- หน้าแรก
- แย่แล้วครับ ผมกลายเป็นผู้หญิง แล้วคุณหนูบ้านรวยก็เห็นผมเป็นแค่ของเล่น
- บทที่ 26: ถูกคาบข่าวไปบอก
บทที่ 26: ถูกคาบข่าวไปบอก
บทที่ 26: ถูกคาบข่าวไปบอก
บทที่ 26: ถูกคาบข่าวไปบอก
หลังจากนั้น เซี่ยหลินก็ไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว เธอเพียงแค่อยากให้พิธีนี้จบลงเร็วๆ จะได้กลับบ้านเสียที
เธอร้องเรียกระบบในใจ แต่มันก็ทำตัวเหมือนพวกพ่อที่ไข่แล้วทิ้ง สนใจแต่จะหาความสนุกใส่ตัวโดยไม่ยอมโผล่หัวมาชี้แนะอะไรเลย
ในที่สุด เมื่อพิธีใกล้จะจบลง เหล่าภูตน้อยรอบๆ ก็เริ่มมีท่าทีเหนื่อยล้า เซี่ยหลินลุกขึ้นยืนพลางก้มหน้าลง
ชั่วขณะหนึ่ง เธอรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงในร่างถูกสูบออกไปจนหมดเกลี้ยง... เธอก้มหน้าก้มตาตั้งใจจะเดินตามกลุ่มคนส่วนใหญ่ไป แต่เพราะไม่ได้มองทางให้ดี จึงเดินชนเข้ากับอ้อมอกของใครบางคนอย่างจัง
เซี่ยหลินเงยหน้าขึ้นมอง และพบว่าเป็นหลัวหยวน คนที่เธอเข้าใจผิดว่าเป็นเสี่ยวลี่ยามาตลอด!
ศีรษะของเธอชนเข้ากับเขา ความรู้สึกแน่นปั๋งนั้น... นี่มันสัมผัสของกล้ามเนื้อหน้าอกของจริงชัดๆ สัมผัสนุ่มหยุ่นเด้งสู้มือของเสี่ยวลี่ยาก่อนหน้านี้ น่าจะทำให้เธอเอะใจได้ตั้งนานแล้วว่าอีกฝ่ายอาจจะเป็นผู้หญิง
คราวก่อนที่สถาบันแดนเทพ ตอนที่เธอนั่งบนตักของเสี่ยวลี่ยา เธอเอาแต่คิดว่าหลัวหยวนเป็นผู้ชายอกสามศอกที่มีความเป็นชายชาตรีครบถ้วน แต่กลับไม่รู้สึกถึง 'สิ่งนั้น' อย่างที่ควรจะเป็นเลยสักนิด
แต่พอมาคิดดูตอนนี้ ที่แท้อีกฝ่ายก็แค่ไม่มีมันตั้งแต่แรกแล้วต่างหาก!
เซี่ยหลินผลักหลัวหยวนออกห่าง นอกจากเสี่ยวลี่ยาแล้ว คนที่เธอไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดในตอนนี้ก็คือหลัวหยวนนี่แหละ
ซูซวงหยางที่เดินนำอยู่ข้างหน้าหยุดชะงัก แล้วหันมามองเซี่ยหลินด้วยความเป็นห่วง "หลินเอ๋อร์ เป็นอะไรไป?"
เซี่ยหลินทำหน้าตาปั้นยาก มุมปากกระตุกยิกๆ "เปล่า... ไม่มีอะไรหรอก แค่แสงจากตราประทับสีทองเมื่อกี้มันสว่างวาบไปทั้งตัว ฉันก็เลยรับพลังบำรุงนั่นไม่ค่อยไหวน่ะ"
ซูซวงหยางรีบเข้ามาพยุงเธอทันที เรือนร่างนุ่มนิ่มเบียดแนบชิดกับท่อนแขนของเซี่ยหลิน "ยังเดินไหวไหม? อยากพักก่อนหรือเปล่า?"
"ไม่! ไหวสิ!" เซี่ยหลินรีบยืดหลังตรงแอ่นอกทันที เธอไม่อยากอ้อยอิ่งจนต้องบังเอิญไปเจอกับเสี่ยวลี่ยาหรอกนะ
หลัวหยวนปรายตามองเซี่ยหลินอย่างเย็นชา รู้สึกว่านี่เป็นเพียงการเสแสร้งเรียกร้องความสนใจอีกครั้งของเธอ
เซี่ยหลินรู้สึกอึดอัดไปทั้งตัวและอยากจะรีบไปให้พ้นจากสถานที่วุ่นวายนี้โดยเร็ว "เอ่อ... พอดีหมาที่บ้านฉันมีสัมภาษณ์งานเป็นครูน่ะ ฉันต้องรีบกลับไปซ้อมเป็นคู่ชกให้มันก่อนนะ"
พูดจบ เซี่ยหลินก็ไม่เปิดโอกาสให้ทั้งสองคนได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เธอถลกกระโปรงขึ้นแล้วใส่เกียร์หมาวิ่งพรวดพราดนำหน้าไปทันที
ทว่าแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปนั้นกลับดูไม่สง่างามเอาเสียเลย ท่าทางการเดินเหินของเธอดูคล้ายกับผู้ชายไม่มีผิด
เซี่ยหลินนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะบอกหลัวหยวนไปว่าอยากจะนอนกับเขา
มิน่าล่ะ สีหน้าของหลัวหยวนถึงได้ดูแย่ยิ่งกว่าตอนกินขี้เข้าไปเสียอีก
ซูซวงหยางมองตามแผ่นหลังที่วิ่งหนีไปของเซี่ยหลินด้วยความงุนงง ตั้งแต่เซี่ยหลินกลับมาคืนดีกับเธอหลังจากทะเลาะกันเรื่องหนุ่มผมทอง เธอก็มักจะรู้สึกว่าเซี่ยหลินมีท่าทีแปลกๆ ไป เมื่อก่อนอีกฝ่ายไม่ได้ทำตัวติดหนึบขนาดนี้ แถมทุกครั้งที่กอดกัน ความรู้สึกก็ยังต่างไปจากเมื่อก่อนด้วย
ซูซวงหยางอดสงสัยไม่ได้ว่าเซี่ยหลินอาจจะอกหักจากจางเหล่ยจนทำให้บุคลิกเปลี่ยนไปหรือเปล่า
ขณะที่กำลังครุ่นคิด เสียงของหลัวหยวนก็ขัดจังหวะความคิดของเธอขึ้นมา
"เซี่ยหลินคนนี้ เธอควรจะคลุกคลีด้วยให้น้อยลงหน่อยนะ อย่าปล่อยให้ยัยนั่นพาเธอเสียคนล่ะ"
หลัวหยวนนึกถึงสีหน้าของเซี่ยหลินตอนที่เห็นเขาเมื่อครู่นี้ ซึ่งดูเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย ความรู้สึกประหลาดใจเจือความสงสัยวูบผ่านเข้ามาในใจของเขา
แต่พอหวนนึกถึงตอนที่เธอบอกว่าจะนอนกับเขาต่อหน้าต่อตา เขาก็จัดให้เธอไปอยู่ในหมวดหมู่ของผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องความประพฤติทันที
ซูซวงหยางบ่นอุบอิบอย่างไม่พอใจ "เธอก็แค่ซื่อเกินไปเท่านั้นแหละ นายไม่รู้อะไรก็อย่ามาพูดจาให้ร้ายเธอเลย"
สีหน้าของหลัวหยวนมืดครึ้มลง "ฉันเตือนเธอแล้วนะ ถ้าวันข้างหน้าเธอต้องมาเสียใจทีหลัง มันก็เป็นเรื่องของเธอแล้วล่ะ"
ทั้งสองเดินตามการนำทางของเหล่าภูตน้อยไปยังทางออกของเมืองรัตติกาลลวงตา และถูกเทเลพอร์ตจากทางออกกลับมายังบริเวณทางเข้าก่อนหน้านี้ ขณะที่พวกเขากำลังจะแยกย้าย เสียงหนึ่งจากด้านหลังก็ทำให้หลัวหยวนต้องหยุดชะงักแล้วหันกลับไปมอง
ลู่เมิ่งเหลียนวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา โดยไม่ค่อยให้ความสนใจซูซวงหยางเท่าไหร่นักหลังจากที่เห็นหน้า
ซูซวงหยางเอ่ยด้วยความงุนงง "ลู่เมิ่งเหลียน?"
ลู่เมิ่งเหลียนไม่แม้แต่จะปรายตามองซูซวงหยาง แต่กลับหันไปพูดกับหลัวหยวน "ท่านประธานคะ ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับคุณเป็นการส่วนตัวสักหน่อยค่ะ"
เมื่อเจอคำพูดที่ตรงไปตรงมาจนน่าตกใจของเซี่ยหลินก่อนหน้านี้ หลัวหยวนก็ยังคงระแวดระวังผู้หญิงที่ไม่คุ้นเคยอยู่เสมอ
"มีเรื่องอะไรที่พูดตรงนี้ไม่ได้งั้นเหรอ?"
สังเกตจากสีหน้าของลู่เมิ่งเหลียนได้ไม่ยากเลยว่าเธอกำลังประหม่าและหวาดกลัวอยู่จริงๆ
"ฉันขอเวลาพูดแค่ไม่กี่ประโยค ขอแค่มุมเงียบๆ สักมุมก็พอค่ะ ไม่จำเป็นต้องไปหาที่ส่วนตัวอะไรหรอก"
หลัวหยวนกำลังจะอ้าปากบอกว่าถ้าเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ พรุ่งนี้ค่อยไปหาเขาที่สภานักเรียนของสถาบันแดนเทพก็ได้
แต่ลู่เมิ่งเหลียนกลับพูดเสริมขึ้นมาว่า "เป็นเรื่องเกี่ยวกับเสี่ยวลี่ยาค่ะ"
เมื่อได้ยินชื่อเสี่ยวลี่ยา เขาก็นึกถึงเซี่ยหลินที่มักจะวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เสี่ยวลี่ยาขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ เดิมทีเขาตั้งใจจะปฏิเสธ แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้าเบาๆ
ลู่เมิ่งเหลียนเองก็กำลังเสี่ยงดวงอยู่เหมือนกัน
ข้อแรก เป็นเพราะหลัวหยวนมีชื่อเสียงเรื่องความยุติธรรมในสถาบัน เธอจึงขอเดิมพันว่าเขาจะไม่เอาเรื่องที่เธอมาฟ้องไปบอกเสี่ยวลี่ยา ข้อสอง ถึงแม้เสี่ยวลี่ยาจะไม่ค่อยไว้หน้าตระกูลที่มีตราประทับสีม่วงเท่าไหร่นัก แต่หล่อนก็ยังไม่ได้ทำเรื่องอะไรที่เลวร้ายจนเกินขอบเขต เธอจึงขอเดิมพันว่าต่อให้เสี่ยวลี่ยาจะอารมณ์ร้ายแค่ไหน ก็คงยังต้องเกรงใจอิทธิพลของตราประทับสีม่วงอยู่บ้าง
หลัวหยวนเดินเลี่ยงไปยังมุมที่ปลอดคน และลู่เมิ่งเหลียนก็เดินตามเขาไป
หลังจากที่ทั้งสองคนใช้ตราประทับสร้างม่านกั้นเสียง ลู่เมิ่งเหลียนก็รีบออกตัวตีโพยตีพายให้ตัวเองดูเป็นคนนอกทันที
"อันที่จริงฉันจะแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเรื่องนี้ก็ได้ แต่ฉันแค่อยากไม่อยากให้ท่านประธานต้องถูกหลอกลวงด้วยเปลือกนอกของผู้หญิงบางคนน่ะค่ะ"
หลัวหยวนเริ่มหมดความอดทนเมื่อได้ยินเช่นนั้น "เข้าเรื่องมาเลยดีกว่า"
"ท่านประธานทราบไหมคะว่า เซี่ยหลินกับคู่หมั้นของคุณ เสี่ยวลี่ยา มีความสัมพันธ์ที่ผิดปกติมากๆ?" หลังจากลู่เมิ่งเหลียนพูดจบ เธอก็ลอบสังเกตสีหน้าของหลัวหยวนอย่างระมัดระวัง
สีหน้ารำคาญใจของเขาฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ และน้ำเสียงก็เริ่มแย่ลง "เธอพยายามจะพูดอะไรกันแน่?"
ลู่เมิ่งเหลียนกลัวว่าหลัวหยวนจะไม่มีความอดทนฟังต่อ เธอจึงไม่อ้อมค้อมและโพล่งออกไปตรงๆ "ก่อนเริ่มงานแสวงบุญเที่ยงคืน ฉันเห็นเสี่ยวลี่ยากับเซี่ยหลินกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่ลึกเข้าไปในสวนค่ะ"
แววตาของหลัวหยวนเยียบเย็นขณะจ้องมองลู่เมิ่งเหลียน "พวกเธอเป็นผู้หญิงทั้งคู่ จะแสดงความสนิทสนมกันบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติ"
"เธอต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?"
"ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ ท่านประธาน..."
ลู่เมิ่งเหลียนอยากจะอธิบายถึงข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเสี่ยวลี่ยาชอบทรมานเด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักๆ และด้วยส่วนสูงบวกกับใบหน้าที่ดูเป็นผู้ใหญ่ของหล่อน ก็ยิ่งทำให้มีข่าวลือแปลกๆ ออกมาสารพัด
"เธอรู้ตัวไหมว่าต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกมา?" หลัวหยวนพูดแทรกขึ้นมาทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้อธิบาย
สีหน้าของลู่เมิ่งเหลียนแข็งค้าง เธอพยายามเถียงเสียงอ่อย "แต่ท่านประธานคะ เสี่ยวลี่ยากำลังกอดเซี่ยหลินอยู่นะคะ..."
หลัวหยวนตวัดสายตามองเธออย่างดุดัน พลางนึกถึงเสี่ยวลี่ยา แล้วก็นึกถึงเซี่ยหลิน
"เสี่ยวลี่ยาไม่ใช่คนที่เธอจะเอาไปนินทาลับหลังได้นะ ฉันรู้ตั้งนานแล้วว่าสองคนนั้นรู้จักกัน"
ถึงแม้หลายครั้งเขาจะรู้สึกว่าสายตาที่เสี่ยวลี่ยามองเซี่ยหลินนั้นดูผิดปกติ แต่วันนี้คืองานแสวงบุญเที่ยงคืน เสี่ยวลี่ยาย่อมไม่มีทางทำเรื่องแปลกประหลาดในเมืองรัตติกาลลวงตาอย่างเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนก็เป็นผู้หญิงด้วยกัน ข่าวลือก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นเพราะมีบางคนจำเสี่ยวลี่ยาไม่ได้ เลยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นหนุ่มหล่อแล้วเข้าไปสารภาพรักก็เท่านั้น
ลู่เมิ่งเหลียนถึงกับยืนอ้าปากค้างด้วยความตื่นตะลึง
เธอคิดมาตลอดว่าถ้าหลัวหยวนรู้เรื่องนี้ เขาจะต้องไล่เซี่ยหลินออกทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชื่อเสียงของเซี่ยหลินก็ย่ำแย่อยู่แล้วจากการที่เซี่ยหนิงหนิงคอยสร้างภาพเปรียบเทียบ
และถ้าอีกฝ่ายเข้าไปพัวพันกับคู่หมั้นของเขา หลัวหยวนก็จะต้องลงมือจัดการอย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น ถ้าเซี่ยหลินถูกไล่ออก ส่วนเสี่ยวลี่ยากับหลัวหยวนก็มีปากเสียงกัน โอกาสก็จะเป็นของเธอไม่ใช่หรือ?
แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าหลัวหยวนรู้อยู่เต็มอก แถมยังออกโรงปกป้องเสี่ยวลี่ยาอีกต่างหาก
นี่เป็นเพราะเขาเกรงกลัวเสี่ยวลี่ยางั้นหรือ?
หรือเขาสามารถยอมรับได้ต่อให้เสี่ยวลี่ยาจะมีรสนิยมพิเศษแบบนั้นจริงๆ?
ลู่เมิ่งเหลียนกัดริมฝีปากแน่นด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ คำพูดมากมายที่อัดอั้นอยู่ในใจถูกกลั่นกรองออกมาเหลือเพียงประโยคเดียว "ในเมื่อท่านประธานเห็นว่ามันไม่มีอะไร ถ้าอย่างนั้นฉันก็คงแส่ไม่เข้าเรื่องเองแหละค่ะ"
พูดจบ ลู่เมิ่งเหลียนก็ตั้งท่าจะหันหลังกลับ
"เดี๋ยวก่อน!"
หัวใจของลู่เมิ่งเหลียนเต้นโลดทนทีด้วยความดีใจ นี่แปลว่าเธอยังมีความหวังอยู่ใช่ไหม?