- หน้าแรก
- ระบบสร้างสำนักคุ้มภัยขั้นเทพ
- บทที่ 12 ฝ่ามือชิงเฟิง
บทที่ 12 ฝ่ามือชิงเฟิง
บทที่ 12 ฝ่ามือชิงเฟิง
บทที่ 12 ฝ่ามือชิงเฟิง
"อีกสองวันเจ้าจะเปิดสำนักคุ้มกันภัยงั้นรึ?" หวังเซิ่งหนานเองก็ตกใจไม่น้อย
"ใช่ครับ" จางเสี่ยวซียกมือแตะจมูกพร้อมรอยยิ้มเจื่อนอย่างจนใจ "เดิมทีข้าก็ไม่ได้วางแผนจะเปิดเร็วขนาดนี้หรอกครับ แต่ขืนรอต่อไปเงินคงหมดเกลี้ยงก่อนพอดี"
"เจ้ามากินข้าวที่นี่ได้" อาจารย์คนสวยผู้มีจิตใจเมตตาเสมอเอ่ยขึ้น และด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่เข้าใจ นางจึงเสริมด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ข้าไม่เก็บเงิน"
จางเสี่ยวซีรู้สึกซาบซึ้งใจอีกครั้ง แต่เขารู้ดีถึงสถานะการเงินของครอบครัวอาจารย์ แม้หวังเซิ่งหนานจะขยันขันแข็งขายเต้าหู้ทุกวันเพื่อนำเงินมาจุนเจือโรงฝึก แต่เงินเก็บของตระกูลหวังก็ร่อยหรอลงไปทุกวัน เกรงว่าอีกไม่เกินสองสามเดือน หวังเซิ่งหนานคงจำต้องปิดโรงฝึกแห่งนี้ ชายหนุ่มรู้ดีว่านางผูกพันกับสถานที่แห่งนี้มากเพียงใด ดังนั้นเขาจึงไม่อาจสร้างภาระให้นางเพิ่ม แม้การเกาะผู้หญิงกินจะเป็นเรื่องสุขสบาย แตจางเสี่ยวซีก็ยังอยากหาเงินด้วยลำแข้งของตนเอง
ชายหนุ่มส่ายหน้า "ก็แค่วิ่งเต้นรับงานทั่วไปครับ จะทำอะไรบ้างก็ต้องดูสถานการณ์ไป แต่ท่านอาจารย์ไม่ต้องห่วง ช่วงนี้ข้ายังไม่ออกไปนอกเมืองหรอกครับ"
"ต่อให้เป็นในเมืองก็ใช่ว่าจะสงบสุข วันนั้นเจ้าก็เห็นฤทธิ์เดชของพวกมันแล้ว" หวังเซิ่งหนานถอนหายใจ "ทางที่ดีเจ้าควรตั้งใจศึกษาเล่าเรียนวิชาการจะดีกว่า"
"เอาเถอะครับท่านอาจารย์ ข้าตัดสินใจแล้ว ถ้าสู้ไม่ไหวข้าก็แค่หนี" จางเสี่ยวซีกล่าว เขารู้สึกแปลกใจที่อาจารย์ผู้มักจะวางท่าเย็นชา กลับกลายเป็นคนช่างพูดขึ้นมาทันทีเมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของเขา
"ก็ได้ แต่เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่ง" หวังเซิ่งหนานกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"หืม? เรื่องอะไรครับ?"
"เจ้าต้องรับกระบวนท่าจากข้าให้ได้สามท่าก่อน ข้าถึงจะอนุญาตให้เจ้าเปิดสำนักคุ้มกันภัย" ในจิตใต้สำนึกของหวังเซิ่งหนาน ชายหนุ่มผู้นี้ยังคงเป็นบัณฑิตร่างกายอ่อนแอ นางเป็นคนตรวจสอบรากฐานของจางเสี่ยวซีด้วยตนเอง ต่อให้เขาขยันฝึกฝนเพียงใด ความสำเร็จในเวลาเพียงหนึ่งเดือนย่อมมีจำกัด อย่าว่าแต่สามกระบวนท่าเลย เกรงว่าแค่ท่าเดียวเขาก็รับไม่ไหว
พูดไปตั้งยืดยาว สรุปคือนางต้องการขัดขวางเส้นทางทำมาหากินของเขา แต่จางเสี่ยวซีกลับรู้สึกซาบซึ้งใจ เขาเดาว่าอาจารย์คงไม่อยากให้ศิษย์คนแรกต้องไปตายข้างถนน จึงหาทางขัดขวางทุกวิถีทาง แต่ทว่า... "ตกลงครับ งั้นเริ่มกันเลย" ชายหนุ่มตอบรับอย่างรวดเร็ว เขาเองก็อยากทดสอบผลลัพธ์จากการฝึกหนักตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเช่นกัน วิชาตัวเบาที่อัปเกรดถึงสิบเก้าแต้มไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
หวังเซิ่งหนานไม่พูดพร่ำทำเพลง นางฟาดฝ่ามือใส่ไหล่ของจางเสี่ยวซีทันที แม้ฝ่ามือนี้จะดูไม่รวดเร็วนัก หากเป็นจางเสี่ยวซีเมื่อหนึ่งเดือนก่อนย่อมหลบไม่พ้นแน่นอน แต่ทว่ายามนี้เมื่อถอดแหวนถ่วงน้ำหนักออก จางเสี่ยวซีรู้สึกตัวเบาหวิวราวกับกำลังเดินอยู่บนดวงจันทร์ เขาใช้วิชาตัวเบา 'เหยียบหญ้า' ถอยหลังวูบไปหนึ่งก้าว หลบฝ่ามือนั้นได้อย่างง่ายดาย ท่าทางไม่เพียงไม่ตื่นตระหนก ซ้ำยังดูสง่างามพลิ้วไหว
หวังเซิ่งหนานลอบตกใจ นางไม่เปลี่ยนกระบวนท่า เพียงใช้ขาเรียวยาวถีบส่งตัวเบาๆ จากพื้น ปล่อยแขนเสื้อยาวพุ่งเข้าโจมตีชายหนุ่มกลางอากาศ ความเร็วเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว คราวนี้จางเสี่ยวซีได้ลิ้มรสความเจ็บปวดแบบเดียวกับที่พี่ชายสารเลวคนนั้นเคยเจอ เขายังประมาทเกินไป อาจารย์ของเขาน่าจะเน้นฝึกสายความเร็วเช่นกัน และจุดเด่นที่สุดของเขาก็ยังด้อยกว่านาง จึงถูกข่มจนอยู่หมัด แต่จะถอยตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว วิชาเหยียบหญ้าไม่ได้สอนท่ากลับตัว ในช่วงเวลาคับขัน จางเสี่ยวซีรีบควักแหวนแรงโน้มถ่วงออกมา วินาทีก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะกระทบตัว แรงโน้มถ่วงห้าเท่าก็ทำงานทันที จางเสี่ยวซีรู้สึกเหมือนถูกหลุมดำดูด ร่างกายถูกกดทับด้วยแรงมหาศาล เขาลงไปกองกับพื้นในสภาพแนบสนิท แต่เพราะเหตุนี้ เขาจึงรอดพ้นจากฝ่ามือสังหารของอาจารย์คนสวยมาได้อย่างหวุดหวิด ทว่าท่าทางในตอนนี้ช่างดูน่าสมเพชยิ่งนัก
คราวนี้หวังเซิ่งหนานตกตะลึงของจริง ปฏิกิริยาตอบสนองของจางเสี่ยวซีเมื่อครู่รวดเร็วเกินไป... อันที่จริงเป็นเพราะแรงโน้มถ่วงที่มาแบบกะทันหันต่างหาก หวังเซิ่งหนานที่ไม่ทันตั้งตัวจึงพลาดเป้าไปอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ทำให้จางเสี่ยวซีพาตัวเองเข้าสู่ทางตัน ร่างที่นอนแผ่หราเหมือนปลาหมึกอยู่บนพื้นทำให้เขาไม่มีพื้นที่หลบหนีอีกต่อไป ได้แต่หลับตารอรับชะตากรรม แต่รออยู่นาน สัมผัสเจ็บปวดจากฝ่ามือที่จินตนาการไว้ก็ยังไม่มาถึง
จางเสี่ยวซีลืมตาขึ้น พบว่าอาจารย์คนสวยกำลังยืนทำหน้าลำบากใจ
ท่าทางแบบนี้... จะให้นางนั่งยองๆ ลงมาฟาดฝ่ามือใส่เขาหรือ? มันมีวิชาฝ่ามือแบบนั้นด้วยเหรอ? หรือนางควรจะเตะเขาสักทีแล้วนับเป็นกระบวนท่าที่สาม? มันก็ดูแปลกพิกล หรือควรบอกให้เขาลุกขึ้นแล้วค่อยซัดฝ่ามือใส่ดี? หลังจากตัดสินใจได้ในที่สุด หวังเซิ่งหนานก็ตะโกนใส่จางเสี่ยวซีที่นอนตายซากอยู่บนพื้น "นี่เจ้า รีบลุกขึ้นมาให้ข้าตบเดี๋ยวนี้"
จางเสี่ยวซีได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เขาจึงแกล้งนอนตายต่อไปไม่ยอมลุก หวังเซิ่งหนานจนปัญญา หากมีใครเข้ามาเห็นศิษย์คนสุดท้ายของนางนอนอยู่ในท่าทางยั่วยวนเช่นนี้ นางในฐานะอาจารย์คงขายหน้าแย่ สุดท้ายนางจำต้องยอมแพ้และอนุญาตให้จางเสี่ยวซีเปิดสำนักคุ้มกันภัยอย่างไม่เต็มใจนัก
จางเสี่ยวซีดีใจจนเนื้อเต้น รีบดีดตัวขึ้นจากพื้นด้วยท่าปลาคาร์ปกระโดด หลังจากนั้น หวังเซิ่งหนานก็เริ่มเล่าเรื่องราวบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ต่างๆ ในยุทธภพชิงหยาง รวมถึงข้อควรระวังในการท่องยุทธภพ จางเสี่ยวซีจดจำใส่ใจอย่างละเอียด ในฐานะคนที่มาจากศตวรรษที่ 21 ชายหนุ่มรู้ซึ้งถึงความสำคัญของข้อมูลข่าวสารเป็นอย่างดี
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง จางเสี่ยวซีเริ่มมีความเข้าใจเกี่ยวกับยุทธภพชิงหยางในระดับหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้สีหน้าของเขาดูแปลกประหลาดเล็กน้อย ปรากฏว่า 'กำลังภายใน' ที่แม้แต่ตัวประกอบในนิยายกำลังภายในทั่วไปยังมีกันเกลื่อนกลาด กลับกลายเป็นสินค้าชั้นสูงของที่นี่ ทั่วทั้งอำเภอชิงหยาง นอกจากเจ้าสำนักของโรงฝึกไม่กี่แห่งและหัวหน้าสำนักคุ้มกันภัยที่รู้วิธีการหายใจขั้นพื้นฐานแบบผิวเผินแล้ว มีเพียงพรรคฝ่ามือเหล็กและพรรคดาราสวรรค์เท่านั้นที่มีเคล็ดวิชาลมปราณพื้นฐานฝ่ายละ 'ครึ่งเล่ม' ซึ่งไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ ส่วนแก๊งและสำนักเล็กๆ อื่นๆ ล้วนก่อร่างสร้างตัวด้วยกระบวนท่าภายนอกแบบหยาบๆ ทั้งสิ้น
หรือว่า 'วิชาลมปราณพื้นฐาน' ที่ขายในร้านค้า SP จะเป็นเคล็ดวิชาลมปราณที่สมบูรณ์เพียงหนึ่งเดียวในยุทธภพชิงหยางแห่งนี้? จางเสี่ยวซีถึงกับตะลึงกับข้อสรุปนี้ หากมองในมุมนี้ ราคา 500 SP ไม่เพียงแต่ไม่แพง แต่มันแทบจะเป็นราคาที่ถูกเหมือนได้เปล่า
หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรง ถ้าข้าฝึกสำเร็จแล้วเอาไปขายแลกเงิน... แต่ความคิดนี้ก็แวบเข้ามาเพียงครู่เดียว เพราะก่อนหน้านี้ตอนที่เขาพยายามหาลู่ทางจากขวดยกสีหยกที่ใส่ยาชำระไขกระดูก ระบบได้แจ้งเตือนแล้วว่าสิ่งของเหล่านี้ไม่สามารถนำไปซื้อขายได้ หลังจากจินตนาการด้วยความเสียดายไปพักหนึ่ง ชายหนุ่มก็รู้สึกพอใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน
แม้ว่าอำเภอชิงหยางจะห่างไกลความเจริญ แต่มันก็มีข้อดีมากมายในฐานะจุดเริ่มต้น อย่างน้อยการแข่งขันก็ไม่ดุเดือด แม้โอกาสจะไม่มากนัก แต่ชายหนุ่มผู้ครอบครองระบบยอดจอมยุทธ์ย่อมไม่ได้กระหายโอกาสเหมือนคนทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าในเมืองนี้มีสำนักคุ้มกันภัยขนาดกลางเพียงแห่งเดียว และสำนักขนาดเล็กอีกห้าหกแห่ง จางเสี่ยวซีก็ลอบรำพึงในใจว่า "สวรรค์เป็นใจให้ข้าแท้ๆ"
ภายในเวลาหนึ่งเดือน จางเสี่ยวซีสามารถเรียนรู้พื้นฐานวรยุทธ์ได้จนเกือบครบถ้วน แม้หวังเซิ่งหนานจะไม่รู้สาเหตุ แต่นางก็พึงพอใจกับความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในด้านวิชาตัวเบาของศิษย์ จึงตัดสินใจถ่ายทอดวิชาฝ่ามือประจำตระกูลให้นั่นคือ — ฝ่ามือชิงเฟิง ซึ่งเป็นวิชาไม้ตายของโรงฝึกสกุลหวัง
วิชานี้บิดาของหวังเซิ่งหนานได้รับถ่ายทอดมาจากนักพรตชราแห่งสำนักเล็กๆ คนหนึ่ง เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เคยช่วยชีวิตไว้โดยบังเอิญเมื่อครั้งท่องยุทธภพในมณฑลเหลียงเมื่อหลายปีก่อน บิดาของหวังเซิ่งหนานสร้างชื่อในยุทธภพชิงหยางและก่อตั้งโรงฝึกแห่งนี้ขึ้นมาได้ ก็ด้วยการพึ่งพาวิชาฝ่ามือชุดนี้และวิชาการหายใจขั้นต้น
บิดาผู้ล่วงลับเคยกำชับไว้ว่าวิชาฝ่ามือนี้ให้ถ่ายทอดแก่ทายาทเพียงคนเดียว แต่อาจารย์คนสวยผู้นี้แม้ภายนอกจะดูเย็นชาแต่ภายในกลับใจอ่อน หากศิษย์เพียงคนเดียวของนางต้องออกไปเผชิญยุทธภพแล้วเกิดเหตุร้ายเพราะฝีมือไม่ถึงขั้น นางคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองได้ นางคิดว่าอย่างมากในอนาคตก็แค่ไม่ถ่ายทอดให้ใครอื่นอีกก็พอ
หลังจากอธิบายที่มาของวิชาฝ่ามือและให้จางเสี่ยวซีสาบานอย่างหนักแน่นว่าจะไม่ถ่ายทอดให้คนนอก หวังเซิ่งหนานก็เริ่มอธิบายเคล็ดวิชาฝ่ามืออย่างละเอียด จางเสี่ยวซีที่มีระบบยอดจอมยุทธ์อยู่ในมือ เดิมทีไม่ได้ให้ความสำคัญกับวรยุทธ์ชุดนี้มากนัก แต่ด้วยสถานะศิษย์เอก หากไม่เรียนก็ดูจะเสียมารยาท จึงจำใจท่องจำกระบวนท่านั้นไป
ทว่าเสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นตามมา ทำเอาเขาตกใจจนแทบกัดลิ้นตัวเอง
ติ๊ง! ยินดีด้วย ท่านได้เรียนรู้กระบวนท่าใหม่ — วิชาวรยุทธ์ระดับ C ฝ่ามือชิงเฟิง