- หน้าแรก
- นัดบอดอลวน ข้ามพ้นกาลเวลา
- บทที่ 113 เซียนลับลา จิตวิญญาณสถิตโลก
บทที่ 113 เซียนลับลา จิตวิญญาณสถิตโลก
บทที่ 113 เซียนลับลา จิตวิญญาณสถิตโลก
บทที่ 113 เซียนลับลา จิตวิญญาณสถิตโลก
ศาสตราวุธนับหมื่นเล่มพุ่งกลับคืนสู่ฝัก สายฝนที่เทกระหน่ำพลันแปรเปลี่ยนเป็นเพียงละอองฝอยโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา
บนผืนน้ำ
"ข... ขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่เมตตาช่วยเหลือศิษย์!"
เสียงติดอ่างเล็กน้อยของเด็กหนุ่มหน้าดำดังก้องกังวาน แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความตื่นตะลึงขณะยืนอยู่บนเรือ มือกระชับกระบี่แน่น พลางเอ่ยกับความว่างเปล่ารอบกาย
เถ้าแก่จีที่หมอบกราบอยู่กับพื้นเรือค่อยๆ ปีนขึ้นมาด้วยอาการสั่นเทา ดวงตาที่ฉายแววหวาดกลัวมองไปทางเด็กหนุ่มสลับกับมองท้องฟ้า
สีหน้าของเขายังคงมีความตระหนกตกใจหลงเหลืออยู่ แต่ก็แฝงไว้ด้วยความโล่งใจราวกับผู้รอดชีวิตจากหายนะ
"อาจารย์รึ?"
บนหอสุรา เว่ยหงเพิ่งจะได้สติกลับคืนมา ความขัดเขินปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที
สิ่งที่หวังเส้าตางได้เรียนรู้ล้วนมาจาก 'จ้าวซานเหิน' ดังนั้นเคล็ดวิชาของเด็กหนุ่มย่อมมีต้นกำเนิดมาจากท่านเซียนเดินดินผู้นั้น นับได้ว่าเป็นครึ่งศิษย์ของท่านผู้อาวุโสระดับเซียนโดยแท้
นึกถึงก่อนหน้านี้ที่เขาคิดจะชักชวนหวังเส้าตางให้เข้าร่วมยอดเขาฝังกระบี่ เพื่อมาเป็นศิษย์น้องของตน...
ช่างไม่เจียมตัวเสียจริงๆ!
"ท่านผู้อาวุโสเปรียบดั่งเทพมังกร เห็นหัวไม่เห็นหาง เพียงกระบวนท่าเดียวก็ทำให้ดาบกระบี่ทั่วหล้าต้องสยบยอม"
กงซุนหมิงเอ่ยสรรเสริญ เขาชัก 'กระบี่เจว๋ซื่อ' ที่เมื่อครู่หลุดจากฝักพุ่งขึ้นไปเริงระบำบนท้องฟ้าพร้อมกับศาสตราวุธนับหมื่นเล่มออกมา พินิจมองกระบี่ในมือด้วยแววตาหลงใหลและมัวเมา
กระบี่เล่มนี้มีชื่อเสียงเคียงคู่กับ 'ดาบหงเฉิน' ในมือของฉู่นานเทียน เป็นศาสตราเทพที่หนานกงฉี เจ้าหอหลอมกระบี่คนก่อนลงมือตีขึ้นด้วยตนเอง
ทว่าตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา กงซุนหมิงทำได้เพียงปักมันไว้บนหินยักษ์ ณ ยอดเขาฝังกระบี่ ไม่เคยใช้งาน และไม่แม้แต่จะชายตามองมันอีกเลย
แต่ทว่าในยามนี้...
หลังจากถูกท่านเซียนระดับเดินดินเรียกขาน กระบี่เล่มนี้ก็ได้ส่งเสียงกึกก้อง พุ่งทะยานออกจากฝักไปเริงระบำบนฟากฟ้า และเมื่อกลับคืนสู่ฝัก มันกลับดูเหมือนจะถือกำเนิดจิตวิญญาณบางอย่างขึ้นมา
กงซุนหมิงไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ มันเป็นเพียงความรู้สึกที่เลือนราง เขาคล้ายสัมผัสได้ว่ากระบี่กำลังส่งเสียงฮัมเพลงแผ่วเบา กำลังบอกเล่าเรื่องราว กำลังสัมผัสถึงฟ้าดิน และกำลังกระโดดโลดเต้นด้วยความปิติยินดี
กระบี่เจว๋ซื่อ เป็นศาสตราเทพที่เจ้าหอหลอมกระบี่ทุ่มเทตีขึ้น ผสมเหล็กนิลนอกพิภพลงไปจำนวนมาก คนทั้งหอหลอมกระบี่ร่วมแรงร่วมใจกันนานถึง 20 ปี กว่าจะสำเร็จ ในวันที่มันถือกำเนิดพร้อมกับดาบหงเฉิน ทั่วทั้งยุทธภพต่างสั่นสะเทือน ผู้คนแห่แหนไปยังหอหลอมกระบี่เพื่อเป็นสักขีพยานในวันที่ดาบหงเฉินและกระบี่เจว๋ซื่อปรากฏโฉม
แต่ต่อให้ดาบกระบี่ทั้งสองเล่มนี้จะยอดเยี่ยมเพียงใด ท้ายที่สุดมันก็เป็นเพียงกองเหล็กธรรมดาในโลกมนุษย์
จวบจนบัดนี้ เมื่อถูกวิชา 'หมื่นศาสตราคืนสู่บรรพชน' ของท่านเซียนชักนำ กระบี่เล่มนี้ถึงได้กลายเป็นศาสตราเทพอย่างแท้จริง!
"หากสหายเก่าหนานกงยังอยู่ เขาคงจะหลั่งน้ำตาด้วยความปิติเป็นแน่"
กงซุนหมิงประคองกระบี่พลางถอนหายใจ
"นี่คือสิ่งที่ท่านผู้อาวุโสจงใจมอบให้พวกเรากระนั้นหรือ?"
บนเรือ หลี่ฉางฮ่าวถือกระบี่ยาวในมือ สัมผัสได้ถึงเจตจำนงบางอย่างที่แฝงอยู่ในตัวกระบี่
ไม่ไกลนัก ผู้เฒ่าเหวินเซียนยืนมือเปล่า เงยหน้ามองท้องฟ้า ยืนนิ่งงันอยู่นาน
ในมือเขาไร้ซึ่งศาสตราวุธ
แต่เขากลับสัมผัสรับรู้ได้มากกว่าผู้ใด
แม้หนทางที่เขาค้นหายังคงว่างเปล่า แต่บนฟากฟ้ากลับปรากฏ 'ประตู' บานหนึ่งขึ้นมา ในเมื่อมีประตูแล้ว ที่เหลือก็เพียงแค่ขบคิดว่าจะเดินขึ้นไปเปิดมันได้อย่างไร!
"ถ่ายทอดคำสั่งลงไป"
บนระเบียงหอสูงเก้าชั้น ฉู่นานเทียนดึงดาบหงเฉินขึ้นจากพื้น เอ่ยสั่งลูกน้องที่กำลังยืนตะลึงด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "คนของพรรคดาบสวรรค์ ห้ามก่อเรื่องวุ่นวายในเมืองหย่งคังโดยเด็ดขาด และห้ามไปรบกวนจวนสกุลเซี่ยเป็นอันขาด!"
กล่าวจบ เขาก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกดาบหงเฉินขึ้นมาพินิจดูอย่างละเอียด ในหัวยังคงฉายภาพเหตุการณ์สะท้านฟ้าสะเทือนดินเมื่อครู่วนเวียนไปมาไม่รู้จบ
ตัวตนระดับเซียนเดินดินนั้น น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่ามังกรแท้หรือเฟิ่งหวงเสียอีก
จวนเจ้าเมือง
เซี่ยยงเฉิงยืนอยู่ในลานบ้าน มองดูนกเฟิ่งหวงที่เลือนหายไปสุดขอบฟ้า แล้วยิ้มออกมาอย่างจนใจ "หลานเขยข้าเป็นเซียนเทพจริงๆ สินะ ทุกคำพูด ทุกการกระทำ ล้วนสั่นสะเทือนไปทั้งโลกหล้า"
บนเรือสำราญ
เฉินจี้้หันกลับไปมองในห้องโดยสาร ยิ้มให้แม่นางน้อยพลางเอ่ยว่า "เด็กหนุ่มหน้าดำนั่นเรียกเจ้าว่าอาจารย์ เจ้าคิดเห็นอย่างไร?"
แม่นางน้อยกับสาวใช้ทั้งสองหลบฝนที่พญามังกรเรียกมาอยู่ในห้องโดยสาร เมื่อได้ยินเช่นนั้น สาวใช้ทั้งสองก็พากันหัวเราะคิกคักพลางมองไปที่คุณหนูของตน
"ท่านเซียนอย่าล้อเล่นสิเจ้าคะ..."
เซี่ยซูหมิ่นอยากจะเถียงกลับ แต่เมื่อเห็นคนพายเรือที่ท้ายเรือกำลังนั่งตัวแข็งทื่อ นางจึงลดเสียงลงเอ่ยอย่างแผ่วเบา "ซูหมิ่นเป็นเพียงสตรีบอบบางที่แม้แต่ไก่สักตัวยังไม่มีแรงจะมัด จะไปเป็นอาจารย์ใครได้ คุณชายรับเขาไว้เองเถิดเจ้าค่ะ"
เฉินจี้้ปฏิเสธทันควัน
ลำพังแค่อัสตานากับสาวน้อยเอลฟ์ทั้งเจ็ดจากทวีปพรพระเจ้าก็ทำเขาปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว รับศิษย์เพิ่มอีกมีหวังเหนื่อยตาย
อีกอย่าง เขาไม่ใช่เซียนจริงๆ เสียหน่อย จะไปสอนใครได้
เมื่อครู่ประโยคที่หวังเส้าตางพูดว่า "อาจารย์ข้าคือเซียนเดินดิน" ก็เพียงพอให้เด็กหนุ่มท่องไปในยุทธภพได้อย่างราบรื่นแล้ว คงไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องเขาซึ่งหน้าอีก
"กลับกันเถอะ"
เฉินจี้้มองเหล่าชาวยุทธภพรอบกายที่เริ่มมีท่าทีระมัดระวังตัว คืนนี้งิ้วเรื่องความฝันในหอแดงคงไม่ได้ฟังกันแล้ว
แม่นางน้อยไม่มีข้อโต้แย้ง เพียงแต่รู้สึกเสียดายอาหารและสุราเต็มโต๊ะ การล่องเรือเที่ยวกับคุณชายต้องมาจบลงแบบค้างๆ คาๆ เช่นนี้
ลู่จูเดินเข้าไปในห้องโดยสารเพื่อบอกให้คนแจวเรือออกเรือ
คนแจวเรือยังไม่หายจากอาการตกใจ ไม้พายในมือสั่นระริก กว่าจะพาเรือเข้าฝั่งได้ก็ทุลักทุเลพอสมควร
ก่อนจากกัน
เซี่ยซูหมิ่นหันกลับไปมองเหล่าชาวยุทธภพที่ยังคงยืนนิ่งกอดดาบกอดกระบี่ หวังจะทำความเข้าใจเคล็ดวิชาจากอาวุธที่ดูเหมือนจะมีจิตวิญญาณเหล่านั้น
"คุณชาย"
นางมองเฉินจี้้แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ดาบและกระบี่เหล่านั้นกลายเป็นอะไรไปแล้วหรือเจ้าคะ? กลายเป็นของวิเศษแห่งแดนเซียนไปแล้วหรือ?"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่แปดเปื้อนปราณเซียนไปนิดหน่อยเท่านั้น"
ส่วนจะกลายเป็นอะไร เฉินจี้้เองก็ไม่แน่ใจ
โลกใบนี้ดูเหมือนกำลังวิวัฒนาการและเติมเต็มตัวเองทีละน้อย หากจะพูดให้ถูก มนุษย์คนแรกที่เปิดประตูสวรรค์ยังไม่ปรากฏตัว แต่เขากลับเป็น 'เซียน' ที่เดินออกมาจากประตูสวรรค์เสียเอง
พลังในปัจจุบันของเฉินจี้้สามารถทำอะไรได้หลายอย่าง แต่โลกไม่ได้หมุนไปตามใจเขา
เขาเองก็บำเพ็ญเพียรไม่ได้ พลังเซียนที่มีจะถูกเติมเต็มใหม่ทุกครั้งที่ข้ามมิติมายังโลกนี้เท่านั้น
ซึ่งก็สะดวกดีเหมือนกัน
อีกอย่าง เฉินจี้้ขี้เกียจฝึกวิชา ต่อให้พลังเซียนแข็งแกร่งแค่ไหน พอกลับไปโลกมนุษย์ก็กระโดดได้สูงแค่เมตรเดียวอยู่ดี
เมื่อกลับถึงจวนเจ้าเมือง เซี่ยยงเฉิงไม่มีอารมณ์จะทำงานต่อ จึงกลับไปพักที่เขาใบไม้แดงพร้อมกับพวกเขา
ระหว่างทางก็ได้พูดคุยกัน
"รองเจ้าเมืองก็มีส่วนรู้เห็นด้วยรึ?"
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เซี่ยยงเฉิงขมวดคิ้ว "เขาคงทำตามคำสั่งขององค์รัชทายาท ข้ามหน้าข้ามตาข้าไปทำเรื่องบางอย่าง เห็นว่าองค์รัชทายาทนำราชโองการลับของฝ่าบาทติดตัวมาด้วย... นี่ข้าจะเล่าเรื่องพวกนี้ให้หลานชายฟังทำไมกันนะ แก่แล้วเลอะเลือนจริงๆ!"
เขาได้สติแล้วหัวเราะ กลบเกลื่อนเปลี่ยนเรื่องคุย
ด้วยความสามารถของหลานชาย แผนการร้ายใดๆ ก็เปรียบเสมือนเมฆหมอกที่พัดผ่าน
แต่ทว่า... เซี่ยยงเฉิงมองบุตรสาว ยัยหนูนี่ไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยสักนิด...
หลังจากส่งเซี่ยซูหมิ่นกลับเรือนที่เขาใบไม้แดง เฉินจี้้ก็กลับมายังอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ในยุคปัจจุบัน
เมื่อครู่เขายังแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือแม่น้ำฉวินฟาง ควบคุมศาสตรานับหมื่นด้วยพลังดุจเทพเซียน
พอกลับมาถึงโลก ทุกอย่างก็หายวับไปกับตา
ความรู้สึกได้มาแล้วเสียไปแบบนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก มิน่าล่ะมู่เสี่ยวเสี่ยวตอนมาโลกนี้ครั้งแรกถึงโดนเขากดหัวได้อยู่หมัด
"เมื่อไหร่แม่นางน้อยกับอีกสองคนจะข้ามมิติมาโลกนี้ได้บ้างนะ"
เฉินจี้้ชำเลืองมองระบบแม่สื่อข้ามมิติของเขา
หลายวันต่อมา เขาก็กลับเข้าสู่โหมดอู้งานตามปกติ
ในเมืองหย่งคัง ศาสตราวุธที่เคยถูกพลังเซียนของเขาชักนำกลายเป็นที่แย่งชิงของชาวยุทธภพที่พลาดโอกาส กระบี่ธรรมดาเล่มหนึ่งขายได้หลายพันตำลึง ส่วนอาวุธมีชื่อเสียงที่ผสมเหล็กนิลนอกพิภพ ราคาพุ่งสูงถึงแสนตำลึง
โดยเฉพาะดาบหงเฉินและกระบี่เจว๋ซื่อ ยิ่งเป็นที่กล่าวขวัญถึงของผู้คนนับไม่ถ้วน กลายเป็นสุดยอดศาสตราเทพอันดับหนึ่งในใต้หล้าไปโดยปริยาย
นอกจากนี้ หวังเส้าตางยังได้เข้ารทำงานในจวนเจ้าเมืองหย่งคัง กลายเป็นมือปราบชั้นผู้น้อย
ไม่มีใครกล้าไปหาเรื่องเขาอีก ทำให้เขามีสมาธิฝึกฝนวิชากระบี่ได้อย่างเต็มที่
เมื่อข่าวแพร่สะพัดไปถึงเมืองหลวง คนในวังต่างพากันหวาดผวา กลัวว่าจะไปกระตุกหนวดมังกรเข้า
เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ต่างพากันสงบปากสงบคำ ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของเซียนเดินดินและพญามังกรในที่สาธารณะ
พวกเขารู้ดีว่า ฝ่าบาทไม่อาจทนให้ผู้ใดมาอยู่เหนือหัวพระองค์ได้
ต่อให้เป็นเซียนเดินดินก็เถอะ
เฉินจี้้อ่านข่าวลือในยุทธภพราวกับอ่านนิยาย
อัสตานากำลังยุ่งอยู่กับการสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันด้วยมือเปล่าจนไม่มีเวลาว่าง
องค์หญิงน้อยทั้งสองมึนงงจากการฟังบทเรียนสร้างโลกของพระเจ้าผู้สร้าง แต่ก็นับว่าพอเหมาะพอดีที่จะไปสอนสาวน้อยเอลฟ์อีกห้าคน กลายเป็นกลุ่มเด็กเรียนไม่ทันเจ็ดคนที่มึนงงไปพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งโจวหว่านในที่สุดก็มีความคืบหน้า เธอบอกว่าพบรังของหนูขาวกลายพันธุ์แล้ว และกำลังเตรียมตัวจะไปตรวจสอบพร้อมกับมู่เสี่ยวเสี่ยว
เฉินจี้้ตัดสินใจทันทีว่าจะไปเยือนโลกวันสิ้นโลกอีกสักครั้ง!
เพื่อไปดูว่าสถานการณ์ทางฝั่งนั้นเป็นอย่างไรบ้าง