เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปม

บทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปม

บทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปม


บทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปม

ตลอดช่วงเช้า เสียงบ่นระคนไม่อยากเชื่อดังขึ้นเป็นระยะทั่วเมืองหลิวโจว ไม่ว่าจะเป็นชายหญิง คนแก่ หรือเด็ก ต่างก็ไม่พอใจกับจุดจบของบทและใคร่รู้เนื้อหาตอนต่อไปใจจะขาด

บางคนที่ใจร้อนหน่อย อย่างเช่นคุณชายหลิวชางเหมี่ยว ถึงกับหงุดหงิดจนไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านนิยายเรื่องอื่นในหนังสือพิมพ์หลิวโจวอีกสองเรื่อง รีบตะบึงรถม้าให้บ่าวพาไปที่ร้านหนังสือไคหยวนทันที

บ้างก็ไปเพื่อสอบถามว่าทำไมถึงตัดจบตรงนี้ บ้างก็แค่อยากรู้ตอนต่อจนทนรอไม่ไหว และยังมีอีกหลายคนที่รีบไปสั่งจองหนังสือรวมเล่มตามที่ระบุไว้ในเนื้อเรื่อง หวังว่าจะได้รู้วิธีคลี่คลายปมของนิยายเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ ก่อนใคร

ตอนที่ฟู่เหวินอวี้เดินทางมาถึงในเมือง ยอดสั่งจองนิยายเรื่องนี้ก็ปาเข้าไปเกือบเจ็ดร้อยเล่มแล้ว

หลงจู๊จางหัวเราะร่าอย่างเบิกบานใจ “เหวินอวี้ ข้ามีข่าวดีมาบอก”

“ตอนนี้นิยายมียอดจองเจ็ดร้อยเล่มแล้ว แม้แต่ฉบับปกแข็งชุดละสิบตำลึงที่ได้อ่านก่อนวางขายจริงสองวัน (รับของได้พร้อมกับหนังสือพิมพ์ฉบับหน้า) ก็มียอดจองเพิ่มมาอีกสิบสองชุด”

“ข้าสั่งให้โรงพิมพ์เร่งมือเย็บเล่มส่วนที่พิมพ์เสร็จแล้วให้เรียบร้อยโดยด่วน”

ผลตอบรับดีเกินคาดจริงๆ

ฉบับธรรมดาไม่ต้องพูดถึง แค่ในเมืองหลิวโจวเช้าเดียวก็มียอดจองถล่มทลายขนาดนี้ หากรวมยอดจากต่างเมืองเข้ามา ทะลุพันชุดเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เผลอๆ อาจจะถึงสองสามพันชุดหรือมากกว่านั้นด้วยซ้ำ เพราะพวกพ่อค้าต่างถิ่นที่เห็นกระแสนิยมย่อมต้องสั่งซื้อไปขายต่อแน่นอน

ที่ทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่าคือฉบับปกแข็งที่ทำกำไรมหาศาลก็ขายได้ถึงสิบสองชุด

สิบสองชุด รวมกับที่สั่งจองไว้ก่อนหน้านี้อีกห้าชุด เป็นสิบเจ็ดชุด ชุดละสิบตำลึง รวมเป็นเงินถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบตำลึง! หักต้นทุนค่าพิมพ์ ค่าแรง และค่าสถานที่แล้ว กำไรสุทธิตกชุดละเจ็ดตำลึง ตามข้อตกลงเดิมฟู่เหวินอวี้จะได้ส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ซึ่งก็เกือบหกสิบตำลึง มากกว่าส่วนแบ่งจากฉบับธรรมดาถึงสองเท่า!

พูดง่ายๆ คือ เขาหาเงินค่าสร้างเรือนสองน้ำที่หมู่บ้านสกุลฟู่คืนทุนได้แล้ว เพราะงบประมาณสร้างบ้านของครอบครัวเขาตั้งไว้ที่ห้าสิบตำลึงเท่านั้น

และนี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น!

อารมณ์ดีๆ นี้คงอยู่จนกระทั่งฟู่เหวินอวี้่ร่ำลาหลงจู๊จางและเดินทางมาถึงโรงน้ำชาที่มีนักเล่านิทานซึ่งเขาเคยมาเมื่อคราวก่อน

ทันทีที่ก้าวเข้าไป เขาก็ทักทายเสี่ยวเอ้อที่เข้ามาต้อนรับอย่างคุ้นเคย “ขอไข่ต้มใบชาหนึ่งจาน ขนมสองจาน และน้ำชาหนึ่งกา อ้อ รบกวนหาที่นั่งใกล้ๆ ท่านอาจารย์เฟิงให้ข้าด้วย วันนี้ท่านอาจารย์เฟิงมีรอบเล่าใช่ไหม”

เสี่ยวเอ้อโค้งคำนับรับคำ “เชิญทางนี้ขอรับนายท่าน มีที่ว่างพอดี อีกเดี๋ยวท่านอาจารย์เฟิงก็จะมาแล้วขอรับ”

ฟู่เหวินอวี้พยักหน้า เดินตามเสี่ยวเอ้อไปนั่งยังโต๊ะที่หันหน้าเข้าหาเวทีพอดี

แต่พอหย่อนก้นลงนั่ง ยังไม่ทันจะได้กวาดตามองดูแขกเหรื่อในโรงน้ำชา จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงตบโต๊ะดังปังมาจากที่นั่งไม่ไกล ตามด้วยเสียงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดของชายหนุ่มคนหนึ่ง

“อย่าให้ข้ารู้นะว่าเจ้าฟู่เหวินอวี้เป็นใคร ไม่งั้นข้าจะให้มันชดใช้!”

ฟู่เหวินอวี้: “...?”

ให้ ‘ฟู่เหวินอวี้’ ชดใช้?

ฟู่เหวินอวี้ที่ว่า คงไม่ได้หมายถึงข้าหรอกกระมัง?

ตอนที่ฟู่เหวินอวี้เขียนเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ เขาใช้นามปากกาว่า ‘หมั่นโถวลูกละสองอีแปะ’ ซึ่งดัดแปลงมาจากนามปากกาในยุคปัจจุบันของเขาที่ชื่อ ‘หมั่นโถวลูกละสองหยวน’

ตอนตั้งชื่อเขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก

ตอนที่ ‘นายน้อยตัวปลอม’ ตีพิมพ์ อาจเพราะนามปากกานี้ดูบ้านๆ เกินไป จึงไม่ค่อยมีใครเรียกขานเท่าไรนัก เข้าทำนอง ‘งานดังแต่คนไม่ดับ’

ทว่าต่อมาเมื่อเรื่องราวของตระกูลเศรษฐีถังแดงขึ้น และอีกฝ่ายส่งของขวัญขอบคุณมาให้เขาอย่างเอิกเกริก แถมยังมอบที่ดินผืนใหญ่ให้ ชื่อจริงของเขาจึงแพร่กระจายออกไปอย่างช่วยไม่ได้

ดังนั้น แม้จะไม่อยากเชื่อ แต่เมื่อพิจารณาว่าชื่อ ‘ฟู่เหวินอวี้’ ไม่ใช่ชื่อโหลอย่างจางซาน หลี่ซื่อ หรือหวังอู่ ประกอบกับประสบการณ์ในชาติก่อนที่นักอ่านสายฮาร์ดคอมักขู่จะส่งใบมีดโกนให้นักเขียน หรือตะโกนสโลแกนน่ากลัวๆ อย่าง ‘มีมีดในมือ ฆ่าพวกชอบตัดจบให้หมดโลก’ เขาจึงหันไปมองต้นเสียงด้วยความระมัดระวัง

ต้องจำหน้าค่าตาไว้ก่อน

ถ้าอีกฝ่ายเป็นแฟนคลับสายโหดของเขาจริง วันหน้าวันหลังจะได้หลบเลี่ยงได้ทัน

แต่เมื่อเห็นหน้าคนผู้นั้นชัดๆ เขาก็ต้องแปลกใจ

คนคุ้นเคยนี่เอง

แน่นอนว่ามีเพียงฟู่เหวินอวี้ หรือเจ้าของร่างเดิมเท่านั้นที่รู้จักอีกฝ่ายฝ่ายเดียว อีกฝ่ายไม่รู้จักเขา

— นั่นคือหลิวจอมเสเพล หรือ ‘คุณชายหลิวจอมล้างผลาญ’ แห่งเมืองหลิวโจวนั่นเอง

ชายหนุ่มที่ถูกแอบเรียกว่าหลิวจอมเสเพลผู้นี้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าของร่างเดิม ฟู่เหวินอวี้จำได้ว่าตอนที่หลงจู๊จางถามว่าเขารู้จักคนผู้นี้หรือไม่ เขาตอบไปว่า ‘เคยได้ยินชื่อสมัยยังอยู่ในเมือง’

แต่ความจริงแล้ว ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันมากกว่านั้น

สถานศึกษาที่ฟู่เหวินอวี้เคยเรียนกับสถานศึกษาของหลิวชางเหมี่ยวอยู่บนถนนเส้นเดียวกัน เจ้าของร่างเดิมเคยเจอหน้าอีกฝ่ายสองสามครั้งตอนเดินไปกลับโรงเรียน แต่ไม่ได้มีมิตรไมตรีต่อกัน

ในเวลานี้ หลิวชางเหมี่ยวหน้าแดงก่ำ สีหน้าตื่นเต้น และกำลังตบโต๊ะรัวๆ

“ฟู่เหวินอวี้น่ารังเกียจนัก!”

“เขาบังอาจเขียนให้เลือดของเศรษฐีหวัง จางโก่วเซิ่ง และหวังฟู่กุ้ย รวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าจางโก่วเซิ่งต่างหากที่เป็นลูกแท้ๆ ของเศรษฐีหวัง”

“เขียนแบบนี้ แล้วเมื่อไหร่จางโก่วเซิ่งจะได้กลับไปกราบไหว้บรรพบุรุษสกุลหวัง? เขาจะให้พ่อลูกสกุลหวังต้องทนทุกข์ทรมานจากการพลัดพรากไปถึงไหน?”

ฟู่เหวินอวี้: “...”

ดีมาก จากคำพูดไม่กี่ประโยคนี้ เขายืนยันได้เลยว่าหนึ่งในยอดสั่งจองหนังสือวันนี้ ต้องเป็นของคุณชายหลิวผู้กำลังเดือดดาลตรงหน้านี้แน่นอน

ยังไม่ทันคิดว่าจะรับมืออย่างไร ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีที่นั่งตรงข้ามคุณชายหลิวก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบสบายอารมณ์ “เฮ้อ นิยายเรื่องนี้ช่างทรมานใจคนจริงๆ”

“ตอนข้าอยู่เมืองหลวง ข้าเคยอ่านงานของนักเขียนชื่อดังมาก็มาก แม้แต่งานที่บัณฑิตจอหงวนเขียนก็เคยผ่านตา แต่ไม่มีเรื่องไหนทำให้ข้าจดจำไม่ลืมเลือนได้เท่าเรื่อง ‘นกกาเหว่ายึดรัง: นายน้อยตัวจริงตัวปลอมยากแยกแยะ’ นี้เลย”

“เขาคิดได้อย่างไรนะที่ตีพิมพ์แค่วันละสามพันตัวอักษร?”

ฟู่เหวินอวี้ที่แอบฟังอยู่: “...”

ขออภัยด้วย นี่เป็นนิสัยที่ติดมาจากการเขียนลงเว็บไซต์สีเขียวแห่งหนึ่ง ที่กำหนดว่าสามพันตัวอักษรจะได้ดอกไม้แดงดอกเล็กๆ และได้โบนัสขยันเขียนเพิ่ม นานวันเข้า เพื่อให้หน้าผลงานมีดอกไม้แดงเรียงสวยงาม นักเขียนหลายคนจึงเสพติดนิสัยการอัปเดตวันละสามพัน หกพัน หรือเก้าพันตัวอักษร

ไม่ใช่ว่าไม่อยากลงทุกวัน แต่มันเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยีการพิมพ์ในยุคนี้ต่างหาก

ตอนนั้นเอง หลิวชางเหมี่ยวก็ตบโต๊ะอีกครั้ง “ฟู่เหวินอวี้คนสารเลว!”

“วันนี้ข้าถามเสี่ยวเอ้อที่ร้านหนังสือว่าขอดูส่วนที่เหลือเลยได้ไหม ข้ายินดีจ่ายเงินเพิ่ม แต่พวกเขาก็ปฏิเสธท่าเดียว บอกว่าต้องรอพิมพ์ครั้งต่อไปอีกห้าวัน”

“น่าโมโหนัก!”

ฟู่เหวินอวี้: “...”

เขาเริ่มนั่งไม่ติด และคิดว่าคุณชายหลิวคงไม่ขาดแคลนเงินทอง จึงเอ่ยแทรกขึ้นว่า “คุณชายหลิว เมื่อครู่ตอนข้าเดินผ่านร้านหนังสือไคหยวน ได้ยินเสี่ยวเอ้อในร้านคุยกันว่ามีนิยายเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ ฉบับปกแข็งด้วย นอกจากจะทำเล่มอย่างประณีตแล้ว ยังได้รับหนังสือเร็วกว่ากำหนดด้วยนะขอรับ”

สองคนโต๊ะข้างๆ หันขวับมามอง

หลิวชางเหมี่ยวเบ้ปาก “ข้ารู้อยู่แล้วเรื่องนั้น”

“เมื่อกี้ข้าก็จองไปแล้ว แต่เสี่ยวเอ้อก็ยังไม่ยอมให้ของ บอกว่าต้องรออีกห้าวัน อีกตั้งห้าวันเชียวนะที่เศรษฐีหวังกับจางโก่วเซิ่ง พ่อลูกคู่นั้นต้องทนทุกข์ทรมานจากการแยกจากกันเพิ่มอีกห้าวัน!”

ฟู่เหวินอวี้: “...”

เขารู้สึกว่าวันนี้เขาพูดไม่ออกบ่อยเหลือเกิน

แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าอายุแค่สิบห้าปี หรืออาจจะเด็กกว่าเขาด้วยซ้ำ การจะพูดจาเวอร์วังไปบ้างยามตื่นเต้นก็เป็นเรื่องปกติ เขาจึงเริ่มปลง

คิดได้ดังนั้น เขาก็เตรียมจะจบบทสนทนากับคุณชายหลิว เพราะคุยต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ แถมถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าเขาคือฟู่เหวินอวี้คงจะมองหน้ากันไม่ติด

จังหวะนั้น เสี่ยวเอ้อก็ยกไข่ต้มใบชาและขนมมาเสิร์ฟพอดี

ฟู่เหวินอวี้กำลังจะหยิบไข่ต้ม จู่ๆ ก็ได้ยินคุณชายหลิวถามด้วยความอยากรู้ “นี่ ข้าชื่อหลิวชางเหมี่ยว แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร?”

มือของเขาชะงักค้างกลางอากาศ

“อะแฮ่ม ข้า” ฟู่เหวินอวี้หยิบไข่ต้มขึ้นมา ทำทีเป็นปอกเปลือกไม่มองหน้าอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้มีพิรุธ แล้วตอบเสียงเบา “ข้าชื่อโจวอวี้”

พ่อแซ่ฟู่ แม่แซ่โจว

เขาชื่อฟู่เหวินอวี้ จะชื่อโจวอวี้ด้วยก็ไม่เห็นจะเป็นไร

บริเวณนั้นเงียบเสียงลง

ครู่ต่อมา เสียงของอาจารย์เฟิงก็ดังขึ้นจากเวทีตรงข้าม

“แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวของเศรษฐีหวังแห่งอำเภอผิงอัน ที่ถูกแม่นมสลับตัวลูกชาย เรื่องราวนี้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนและพิสดารยิ่งกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในตระกูลเศรษฐีถังเสียอีก”

“เล่ากันว่า วันหนึ่งเศรษฐีหวังได้รับแจ้งข่าวการฆาตกรรมลูกชายคนเดียวของเขา...”

— คือเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ นั่นเอง

ได้ยินดังนี้ ฟู่เหวินอวี้ก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้

ไม่นานหลังจาก ‘นายน้อยตัวปลอม’ ตีพิมพ์ เขาเคยมาที่โรงน้ำชาแห่งนี้ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นอาจารย์เฟิงกำลังเล่าเรื่อง ‘คนตัดฟืน’ ของบัณฑิตซุน ซึ่งได้รับเสียงปรบมือเกรียวกราว หลังจากจบช่วงหนึ่ง แขกเหรื่อยังไม่อยากลุกไปไหน จึงรบเร้าให้เล่าอีกเรื่อง ซึ่งเรื่องที่เขาเล่าก็คือบทแรกของ ‘นายน้อยตัวปลอม’

ตอนนั้นฟู่เหวินอวี้ยังแอบสงสัยในใจว่าเขาได้ค่าลิขสิทธิ์หรือเปล่า

ต่อมาเขาถามหลงจู๊จางถึงได้รู้ว่า นักเล่านิทานเหล่านี้ยังชีพด้วยการตระเวนเล่าเรื่องตามโรงน้ำชา เหลาอาหาร โรงงิ้ว หรือแม้แต่หอนางโลม รายได้จะแบ่งกับเจ้าของสถานที่

พวกเขาหานิยายมาเล่าจากสองช่องทาง

หนึ่งคือเรื่องที่แต่งเอง สองคือเรื่องที่ซื้อจากร้านหนังสือ

คนที่มีพรสวรรค์ก็จะแต่งเรื่องเอง ส่วนคนที่ฝีมือไม่ถึงก็จะคอยดูว่าลูกค้าชอบแนวไหน หรือนิยายเรื่องไหนกำลังดังในตลาด แล้วซื้อมาฝึกเล่า

ก่อนหน้านี้ ‘คนตัดฟืน’ ของท่านซานลิวเป็นนิยายที่ดังที่สุด อาจารย์เฟิงจึงเล่าเรื่องนั้น

นิยายความยาวระดับ ‘คนตัดฟืน’ ต้องใช้เวลาเล่าประมาณสามวันถึงจะจบหนึ่งรอบ

นักเล่านิทานเหล่านี้ นอกจากค่าหนังสือแล้ว ก็ไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอื่นใดให้ร้านหนังสืออีก

หากร้านหนังสือไม่พอใจที่พวกเขานำนิยายไปเล่า ก็แค่แจ้งให้ทราบ นักเล่านิทานก็จะเปลี่ยนเรื่องเล่าทันทีในวันนั้น

คล้ายคลึงกับคณะงิ้ว

แต่คณะงิ้วไม่เพียงแต่มีกิจการใหญ่โตกว่า แต่ยังทำเงินได้มากกว่า และต้นทุนในการจัดแสดงก็สูงกว่า

ดังนั้นหลังจากที่พวกเขาสนใจนิยายเรื่องใด ก็จะจ่ายเงินก้อนหนึ่งให้ร้านหนังสือเพื่อเป็นการการันตีความมั่นคง

ร้านหนังสือจะแบ่งเงินส่วนนี้ให้นักเขียนตามสัดส่วน รายได้พิเศษจากการ ‘ดัดแปลง’ เช่นนี้ ต้องอาศัยบารมีของร้านหนังสือ นักเขียนถึงจะได้รับเงินอย่างปลอดภัย

เพราะในวงการนี้ คนที่สามารถเปิดร้านหนังสือและพิมพ์หนังสือขายได้ ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพลหนุนหลังทั้งสิ้น

ในจำนวนนั้นมีทั้งพ่อค้าวาณิชผู้มั่งคั่ง ตระกูลบัณฑิต หรือบางรายก็มีสายสัมพันธ์กับทางการ

ดังนั้นคณะงิ้วจึงไม่กล้าล่วงเกินง่ายๆ

นักเขียนนิยายที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองหลิวโจวคือท่านซานลิวและบัณฑิตซุน

ทั้งสองต่างมีนิยายที่คณะงิ้วซื้อไปดัดแปลง แต่เพราะท่านซานลิวชอบเขียนแนวภูตผีปีศาจ นิยายส่วนใหญ่จึงดัดแปลงยากมาก

ดังนั้นนักเล่านิทานจึงชอบท่านซานลิว ส่วนคณะงิ้วจะโปรดปรานบัณฑิตซุนมากกว่า

เรื่องรักใคร่ของบัณฑิตหนุ่มกับสาวงามเป็นธีมอมตะสำหรับละคร

ตอนที่ฟู่เหวินอวี้รู้เรื่องนี้ เขาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่ามีใครสนใจ ‘นายน้อยตัวปลอม’ ของเขาบ้างไหม

แต่น่าเสียดายที่นิยายเรื่องนี้คล้ายคลึงกับเรื่องราวของตระกูลถังเกินไป คณะงิ้วจึงยังรอดูท่าทีอยู่

ฟู่เหวินอวี้ยังรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่นิยายของเขาอดถูกนำไปสร้างเป็น ‘ละคร’

แต่เมื่อคิดว่าจะได้รับเงินก้อนโตหลังจากฉบับธรรมดาและฉบับปกแข็งขายหมดในอีกไม่กี่วัน ฟู่เหวินอวี้ก็กลับมาร่าเริงอีกครั้ง

เขาลิ้มรสไข่ต้มใบชาหอมกรุ่นและขนมนุ่มลิ้น พลางฟังการเล่าเรื่องของอาจารย์เฟิง

“...ใต้เท้าเปาบนบัลลังก์ศาลเป็นขุนนางตงฉิน”

“ท่านเปี่ยมด้วยปัญญาและบารมี วิจารณญาณเฉียบแหลมละเอียดลออ ใจกระจ่างดั่งคันฉ่อง อีกทั้งยังแตกฉานในตำรา ไม่เพียงมีความรู้กว้างขวาง แต่ยังรู้วิธีการไขคดีที่น้อยคนนักจะล่วงรู้”

“ยกตัวอย่างเช่นครานี้ ใต้เท้าเปาผู้เที่ยงธรรมเห็นเศรษฐีหวังร้อนรนใจ จึงเสนอวิธีหนึ่งขึ้นมา วิธีนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นพ่อลูกกันจริงๆ นั่นคือ ‘พิธีหยดเลือด’!”

“ดังนั้น...”

ช่วงที่อาจารย์เฟิงกำลังเล่าอยู่นี้คือขั้นตอนการหยดเลือดพิสูจน์ในเรื่อง ‘นายน้อยตัวปลอม’ และเป็นเนื้อหาที่เพิ่งเผยแพร่วันนี้

เนื่องจากเป็นนิยายที่แต่งเอง ฟู่เหวินอวี้จึงอดไม่ได้ที่จะใจลอยเล็กน้อย

หูข้างหนึ่งฟังอาจารย์เฟิงเล่าอย่างออกรส อีกข้างหนึ่งคอยฟังความเคลื่อนไหวของแขกคนอื่น

ทางซ้ายมือของเขาคือหลิวชางเหมี่ยวกับชายหนุ่มที่เขาไม่รู้จักชื่อ

หลิวชางเหมี่ยวดูเหมือนจะสงบสติอารมณ์ลงได้บ้างแล้ว

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ เขาถามด้วยความสงสัย “พี่หู ท่านว่าทำไมเลือดของเศรษฐีหวัง จางโก่วเซิ่ง และหวังฟู่กุ้ย ถึงรวมกันได้ล่ะ?”

“ใต้เท้าเปาก็บอกแล้วว่าสายเลือดนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ถ้าเป็นพ่อลูกกันจริงเลือดต้องรวมกัน ถ้าไม่รวมก็แสดงว่าไม่ใช่พ่อลูก ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมหวังฟู่กุ้ยที่ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเศรษฐีหวัง เลือดถึงรวมกันได้?”

‘พี่หู’ ผู้นั้นครุ่นคิดครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็โพล่งออกมา

“บางที แม่บังเกิดเกล้าของหวังฟู่กุ้ยอาจจะเคยเป็นอนุภรรยาหรือสาวใช้ของเศรษฐีหวังมาก่อน และหวังฟู่กุ้ยก็เป็นลูกนอกสมรสของเศรษฐีหวัง ถ้าเป็นอย่างนี้ พวกเขาก็มีความสัมพันธ์พ่อลูก...”

“แค่ก แค่ก แค่ก...”

ได้ยินข้อสันนิษฐานสุดกาวเช่นนี้ ฟู่เหวินอวี้ถึงกับสำลักไข่ต้ม ไอโขลกขลากออกมาอย่างรุนแรง

เขารีบคว้ากาน้ำชามากรอกใส่ปากอึกใหญ่

เอ่อ คือว่า... ข้อสันนิษฐานของพี่หูท่านนี้มันจะละครน้ำเน่าเกินไปแล้ว!

และในเรื่องเขาก็เขียนไว้ชัดเจนว่าแม่จางไม่เคยไปบ้านสกุลหวังมาก่อน การพบหน้าลูกชายแท้ๆ อย่างหวังฟู่กุ้ยครั้งแรกก็คือในศาล และนางก็น่าสมเพชมากด้วย

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมตอนที่ความจริงเปิดเผยและอำนาจของสกุลจางหมดลง นางถึงสติแตกและเข้าไปกอดหวังฟู่กุ้ย อยากให้เขาเรียกว่า ‘แม่’

อืม ไม่สิ นั่นมันเนื้อหาช่วงหลัง พวกเขายังไม่ได้อ่านกัน

ตอนนั้นเอง หลิวชางเหมี่ยวก็ดูจะตกใจกับข้อสันนิษฐานนี้เช่นกัน เขารีบแย้งเสียงแข็ง “เป็นไปไม่ได้! เศรษฐีหวังไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเป็นคนดีมีเมตตา เป็นวีรบุรุษ!”

“หวังฟู่กุ้ยต้องไม่ใช่ลูกนอกสมรสของเขา”

“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”

“ข้า ข้า” จู่ๆ เขาก็ลุกพรวดพราดพุ่งไปที่ประตู “ไม่ได้การ ข้าจะไปตามหาฟู่เหวินอวี้ ข้าจะให้เขาแก้บท หวังฟู่กุ้ยต้องไม่ใช่ลูกนอกสมรสของเศรษฐีหวัง ไม่ใช่เด็ดขาด!”

“ชางเหมี่ยว—”

‘พี่หู’ มองตามหลิวชางเหมี่ยวที่วิ่งออกไปพร้อมบ่าวรับใช้อย่างไม่คิดชีวิต คิ้วขมวดมุ่น

เขาหันไปสั่งความบางอย่าง ชายร่างใหญ่ข้างกายก็ลุกขึ้นวิ่งตามไปทันที

จากนั้น ‘พี่หู’ ก็ส่ายหน้าแล้วหันกลับไปจดจ่อกับเวทีอีกครั้ง ส่งเสียงเชียร์เป็นระยะเมื่อถึงตอนที่ตื่นเต้น

ฟู่เหวินอวี้เองก็ขมวดคิ้ว

ปฏิกิริยาของคุณชายหลิวดูจะเกินเบอร์ไปหน่อย

เขาลองคิดดูดีๆ ก็จำได้ว่าในความทรงจำ พี่น้องสองคนของตระกูลหลิวดูเหมือนจะเกิดจากมารดาเดียวกัน

ตอนที่คุณชายใหญ่หลิวชางเหยียนสอบผ่านเป็นซิ่วไฉตั้งแต่อายุสิบสาม เมืองทั้งเมืองฮือฮากันยกใหญ่

ตอนนั้นผู้คนมักเปรียบเทียบหลิวชางเหมี่ยวที่เพิ่งอายุห้าหกขวบ เพิ่งเริ่มเข้าเรียน และน่าจะยังจำตัวอักษรได้ไม่ครบ กับพี่ชายของเขา

ถ้าจำไม่ผิด ทุกคนพูดว่าเป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน

เนื่องจากทั้งโรงเรียนและที่บ้าน หรือแม้แต่ทั่วทั้งเมืองหลิวโจวต่างพูดถึงเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่วันสองวันแต่เป็นครึ่งค่อนเดือน และจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดใหม่ทุกครั้งที่มีการสอบขุนนาง เจ้าของร่างเดิมจึงจำฝังใจ

หรือว่า... ใต้เท้าหลิวจะมีลูกนอกสมรสจริงๆ?

หรือตระกูลหลิวเองก็มีพล็อตน้ำเน่าทำนอง ‘เมียน้อยคือรักแท้’ ส่วน ‘เมียหลวงคือความผิดพลาด’ เหมือนกัน?

ฟู่เหวินอวี้ส่ายหน้า คิดว่าอย่าไปปรุงแต่งเรื่องชาวบ้านให้มากความจะดีกว่า

เขาค่อนข้างเป็นห่วงหลิวชางเหมี่ยวที่วิ่งทะเล่อทะล่าออกไปแบบนั้น จึงยืมกระดาษกับพู่กันจากทางโรงน้ำชามาเขียนจดหมายถึงจางเอ๋อร์

เขาฝากให้จางเอ๋อร์บอกหลิวชางเหมี่ยวหากเจอเขาในวันนี้ว่า หวังฟู่กุ้ยไม่ใช่ลูกของเศรษฐีหวัง และเหตุผลที่เลือดรวมกันได้ก็มีสาเหตุอื่น ไม่ใช่อย่างที่เขาคิด

เขียนเสร็จเขาก็เดินไปที่ประตู จ้างเด็กชายวัยกำลังโตที่เดินขายของอยู่ริมถนนให้เอาจดหมายไปส่งที่ร้านหนังสือไคหยวน พร้อมกับเหมาลูกพลับในตะกร้าของเด็กคนนั้นมาด้วย

พอกลับมานั่งที่เดิม อาจารย์เฟิงก็เล่าจบพอดี

“อ้าว ทำไมจบแล้วล่ะ?”

ลูกค้าคนหนึ่งถามอย่างงุนงง “คราวก่อนๆ ท่านเล่าตั้งหนึ่งก้านธูปไม่ใช่รึ? ทำไมวันนี้จบเร็วนัก แค่จิบชาถ้วยเดียวก็จบแล้ว? อาจารย์เฟิง ท่านพักครึ่งหรือเปล่า มีต่อไหม?”

“ต่อบ้าบออะไรล่ะ!”

ลูกค้าอีกคนหนึ่งที่อ่านหนังสือพิมพ์หลิวโจวมาแล้วคายเม็ดผลไม้ออกมา “วันนี้มีแค่นี้แหละ หนังสือพิมพ์หลิวโจวนั่นร้ายนัก ชอบตัดจบตอนสำคัญตลอด แถมคราวนี้มีแค่สามพันตัวอักษรเอง”

“พิมพ์มาเยอะๆ สิ คิดว่าข้าไม่มีเงินซื้อหรือไง?!”

“นั่นสิ นั่นสิ” คำพูดของเขาทำให้ลูกค้าหลายคนเริ่มบ่นตาม บางคนก็แสดงความไม่พอใจ “ข้ามานั่งกินชาที่นี่สองเดือนก็เพื่อมาฟังนิยายเนี่ยแหละ รู้งี้ตอนเด็กๆ ข้าตั้งใจเรียนหนังสือซะก็ดี”

ลูกค้าหัวไวจึงสวนขึ้นทันควัน “ให้ลูกเจ้าอ่านให้ฟังก็ได้นี่!”

“ฮ่าๆๆๆๆ...”

“จริงด้วย จริงด้วย”

“ไปไกลๆ เลย เจ้าสิต้องให้ลูกอ่านให้ฟัง ข้าไม่ได้ยากจนขนาดไม่มีปัญญาจ่ายค่าน้ำชาเสียหน่อย...” ลูกค้าที่โดนล้อสบถด่ากลับไปสองสามคำ

หลังจากเสียงหัวเราะซาลง อาจารย์เฟิงก็กระแอมไอสองที เคาะไม้ปลุกใจบนโต๊ะ แล้วเริ่มเล่านิยายอีกเรื่องที่ฟู่เหวินอวี้คุ้นเคยดี นั่นคือ ‘คนตัดฟืน’ ของท่านซานลิว

อาจเป็นเพราะลูกค้าบางคนเคยฟังแล้ว หรือฟังมาแล้วหลายรอบ

ดังนั้นพอเสียงอาจารย์เฟิงเริ่มขึ้น เสียงพูดคุยพึมพำก็ค่อยๆ ดังขึ้นจากทุกมุมของโรงน้ำชา

“นี่ เจ้าได้อ่านหนังสือพิมพ์หลิวโจวฉบับวันนี้หรือยัง? มีนิยายเรื่องใหม่มาลงด้วยนะ แปลกแหวกแนวมาก!”

“อ่านแล้ว เจ้าหมายถึง ‘ตำนานเนตรเทพเจ้า’ ใช่ไหม?”

“ใช่ๆ เรื่องนั้นแหละ!”

“เซียนจากสวรรค์ลงมาลูบหัวเด็กที่ชื่อหลี่เหล่ย แล้วเขาก็ได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่! ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าวาสนาอะไร น่าอิจฉาชะมัด”

“ใช่ แล้วตอนท้าย ไม่รู้เขาเห็นอะไร รูปร่างประหลาดแถมยังมีแสงออกมาด้วย!”

“อาจจะเป็นเซียนอีกองค์ก็ได้มั้ง?”

“เป็นไปได้...”

เนื่องจาก ‘ตำนานเนตรเทพเจ้า’ เพิ่งจะเริ่มต้น และเนื้อเรื่องยังไม่คลี่คลาย ฟู่เหวินอวี้จึงนั่งฟังเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์นัก

ข่าวดีคือ คนส่วนใหญ่ยอมรับพล็อตที่มี ‘เซียน’ และ ‘วาสนา’ ได้ดี ไม่ได้รู้สึกว่าเหลือเชื่อหรือเข้าใจยาก ซึ่งนับเป็นข้อได้เปรียบของยุคสมัยนี้

หลังจากอาจารย์เฟิงเล่า ‘คนตัดฟืน’ ส่วนของวันนี้จบ และเห็นหญิงสาวในชุดเขียวถือพิณเดินขึ้นเวทีมา ฟู่เหวินอวี้ก็เห็นว่าเริ่มเย็นแล้ว

เขาจึงหิ้วตะกร้าลูกพลับและไข่ต้มที่ห่อกลับบ้านลุกเดินจากไป

เขาต้องกลับไปปั่น ‘ตำนานเนตรเทพเจ้า’ บทที่สองต่อ

จบบทที่ บทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปมบทที่ 30 หลิวชางเหมี่ยวไม่ใช่คนเดียวที่อารมณ์ค้างจากการที่นิยายตัดจบแบบทิ้งปม

คัดลอกลิงก์แล้ว