- หน้าแรก
- เซิร์ฟเวอร์จอมเซียน เปิดเบต้าเทสต์กู้โลก
- บทที่ 43 - หมู่บ้านที่ถูกเลี้ยงไว้
บทที่ 43 - หมู่บ้านที่ถูกเลี้ยงไว้
บทที่ 43 - หมู่บ้านที่ถูกเลี้ยงไว้
บทที่ 43 - หมู่บ้านที่ถูกเลี้ยงไว้
หวังเอ้อร์โก่วบ่นอุบในไมค์ทีม "ฉันว่าเกมนี้มันชักจะหลอนๆ ชอบกล เล่นเอาฉันไปไม่เป็นเลย อะไรวะเนี่ย มีเทพมารลัทธิมืดด้วยเหรอ แล้วยังจะเอาของบรรณาการอีก จะให้ฉันเชือดคอตัวเองโชว์เพื่อความบันเทิงหรือไง"
"พี่โก่วมีเมตตาหน่อยสิ ดู NPC ตัวนี้สิ จิตใจจะแหลกสลายอยู่แล้ว"
"เขาแหลกสลาย! ฉันก็แหลกสลายเหมือนกัน! มาห่วงเขาแหลกสลายอะไรตอนนี้!"
ยังไม่ทันที่หวังเอ้อร์โก่วจะบ่นจบ เสียงแจ้งเตือนใสดังกุ๊งกิ๊ง ระบบภารกิจกระพริบวาบ รายละเอียดภารกิจมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
[ฐานที่มั่นสำนักแห่งใหม่]: [จากการตรวจสอบ ทุกคนพบว่าหมู่บ้านประหลาดแห่งนี้ดูเหมือนจะถูกพวกมารนอกรีตหลอกลวงและกักขังเลี้ยงดูไว้เหมือนสัตว์เลี้ยงมานานนับร้อยปี โชคดีที่การมาถึงของศิษย์สำนักไท่อินได้กระชากหน้ากากคำโกหกนั้นออก ทุกคนจึงตัดสินใจที่จะให้ความคุ้มครองหมู่บ้านแห่งนี้ และพัฒนาให้กลายเป็นเมืองแห่งแรกภายใต้สังกัดสำนักไท่อิน พร้อมทั้งใช้เป็นฐานที่มั่นของสำนักในพื้นที่นี้ด้วย (แชร์ภารกิจได้ ไม่จำกัดจำนวนคน) (รางวัล: 2000 Exp, แต้มผลงานสำนัก 100 แต้ม)]
"โอ้โห ภารกิจมันมาดักรอตรงนี้เองสินะ"
ถึงปากของหวังเอ้อร์โก่วจะขยับไม่หยุด แต่เสียงมันดังแค่ในไมค์ทีม ในสายตาของชายชราเลยเห็นแค่ว่าศิษย์สำนักไท่อินผู้อ้างตัวว่าเป็นสาขาของสำนักกวงเฉิงคนนี้ เอาแต่เงียบไม่ตอบคำถามเรื่องของบรรณาการ แถมยังทำหน้าตาประหลาดๆ อีกต่างหาก
ความหวาดกลัวและความกังวลเข้าครอบงำจิตใจชายชรา เขาแอบกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะกลั้นใจก้มกราบอีกครั้ง แล้วร้องขอความเมตตา "ท่านเซียน ในหมู่บ้านตอนนี้เหลือคนไม่มากแล้ว หากท่านเซียนต้องการสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นไร่นาสวนสมุนไพร พวกเรายินดีดูแลให้ หรือหากต้องการเครื่องเซ่นไหว้ที่เป็นเลือดเนื้อ จะเป็นเครื่องเซ่นไหว้ชุดใหญ่ชุดเล็ก พวกเราก็จะจัดหาให้จนครบ ขอเพียง... ขอเพียงละเว้นการใช้คนเป็นๆ มาบูชายัญได้หรือไม่ หรืออย่างน้อย... อย่างน้อยขอผ่อนผันไปสักสองสามปีก็ยังดี..."
"ไม่ใช่ๆ ลุงเดี๋ยวๆ" หวังเอ้อร์โก่วตกใจจนแทบกระโดดหนี เขารีบประคองชายชราให้ลุกขึ้นแล้วปลอบว่า "ลุงอย่าเพิ่งลนลาน คือฉันต้องปรึกษากับทีม... เอ่อ กับศิษย์พี่ศิษย์น้องก่อนน่ะ แต่สำนักไท่อินของเราเป็นสำนักเซียนฝ่ายธรรมะ จะไปเอาคนมาบูชายัญทำซากอะไร! เอาล่ะ ลุงไปบอกทุกคนได้เลยว่า ต่อไปนี้สำนักไท่อินจะคุ้มครองหมู่บ้านนี้เอง ไม่ต้องมีการบูชายัญคนแล้ว! บ้าบออะไรวะมีการบูชายัญคน ฟังดูก็รู้แล้วว่าไม่ใช่เรื่องดี!"
พูดจบ หวังเอ้อร์โก่วก็หยิบป้ายประจำตัวศิษย์ออกมาโชว์ พร้อมเสริมว่า "ดูนี่สิ ป้ายศิษย์ของพวกเรายังมีตราสัญลักษณ์ของสำนักกวงเฉิงอยู่เลยเห็นไหม"
ชายชราที่ถูกหวังเอ้อร์โก่วประคองอยู่มือสั่นระริก เขายกป้ายหยกขึ้นมาจ้องมองใกล้ๆ เพ่งมองอย่างละเอียด แล้วเลื่อนป้ายออกไปไกลๆ หรี่ตามองลายสลักด้านล่างสุด ก่อนจะใช้นิ้วลูบไล้เบาๆ พลังวิญญาณสายหนึ่งไหลผ่านปลายนิ้วเข้าไป ทำให้สัญลักษณ์ของสำนักกวงเฉิงเปล่งแสงจางๆ ออกมาแวบหนึ่ง แม้แสงนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็วก็ตาม
ชายชราพึมพำเสียงสั่น "เป็นสำนักกวงเฉิงจริงๆ... เป็นสำนักกวงเฉิงจริงๆ ด้วย!"
จากนั้นเขาก็แทบจะร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ บีบมือหวังเอ้อร์โก่วแน่น จ้องมองเข้าไปในดวงตาแล้วถามย้ำ "ไม่เอาคนบูชายัญจริงๆ นะขอรับ"
หวังเอ้อร์โก่วมองชายชราแล้วรู้สึกจุกในอกแปลกๆ เขากระพริบตาถี่ๆ สองสามที ก่อนจะตะโกนเสียงดังกลบเกลื่อน "จะเอาคนมาบูชายัญหาพระแสงอะไรเล่า! มีแต่มารนอกรีตเท่านั้นแหละที่ทำแบบนั้น! วางใจได้! สำนักไท่อินมาเพื่อปลด... อะแฮ่ม มาเพื่อช่วยเหลือทุกคน! ไม่มีการบูชายัญคนทั้งนั้น!"
...
อันยาเอ๋อร์ จำความได้เธอก็ชื่ออันยาเอ๋อร์แล้ว เธอไม่มีชื่อจริง
เธอเป็นเหลนคนที่สิบเอ็ดของหัวหน้าหมู่บ้าน แม่ของเธออยากตั้งชื่อให้ แต่หัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า ดีไม่ดีสุดท้ายก็ต้องถูกส่งไปรับใช้เจ้าแม่วารี ไม่ต้องตั้งชื่อจริงหรอก
ไปรับใช้เจ้าแม่วารีแล้วไม่ต้องมีชื่อเหรอ?
ในหัวเล็กๆ ของอันยาเอ๋อร์เต็มไปด้วยความสงสัยและสับสน
แต่แม่ก็แอบตั้งชื่อให้เธอจนได้ ชื่อว่า 'อันหนิง'
วันเวลาส่วนใหญ่ในหมู่บ้านผ่านไปอย่างสงบสุข ในความทรงจำของอันหนิง แม่จะตื่นแต่เช้ามืดมาเตรียมอาหารเช้าให้ทุกคน กำชับให้พี่สาวดูแลเธอให้ดี แล้วแม่ก็จะออกไปดูแลสวนสมุนไพรพร้อมกับพ่อและพี่ชาย จนค่ำมืดถึงจะกลับมา
ตอนกลางวัน พี่สาวจะพาเธอไปให้อาหารไก่และแช่ป่าน เธอไม่ชอบตอนแช่ป่านเลย เพราะกลิ่นมันเหม็นสุดๆ
แต่ก็มีช่วงที่บรรยากาศไม่ค่อยดีเหมือนกัน ทุกช่วงปีใหม่จะเป็นช่วงที่หมู่บ้านดูแปลกประหลาดที่สุด ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย รวมทั้งแม่และพี่สาว ต่างพากันทำหน้าเศร้าสร้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร
แต่เธอชอบปีใหม่นะ เพราะจะได้กินกากหมูที่หากินยากบนโต๊ะอาหาร ตกค่ำพี่ชายจะแอบแบ่งเนื้อส่วนของตัวเองมาซ่อนไว้ แล้วเอามาแบ่งให้เธอกับพี่สาวกิน
เนื้อต้มน้ำเปล่าธรรมดาๆ ที่ทาเกลือสินเธาว์รสขมปร่า แต่มันหอมกลิ่นน้ำมันหมูสุดๆ หอมจนแทบจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปเลยทีเดียว
มีอยู่ปีหนึ่งหลังจากผ่านพ้นปีใหม่ บ้านของผิงยาเอ๋อร์เพื่อนเล่นขาประจำของเธอก็แขวนผ้าขาว ผิงยาเอ๋อร์เล่าว่าพ่อของเธอจับฉลากได้ แต่ที่บ้านขาดแรงงานหลักไปดูแลสวนสมุนไพรไม่ได้ ปู่ของผิงยาเอ๋อร์เลยขออาสาไปรับใช้เจ้าแม่วารีแทน
ปู่กับย่าของผิงยาเอ๋อร์ไปรับใช้เจ้าแม่วารีทั้งคู่เลย เรื่องนี้ทำให้อันหนิงสงสัยมาก ทำไมเจ้าแม่วารีถึงต้องการคนแก่ที่เดินแทบไม่ไหวไปรับใช้ด้วยนะ
จนกระทั่งวันหนึ่ง อันหนิงถึงได้เข้าใจว่า การไปรับใช้เจ้าแม่วารี หมายถึงการไม่ได้กลับมาอีกเลย มันคือ "ความตาย" เหมือนน้องสาวของเธอในตอนนั้น ตัวเล็กนิดเดียว นอนขดตัวอยู่บนเตียง ตัวเย็นเฉียบไปหมด
ต่อมา ผิงยาเอ๋อร์ก็หายไป ได้ยินว่าถูกท่านเซียนพาไปเสวยสุข จะได้กินเนื้อทุกวัน... แต่ทำไมแววตาของทุกคนถึงมีแต่ความสงสารล่ะ
ถูกท่านเซียนพาตัวไป ก็คือ "ตาย" เหมือนกันเหรอ?
อันหนิงเคยถามทวดผู้รู้ทุกเรื่อง ทวดบอกว่าหมู่บ้านนี้ได้รับความคุ้มครองจากท่านเซียน ถ้าท่านเซียนไม่อนุญาต ใครก็เข้ามาไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเคารพยำเกรงท่านเซียน
อันหนิงถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "อะไรคือ 'ท่านเซียน' เหรอจ๊ะ"
"ท่านเซียนมีอิทธิฤทธิ์ไร้ขอบเขต แปลงกายได้สารพัด จะเป็นคนแก่ก็ได้ เป็นผู้หญิงก็ได้..."
อันหนิงถามต่อ "แล้วท่านเซียนชื่ออะไรจ๊ะ"
"เหลวไหล! นามของท่านเซียนใช่เรื่องที่เด็กกะโปโลอย่างเอ็งจะรู้ได้รึ"
สีหน้าของทวดดูน่ากลัวมาก "ถ้าเจอคนหน้าแปลกๆ ต้องรีบหนีไปให้ไกล นั่นอาจจะเป็นท่านเซียนก็ได้ ถ้าไปล่วงเกินท่านเข้า อาจจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต ต้องมีคนตายเชียวนะ!"
อันหนิงตัวสั่นงันงก ไม่กล้าถามอะไรอีก เธอไม่อยาก 'ตาย'
อันหนิงจำไม่ได้แม่นนักว่าวันนั้นอากาศเป็นยังไง จำได้ลางๆ ว่าเป็นวันที่แดดจ้ามาก เธอได้ยินคนตะโกนว่า "ท่านเซียนมาแล้ว" แล้วผู้คนมากมายก็พากันวิ่งไปหลบในบ้าน พ่อของผิงยาเอ๋อร์พยายามจะอุ้มเธอไปซ่อน แต่ในใจของอันหนิงคิดแค่ว่าจะต้องไปบอกทวด
ท่านเซียนจะมาพาคนไป คนที่ถูกพาไปจะ "ตาย" เธอไม่อยากให้ใครต้อง "ตาย"
แล้วหลังจากนั้น...
หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นนะ อันหนิงจำไม่ค่อยได้แล้ว... อ้อใช่! ดูเหมือนทวดจะตะโกนอะไรสักอย่าง!
ตะโกนว่าอะไรนะ
"ไม่ต้องบูชายัญคนแล้ว! ทุกคนได้ยินไหม!? ไม่ต้องบูชายัญคนแล้ว! ไม่ต้องแล้ว!"
ชายชราตื่นเต้นจนร้องไห้ไปหัวเราะไป ทำเอาหวังเอ้อร์โก่วทำตัวไม่ถูกไปเลยทีเดียว
ประตูหน้าต่างในหมู่บ้านถูกเปิดออกทีละบานสองบาน ทันใดนั้นโลกทั้งใบราวกับฟื้นคืนชีพ ผู้คนพากันมุดออกมาจากบ้านและลานบ้านที่ซ่อนตัว เสียงอื้ออึงดังเซ็งแซ่ หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านดูเหมือนจะกลับมามีสีสันอีกครั้ง
หวังเอ้อร์โก่วเห็นชายชราคนหนึ่งวิ่งเท้าเปล่าอย่างทุลักทุเลไปตามคันนา ตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งแต่ก้องกังวาน "เซียนจากสำนักกวงเฉิงมาแล้ว! เซียนจากสำนักกวงเฉิงมาช่วยพวกเราแล้ว!"
แต่ผู้คนส่วนใหญ่กลับทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร
"ฉันรู้สึกจุกๆ ว่ะ"
ในช่องแชททีม ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ไม่มีใครพูดเล่นมุกตลกโปกฮากันแล้ว
ในช่องแชทที่เงียบไปนาน จู่ๆ ก็มีข้อความของผู้เล่นคนหนึ่งเด้งขึ้นมา "ภารกิจบอกว่านับร้อยปี ถ้าคิดแค่ร้อยปี ปีละหนึ่งคน อย่างน้อยก็ตายไปร้อยคนแล้ว"
"หมู่บ้านนี้ดูแล้ว บ้านทั้งหมดยังมีไม่ถึงร้อยหลังเลยมั้ง"
[จบแล้ว]