วนนี้

ถ้าไม่ใช่เพราะหัวหน้ากองพลเห็นว่าเขายังเด็กและน่าสงสาร คอยแบ่งอาหารให้บ้างเป็นครั้งคราว เขาคงสงสัยว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดมาได้หรือไม่

ตอนนั้นเองเขาถึงได้เข้าใจกระจ่างแจ้งว่าทำไมยุวปัญญาชนคนก่อนๆ ถึงไม่อยากอยู่ที่กองพลธงแดง ลองคิดดูสิ เด็กในเมืองพวกนั้นใครจะกล้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แต่ถ้าไม่ล่าสัตว์ก็ไม่มีรายได้ แล้วจะเอาอะไรกิน

จบบทที่ บทที่ 1 เจียงจิ่นโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว