- หน้าแรก
- ระบบสร้างสำนักคุ้มภัยขั้นเทพ
- บทที่ 14 กำเนิดใบปลิวแจก
บทที่ 14 กำเนิดใบปลิวแจก
บทที่ 14 กำเนิดใบปลิวแจก
บทที่ 14 กำเนิดใบปลิวแจก
ชื่อที่ฟังดูเฉียบคมนับเป็นชัยชนะไปกว่าครึ่ง ในความเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความกังวลของ จางเสี่ยวซี ในฐานะหัวหน้าสำนักคุ้มภัยเพียงลำพัง เพราะในภายภาคหน้าเมื่อเขารับสมัครลูกน้อง ทุกคนต่างก็ต้องประกาศชื่อสังกัดเวลาออกท่องยุทธภพ หากตั้งชื่อส่งเดชอย่าง 'เจ้าตูบ' หรือ 'เจ้าทึ่ม' ซึ่งฟังดูแย่ราวกับก้อนอุจจาระ เวลาเกิดข้อพิพาทขึ้นมา ยังไม่ทันได้ลงมือต่อสู้ก็รู้สึกว่าบารมีด้อยกว่าเขาไปสามส่วนแล้ว นั่นถือเป็นความเสียเปรียบอย่างใหญ่หลวง ดังนั้นการตั้งชื่อจึงเป็นเรื่องสำคัญระดับคอขาดบาดตาย
แต่การตั้งชื่อไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัดเอาเสียเลย! จางเสี่ยวซี เริ่มทึ้งผมตัวเอง เขาพยายามนึกถึงชื่อบริษัทดังๆ ในโลกอนาคต
อู้เหม่ย ฟังดูบ้านนอกชะมัด วัตสัน บ้าจริง ฟังดูเหมือนสำนักคุ้มภัยที่เปิดโดยตระกูลวัตสันที่เป็นฝรั่งมังค่า อาลีบาบา? นั่นก็ดูเป็นแขกเกินไปไหม? ไหตี่เลา? อืม อันนี้ไม่ได้ นั่นมันธุรกิจร้านอาหาร ลองนึกถึงบริษัทต่างชาติที่ติดอันดับฟอร์จูน 500 ดูไหม? ตามคำบอกเล่าของเจ้าอ้วนคนหนึ่ง ชื่อเต็มของ มอร์แกน สแตนลีย์ จริงๆ แล้วคือ 'มอร์แกน สแตนลีย์และผองเพื่อน' งั้นถ้าเอาเป็น 'สำนักคุ้มภัยจางเสี่ยวซีและผองเพื่อน' ล่ะ? มันขาดราศีจับไปหน่อย เฟซบุ๊ก เฟย-สื่อ-ปู้-เค่อ (ต้องตายสถานเดียว)? ตั้งชื่อแบบนี้มันแช่งให้ตัวเองอายุสั้นชัดๆ... ไม่ได้การ ไม่ได้การ ข้าต้องคิดชื่อที่เหมาะสมและฟังดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรกว่านี้
จางเสี่ยวซี นั่งยองๆ อยู่บนบันไดหินด้วยความกลัดกลุ้ม หากมีโทรศัพท์มือถือไว้เข้าเว็บบอร์ดอย่าง 'Mop' หรือ 'Tianya' เพื่อระดมสมองจากชาวเน็ตก็คงดี... เอ๊ะ เดี๋ยวนะ โทรศัพท์มือถือ? ในอุตสาหกรรมการสื่อสารของราชวงศ์ต้าเยียน บริษัทไหนยิ่งใหญ่ที่สุดกันนะ?
ไชน่าโมบายล์ ผู้นำด้านการผูกขาดรายใหญ่ที่สุด! ค่าธรรมเนียมอันแสนโหดหินและเอาเปรียบสารพัดรูปแบบของพวกเขา เล่นเอาคุณไม่มีอารมณ์จะโต้ตอบเลยใช่ไหมล่ะ? จางเสี่ยวซี หวนนึกถึงวันคืนอันน่าอัปยศในอดีต ค่าโทรศัพท์ที่หายไปอย่างลึกลับ... มันช่างโหดร้ายทารุณเหลือเกิน เอาอย่างนี้ไหม ต่อไปนี้สำนักคุ้มภัยของข้าจะชื่อว่า ต้าเยียนโมบายล์?
จางเสี่ยวซี หยุดลังเลและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ชื่ออันทรงพลังและน่าเกรงขามอย่าง 'สำนักคุ้มภัยต้าเยียนโมบายล์' จึงถือกำเนิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ทว่าเนื่องจากช่วงนี้ขัดสนเรื่องเงินทอง การเปลี่ยนป้ายชื่อสำนักคงต้องเลื่อนออกไปก่อน เขาปลดป้าย สำนักคุ้มภัยฟูเวย ลงมาจากเหนือประตู หาเศษกระดาษมาแผ่นหนึ่ง เขียนตัวอักษรโย้เย้ว่า 'สำนักคุ้มภัยต้าเยียนโมบายล์' แล้วแปะทับลงไป
ปัญหาเรื่องชื่อได้รับการแก้ไขแบบถูไถไปแล้ว ต่อไปเขาต้องทำให้ทุกคนรู้ว่ามีสำนักคุ้มภัยแห่งใหม่เปิดกิจการในอำเภอชิงหยาง มิฉะนั้น ด้วยทำเลที่ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ คงมีแค่บรรดาคุณปู่คุณย่าขาเม้าท์ระแวกใกล้เคียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ข่าว
เรื่องนี้จัดการได้ไม่ยาก จางเสี่ยวซี ยึดมั่นในปรัชญา 'ลอกเลียนแบบ' อย่างเต็มที่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากใบปลิวโฆษณาตามท้องถนนในโลกอนาคต เขาตวัดพู่กันสร้างขยะที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพขึ้นมาทันที เนื้อหาโดยละเอียดมีดังนี้: 'สำนักคุ้มภัยต้าเยียนโมบายล์' จะมีพิธีเปิดกิจการอย่างยิ่งใหญ่ในยามเซิน (ช่วงบ่าย 3-5 โมง) ณ ถนน XXX เลขที่ XXX ขอเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมงาน
หลังจากเขียนไปกว่า 300 แผ่น จางเสี่ยวซี ก็ต้องยอมรับว่าถ้ามีเวลา เขาคงต้องฝึกคัดลายมืออย่างจริงจังเสียแล้ว เมื่อดูเวลา ก็ถึงคาบเรียนอีกครั้ง นี่น่าจะเป็นบทเรียนพื้นฐานครั้งสุดท้ายกับท่านอาจารย์คนสวยของเขา แม้เขาจะเรียนรู้สิ่งที่จำเป็นไปเกือบหมดแล้ว และสามารถท่องจำเส้นลมปราณและจุดชีพจรได้คล่องแคล่วราวกับนกแก้วนกขุนทอง แต่ จางเสี่ยวซี ก็ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนักคุ้มภัยเปิดกิจการ เขาคงไม่มีเวลามานั่งฟังท่านอาจารย์คนสวยบรรยายอีกต่อไป
เมื่อมาถึงสำนักฝึกยุทธ์ตรงเวลา จางเสี่ยวซี ตั้งใจฟังบทเรียนสุดท้ายของท่านอาจารย์คนสวยด้วยความเคารพ จากนั้นเขาจึงแจ้งเรื่องการเปิดสำนักคุ้มภัยและเชิญ หวังเซิ่งหนาน มาร่วมพิธีในตอนบ่าย
การที่ จางเสี่ยวซี ก่อร่างสร้างตัวทำธุรกิจของตัวเอง ย่อมต้องแจ้งให้ผู้เป็นอาจารย์ทราบถึงเรื่องใหญ่เช่นนี้ แม้ หวังเซิ่งหนาน จะรู้แผนการของเขามานานแล้ว แต่การที่สำนักคุ้มภัยเปิดตัวรวดเร็วขนาดนี้ก็ยังทำให้หล่อนประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าอย่างเย็นชาแล้วกล่าวว่า "ตกลง บ่ายนี้ข้าจะไป" พร้อมกันนั้นหล่อนก็ถามขึ้นเรียบๆ ว่า "มีอะไรให้ข้าช่วยอีกไหม?"
จางเสี่ยวซี ลูบจมูกด้วยความขัดเขินเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "ก่อนพิธีเปิด ศิษย์ขอทานเต้าฮวยฝีมืออาจารย์อีกสักชามได้ไหมขอรับ?"
หวังเซิ่งหนาน ชะงักไปครู่หนึ่ง "งานใหญ่ระดับเปิดกิจการทั้งที กินแค่เต้าฮวยมันดูซอมซ่อเกินไป ให้อาจารย์เลี้ยงข้าวเจ้าสักมื้อดีกว่าไหม?"
จางเสี่ยวซี ส่ายหน้า หน้าแดงระเรื่อ เขาเองก็ไม่รู้ว่าผีห่าซาตานตนใดดลใจให้ขอร้องออกไปแบบนั้น "อ่า เอิ่ม... งั้นช่างเถอะขอรับ ยังมีของต้องเตรียมสำหรับงานเปิดอีก ศิษย์ขอตัวกลับก่อนนะขอรับ"
"เดี๋ยว" หวังเซิ่งหนาน จ้องมองเขาด้วยความงุนงง "ก็แค่เต้าฮวยชามเดียว เดี๋ยวข้าไปตักมาให้" พูดจบหล่อนก็ตักเต้าฮวยชามใหญ่มาวางตรงหน้า จางเสี่ยวซี
จางเสี่ยวซี กลัวว่า หวังเซิ่งหนาน จะเห็นความขัดเขินของตน จึงก้มหน้าก้มตาสวาปามเต้าฮวยเข้าปากคำโต หวังเซิ่งหนาน คงไม่มีวันล่วงรู้ถึงความหมายของเต้าฮวยธรรมดาๆ ชามนี้ที่มีต่อเขา ในเวลานั้น เขาเพิ่งมาถึงโลกใบนี้ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บ หิวโหยจนตาลาย มีเพียงคนผู้นี้ที่ยื่นมือมาฉุดดึงเขาผู้สิ้นไร้ไม้ตอก และดูแลเอาใจใส่โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ขณะประคองชามเต้าฮวยที่ยังอุ่นอยู่นั้น ชายหนุ่มรู้สึกราวกับมีความกล้าหาญอันไม่มีที่สิ้นสุดผุดขึ้นมาเพื่อให้เขาเผชิญหน้ากับชีวิต
หรือว่าข้าจะตกหลุมรักท่านอาจารย์คนสวยเข้าแล้ว? จางเสี่ยวซี ตกใจกับความคิดนี้ โชคดีที่ หวังเซิ่งหนาน ลุกเดินออกไปเก็บข้าวของสำหรับขายเต้าหู้พอดี
จางเสี่ยวซี วางชามเปล่าลง และด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย เขาตะโกนบอก หวังเซิ่งหนาน ที่กำลังง่วนอยู่ในครัวว่า "ท่านอาจารย์ ศิษย์ทานเสร็จแล้ว ขอตัวกลับก่อนนะขอรับ อย่าลืมมาร่วมงานยามเซินนะขอรับ!"
"อืม เดินทางดีๆ ล่ะ" เสียงเย็นชาของ หวังเซิ่งหนาน ดังตอบกลับมาจากในครัว
ระหว่างทาง เขาพยายามสงบสติอารมณ์ สลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไป พอกลับถึงบ้าน จางเสี่ยวซี ก็เริ่มวุ่นวายกับการเตรียมเปิด 'สำนักคุ้มภัยต้าเยียนโมบายล์' อีกครั้ง
ดูเหมือนใบปลิวจะยังน้อยเกินไป เขาเขียนเพิ่มอีก 500 กว่าแผ่น รวมกับ 300 กว่าแผ่นเมื่อเช้า สิริรวมเกือบ 800 แผ่น อืม ตอนนี้น่าจะพอแล้ว เขาหาฆ้องทองเหลืองมาได้สองใบ หอบใบปลิวปึกเล็ก แล้ว จางเสี่ยวซี ก็ออกไปเริ่มแคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์สุดยิ่งใหญ่
เมื่อมาถึงย่านการค้าที่คึกคักที่สุดในอำเภอชิงหยาง จางเสี่ยวซี ก็ตีฆ้องร้องป่าว "สำนักคุ้มภัยต้าเยียนโมบายล์เปิดกิจการแล้ว ขอเชิญพ่อแม่พี่น้องมาร่วมเป็นเกียรติและให้กำลังใจด้วยจ้า!" พร้อมกับยัดใบปลิวใส่มือผู้คนที่เดินผ่านไปมา
ตีฆ้องร้องตะโกนไปตลอดทาง จางเสี่ยวซี แทบจะครอบคลุมทุกพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านในอำเภอชิงหยาง ไม่ว่าคนจะอยากมาหรือไม่ เขาก็แจกใบปลิวไปจนเกือบหมด เหลืออยู่ไม่กี่สิบแผ่น เจ้าตัวแสบ จางเสี่ยวซี ก็โยนมันเข้าไปในลานบ้านของชาวบ้าน จนกระทั่งไม่เหลือแม้แต่แผ่นเดียว เวลาก็ล่วงเลยเข้าใกล้ราวยามเซิน
จางเสี่ยวซี เริ่มเคลื่อนขบวนกลับไปยังสำนักคุ้มภัย ระหว่างผ่านร้านขายประทัด เขาตัดใจเจียดเงิน 10 เหรียญทองแดงซื้อประทัดมาหนึ่งตับ งานเปิดกิจการทั้งทีก็ควรจะมีเสียงประทัดบ้าง แต่ทว่าหลังจากซื้อประทัด ถุงเงินของเขาก็ยิ่งว่างเปล่า เมื่อรวมกับที่จ่ายจุกจิกไปก่อนหน้านี้ เขาเหลือเงินติดตัวอยู่เพียง 9 เหรียญทองแดงเท่านั้น
เขากังวลว่าจะมีใครมางานตอนยามเซินหรือไม่ แต่ผิดคาด เมื่อกลับมาถึงสำนักคุ้มภัย ก็พบฝูงชนมุงดูเหตุการณ์รออยู่ที่หน้าประตูแล้ว ชายหนุ่มคิดในใจว่า ดูเหมือนกิจกรรมบันเทิงสำหรับรากหญ้าในราชวงศ์ต้าเยียนของเราจะขาดแคลนจริงๆ ทุกคนถึงได้กระตือรือร้นที่จะมาดูงานเปิดร้านขนาดนี้?
ทันใดนั้น เขาก็ได้ยินเสียงเด็กหญิงโลลิตัวน้อยที่น่ารักมากๆ เอ่ยถามหญิงสาวข้างกายว่า "ท่านแม่ ท่านแม่ ไหนบอกว่าจะมีเชิดสิงโตเชิดมังกรให้ดูไงคะ? ทำไมยังไม่เริ่มอีก?"
หญิงสาวเองก็ดูงุนงงเล็กน้อย "อืม... สงสัยยังไม่ถึงฤกษ์มั้งจ๊ะ"
จางเสี่ยวซี เข้าใจต้นตอของปัญหาทันทีที่ได้ยินบทสนทนาของสองแม่ลูก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ไหลโซมกายดั่งสายน้ำ มุงดูเรื่องสนุก มุงดูเรื่องสนุก คนเขาจะอยู่ต่อก็เมื่อมีเรื่องสนุกให้ดูเท่านั้น การแสดงเชิดสิงโตเชิดมังกรไม่เพียงแต่เป็นสิริมงคล แต่ยังเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ไทยมุงเหล่านี้ยอมมายืนรอกัน
เขาอุตส่าห์หลอกล่อคนมาได้ขนาดนี้ แต่ถ้าถึงเวลาเริ่มงานแล้วเห็นเขาแค่ยืนทื่อๆ อยู่คนเดียว พวกชาวบ้านคงคิดว่าเขากำลังกล่าวรายงานต่อท่านผู้นำ ใครจะอยากมาฟังเขาพรรณนาถึงอนาคตอันสวยหรูหรือการสร้างสังคมที่ปรองดองกันเล่า? ถึงตอนนั้นผู้คนคงแตกฮือ และความนิยมที่อุตส่าห์สร้างมาอย่างยากลำบากก็จะสลายไป ที่แย่ที่สุดคือมันอาจส่งผลตรงกันข้าม กลายเป็นตัวอย่างด้านลบ จนไม่มีใครจ้างงานในอนาคต
แต่อย่าว่าแต่จะหาคณะเชิดสิงโตเชิดมังกรตอนนี้เลย ต่อให้หาได้ เขาก็ไม่มีปัญญาจ้างอยู่ดี ขณะที่ จางเสี่ยวซี กำลังปวดหัวตึ้บ เขาก็เหลือบไปเห็น หวังเซิ่งหนาน ยืนปะปนอยู่ในฝูงชน