เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14 - มนต์สื่อวิญญาณ

บทที่ 14 - มนต์สื่อวิญญาณ

บทที่ 14 - มนต์สื่อวิญญาณ


บทที่ 14 - มนต์สื่อวิญญาณ

คนในหมู่บ้านสังเกตเห็นความผิดปกติทางฝั่งซื่อลี่มู่ได้อย่างรวดเร็ว ในฐานะศิษย์เซียนที่มีรากฐานเซียน นางย่อมเป็นที่จับตามองของผู้คน โดยเฉพาะหมานสยงมู่

ซื่อลี่มู่ถูกหมานสยงมู่พาตัวไปทันที นางยังเด็กเกินไป ไม่เหมาะจะมาสัมผัสเรื่องความเป็นความตาย งานศพหลังจากนี้ย่อมเป็นหน้าที่ของคนในหมู่บ้านจัดการให้

เด็กหญิงกอดอู๋เทียนไว้แน่นราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้าย ไม่ยอมปล่อยมือเด็ดขาด

หมานสยงมู่พานางไปที่เรือนไม้ไผ่ที่หัวหน้าเผ่าจัดเตรียมไว้ เสียงอึกทึกรอบข้างค่อยๆ ห่างออกไป ภายในห้องเงียบสงบ

เมื่อเห็นท่าทางเงียบขรึมและพยายามทำตัวเข้มแข็งของเด็กหญิง ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสาร เขาถอนหายใจเบาๆ แล้วเอ่ยว่า "ซื่อลี่มู่ตัวน้อย อย่าเสียใจไปเลย วิชาบนภูเขากะโหลกมีความมหัศจรรย์ สามารถสื่อสารกับวิญญาณ และพลิกฟื้นความตายได้"

"ขอแค่เจ้าตั้งใจบำเพ็ญเพียร วันข้างหน้าอาจจะได้เจอท่านปู่ของเจ้าอีกก็ได้"

"จริงเหรอจ๊ะ" ดวงตาของซื่อลี่มู่เป็นประกายขึ้นมาทันที เด็กตัวแค่นี้ต้องสูญเสียญาติไปถึงสองคนในเวลาไม่ถึงปี ตอนนี้ในอ้อมกอดนอกจากเจ้ามังกรขาว นางก็ไม่เหลือญาติคนไหนอีกแล้ว

หมานสยงมู่ลูบหัวนาง พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "จริงสิ ท่านลุงไม่หลอกเจ้าหรอก"

"ซื่อลี่มู่ตัวน้อย ลุงจะสอนวิชาหายใจให้เจ้าวิชาหนึ่ง เจ้าต้องเริ่มฝึกตั้งแต่ตอนนี้เลย ห้ามเกียจคร้านเด็ดขาด เข้าใจไหม"

ซื่อลี่มู่พยักหน้าหงึกหงัก "ข้าจะตั้งใจฝึกจ้ะ"

หมานสยงมู่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "วิชาหายใจที่ลุงจะสอนต่อไปนี้ เป็นความลับสุดยอดของภูเขากะโหลก เจ้าห้ามเอาไปสอนคนอื่นเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะนำภัยใหญ่หลวงมาสู่ตัว"

"อีกอย่างวิชานี้ถ้าคนไม่มีรากฐานเซียนเอาไปฝึก จะเป็นอันตรายถึงชีวิต"

"ดังนั้นเจ้าห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด"

"ที่ลุงพูดไปเจ้าเข้าใจไหม"

ซื่อลี่มู่แม้อายุยังน้อย แต่เด็กแดนใต้มักรู้ความเร็ว แถมยังฉลาดเป็นกรด นางพยักหน้าแรงๆ ทันที "ท่านลุง ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่บอกใครเลย"

หมานสยงมู่เห็นอารมณ์นางเริ่มสงบลง ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถึงอย่างไรก็เป็นคนเผ่าเดียวกัน คนที่มีรากฐานเซียนหายากมาก เขาจึงให้ความสำคัญเป็นธรรมดา

วิชาภูเขากะโหลกแม้จะสื่อสารวิญญาณได้จริง แต่คนตายไม่อาจฟื้นคืน เมื่อครู่เขาก็แค่ปลอบใจเด็กน้อย รอให้นางโตขึ้นก็จะเข้าใจความหวังดีของเขาเอง

ความคิดต่างๆ แล่นผ่านสมองไปวูบหนึ่ง หมานสยงมู่ปรายตามองอู๋เทียน สัตว์ที่ใกล้จะเป็นปีศาจบางตัวมีสติปัญญาไม่ด้อยไปกว่าเด็กมนุษย์ สุนัขขาวในหมู่บ้านยิ่งฉลาดเป็นทุนเดิม

แต่วิชาที่เขาจะสอนต้องอาศัยรากฐานเซียน มีเพียงปีศาจที่กลายร่างแล้ว หรือศิษย์เซียนเท่านั้นที่ฝึกได้ จึงไม่ต้องกลัวว่าเจ้าสุนัขขาวนี่จะขโมยเรียนไปได้

"วิชาหายใจที่ลุงจะถ่ายทอดให้ มีเสียงโบราณทั้งหมดสิบแปดเสียง เนื้อแท้แล้วคือวิชาอาคมเสียง ใช้เสียงโบราณสิบแปดเสียงสั่นสะเทือนอวัยวะภายใน ประสานกับฟ้าดิน เพื่อชักนำปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกาย..."

หมานสยงมู่พูดยังไม่ทันจบ เห็นแววตาใสซื่อไร้เดียงสาของซื่อลี่มู่ ก็อดขำไม่ได้ จึงหยุดการอธิบายทฤษฎี แล้วเริ่มสอนการออกเสียงสิบแปดเสียงโบราณทันที

ซื่อลี่มู่หัวไวมาก ไม่นานก็จำเสียงทั้งสิบแปดได้แม่นยำ

"ซื่อลี่มู่ตัวน้อย ลุงยังต้องไปธุระที่หมู่บ้านอื่นอีก เจ้าอยู่ที่นี่ฝึกวิชาหายใจให้ดีๆ พอลุงจะกลับขึ้นเขา ลุงจะมารับเจ้าไปด้วยกัน"

หมานสยงมู่ตรวจสอบจนแน่ใจว่าซื่อลี่มู่จำเสียงทั้งสิบแปดได้ถูกต้องไม่มีตกหล่น ถึงได้วางใจ

ซื่อลี่มู่พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย

หมานสยงมู่รั้งอยู่ที่หมู่บ้านนานไม่ได้ เขาต้องตระเวนตรวจตราสิบแปดหมู่บ้าน บวกกับซื่อลี่มู่เพิ่งเสียญาติผู้ใหญ่ไป เขาจึงทิ้งเคล็ดวิชาไว้ แล้วขี่ลมทมิฬจากไป

ตั้งแต่ต้นจนจบ อู๋เทียนที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของซื่อลี่มู่ ย่อมจดจำวิชาหายใจนี้ได้ทั้งหมดเช่นกัน

เนื่องจากซื่อลี่มู่ไม่มีผู้ใหญ่ดูแลแล้ว หัวหน้าเผ่าจึงจัดคนมาคอยดูแลเรื่องอาหารการกิน และให้นางพักอยู่ที่เรือนรับรองทูตแห่งนี้ไปเลย

ขืนให้กลับไปบ้านเดิม กลัวจะยิ่งเศร้าใจ

อีกอย่างการจัดงานศพย่อมมีพิธีกรรมบางอย่าง หากให้เด็กหญิงเห็นเข้า คงไม่พ้นร้องไห้เสียใจอีก

พออู๋เทียนได้วิชาหายใจมา ก็ทุ่มสมาธิทั้งหมดไปที่วิชานี้

หน้าต่างระบบก็แสดงข้อมูลของวิชานี้ขึ้นมาเช่นกัน

มนต์สื่อวิญญาณ: วิชาหายใจลับเฉพาะของภูเขากะโหลก ศิษย์เซียนที่มีรากฐานเซียนฝึกฝนวิชานี้จะสามารถชักนำปราณฟ้าดินมาชำระล้างร่างกาย เมื่อฝึกจนสมบูรณ์จะสามารถกลั่นปราณสื่อวิญญาณได้ เป็นรากฐานของวิชาทั้งปวงในภูเขากะโหลก

มนต์สื่อวิญญาณแม้จะเป็นทักษะเหมือนกัน แต่เมื่อเทียบกับทักษะอื่นๆ ที่อู๋เทียนเคยฝึกมา ความยากคนละระดับกันเลย

วิชานี้เข้าง่ายแต่เชี่ยวชาญยาก แม้แต่ศิษย์ภูเขากะโหลกเองก็ยากจะฝึกจนสมบูรณ์ มักจะใจร้อนไปฝึกวิชาอื่นควบคู่ ทำให้รากฐานไม่มั่นคง

อู๋เทียนซ่อนตัวอยู่ในเรือนไม้ไผ่ เริ่มฝึกฝนมนต์บทนี้

มีหน้าต่างระบบคอยช่วย ทุกครั้งที่เขาฝึกจะไม่ผิดพลาดเลย แม่นยำสุดๆ และทุกรอบที่ฝึกจะได้ผลลัพธ์และความก้าวหน้าเสมอ

ยิ่งนานวันเขายิ่งรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ของระบบ

มนต์สื่อวิญญาณสิบแปดเสียงโบราณ ต้องออกเสียงตามจังหวะและท่วงทำนองที่กำหนด เพื่อสั่นสะเทือนอวัยวะภายใน คนทั่วไปกว่าจะเริ่มจับทางได้ต้องใช้เวลานานมาก

แต่อู๋เทียนกลับทำได้อย่างง่ายดาย ทันทีที่เขาร่ายมนต์สื่อวิญญาณ อวัยวะภายในก็ส่งเสียงครืนครั่นราวกับฟ้าร้อง หรือเสียงโหยหวนของภูตผี

เสียงนี้ดังขึ้นครั้งแรกทำเอาซื่อลี่มู่ตกใจ แต่ไม่นานนางก็สังเกตเห็นการกระทำของอู๋เทียน

"เจ้ามังกรขาว เจ้ากำลังฝึกวิชาหายใจที่ท่านลุงหมานสยงสอนเหรอ"

ซื่อลี่มู่ทำหน้าประหลาดใจ "วิชาหายใจนั่นยากจะตาย ข้าแค่จำได้ก็แทบแย่แล้ว นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเริ่มฝึกได้แล้ว เจ้ามังกรขาวของข้าฉลาดจริงๆ"

"แต่ท่านลุงหมานสยงห้ามไม่ให้สอนคนอื่นนี่นา!"

ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววกังวล แต่แป๊บเดียวนางก็หัวเราะคิกคัก "ไม่สิ ไม่สิ เจ้าไม่ใช่คน เจ้าเป็นลูกหมาสีขาว"

"อย่างนี้ก็ไม่นับว่าคนอื่นรู้ ฮิฮิ!"

เด็กหญิงตบมือน้อยๆ ของตัวเอง ทำปากยื่น "เจ้ามังกรขาวฝึกได้แล้ว ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้นะ!"

นางนั่งขัดสมาธิ ทำตามคำแนะนำของหมานสยงมู่ เริ่มฝึกวิชาหายใจบ้าง

อู๋เทียนค้นพบมานานแล้วว่า การร่ายมนต์สื่อวิญญาณเพียงอย่างเดียวไม่เกิดประโยชน์ใดๆ กับเขา ซ้ำร้ายแรงสั่นสะเทือนของอวัยวะภายในยังส่งผลเสียร้ายแรง ถ้าฝืนทำนานๆ อวัยวะอาจฉีกขาดตายได้

ต้องใชัพรสวรรค์กลืนกินปราณควบคู่ไปกับการร่ายมนต์สื่อวิญญาณเท่านั้น เขาถึงจะชักนำปราณฟ้าดินเข้าสู่ร่างกายได้ และอาศัยมนต์ช่วยบำรุงเลี้ยงร่างกาย

สิ่งที่ต่างจากการกลืนกินปราณแบบเดิมคือ ปราณฟ้าดินที่เขาชักนำได้จากการร่ายมนต์สื่อวิญญาณดูบริสุทธิ์กว่ามาก แถมยังมีคุณสมบัติธาตุชัดเจน เป็นปราณเส้นเล็กๆ ที่เจือกลิ่นอายแห่งสายลม เหมือนแพรสีเขียว ไหลเข้าทางจมูกและปาก หล่อเลี้ยงอวัยวะภายใน

การใช้กลืนกินปราณพร้อมกับมนต์สื่อวิญญาณ ไม่เพียงเปลืองพลังจิต แต่ถ้าทำนานเกินไปอวัยวะภายในก็รับไม่ไหว

อู๋เทียนพบว่าเขาฝึกได้แค่เช้าเย็นครั้งละหนึ่งก้านธูปเท่านั้น นั่นคือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว ต้องพักผ่อนคั่นกลาง

เจ็ดวันผ่านไป ซื่อลี่มู่ก็ฝึกมนต์สื่อวิญญาณจนเริ่มเข้าที่

อู๋เทียนไม่รู้ว่าความเร็วระดับนี้ถือว่าเร็วหรือช้า แต่หลังจากซื่อลี่มู่เริ่มจับทางได้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับนางกลับเหนือกว่าเขาอย่างเทียบไม่ติด

ทุกครั้งที่เขาเข้าสู่สภาวะกลืนกินปราณ เขาจะเห็นว่ารอบตัวซื่อลี่มู่ปกคลุมไปด้วยปราณฟ้าดินที่เข้มข้นมาก ปราณเหล่านั้นลุกโชนราวกับเปลวเพลิง

ยามซื่อลี่มู่ร่ายมนต์สื่อวิญญาณ ปราณที่เหมือนเมฆสีชาดจะถูกสูบฉีดเข้าออก ห่อหุ้มร่างนางไว้ในแสงเรืองรอง ดูวิเศษพิสดารยิ่งนัก

ภาพแบบนี้คนธรรมดามองไม่เห็น คนอื่นได้ยินแค่เสียงครืนครั่น และเสียงพึมพำราวกับภูตผีปีศาจเท่านั้น

"พรสวรรค์การบำเพ็ญเพียรของซื่อลี่มู่น่าจะเข้าขั้นสัตว์ประหลาด!"

อู๋เทียนฝึกได้สั้นๆ แถมปราณธาตุลมที่ชักนำมาได้ก็น้อยนิด เทียบกับซื่อลี่มู่แล้วเหมือนฟ้ากับเหว

ซื่อลี่มู่เพิ่งเริ่มฝึกก็ทำต่อเนื่องได้ถึงครึ่งชั่วยาม ถ้าไม่ใช่เพราะอายุยังน้อย อวัยวะภายในรับภาระหนักไม่ไหว คงทำได้นานกว่านี้อีก

ผลลัพธ์แบบนี้ทำให้อู๋เทียนตระหนักว่า เขาไม่ใช่สัตว์วิเศษที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศอะไร ก็แค่สุนัขขาวธรรมดาที่อาศัยหน้าต่างระบบช่วยให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางบำเพ็ญเพียรได้อย่างทุลักทุเลเท่านั้นเอง

"จะขี้เกียจไม่ได้แล้ว!"

เขารู้สึกกดดันขึ้นมาทันที หลังจากงานศพท่านปู่ของซื่อลี่มู่เสร็จสิ้น ตอนกลางวันเขาก็กลับไปติดตามหน่วยล่าสัตว์ออกล่าตามปกติ

ช่วงนี้ซื่อลี่มู่จมดิ่งอยู่กับการฝึกวิชา ทำให้ลืมความเศร้าไปได้ชั่วคราว นางพักแค่ชั่วยามสองชั่วยามก็ลุกมาฝึกต่อได้ ประสิทธิภาพการฝึกทิ้งห่างอู๋เทียนไปไกลลิบ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 14 - มนต์สื่อวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว