- หน้าแรก
- เริ่มต้นก็โดนเจ๊ดาบน้ำแข็งจับขัง เลยนั่งปั้นไอดีเทพประชดชีวิตซะเลย
- บทที่ 11: ความเป็นไปได้ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างจักรวรรดิและเซียนโจว
บทที่ 11: ความเป็นไปได้ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างจักรวรรดิและเซียนโจว
บทที่ 11: ความเป็นไปได้ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างจักรวรรดิและเซียนโจว
บทที่ 11: ความเป็นไปได้ในการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างจักรวรรดิและเซียนโจว
"ไม่เลวเลยเจ้าหนู เพลงดาบของเจ้ามีเงาของนังผู้หญิงคนนั้นอยู่สามส่วน แต่น่าเสียดายที่มีแค่สามส่วนเท่านั้น"
ฮูเล่ยจ้องมองเยี่ยนชิงที่ถูกเถาวัลย์มัดจนดูเหมือนบ๊ะจ่าง ใบหน้าของเด็กหนุ่มฟกช้ำดำเขียวและมีรอยขีดข่วนเต็มไปหมด เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าความมั่นใจของอีกฝ่ายมาจากไหน
คนคนเดียวคิดจะสู้กับระดับผู้ได้รับพร จ้าวมังกร และนักล่าสเตลลารอนพร้อมกัน
"ส่วนเจ้า... ทายาทของซูฮู พ่อของเจ้าไม่ได้สอนหรือไงว่าต้องรู้จักเคารพท่านอา?"
ฮูเล่ยบีบคอเบลด เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนร่างของอดีตจ้าวมังกรแห่งเซียนโจวหลัวฝู เมื่อครู่นี้มีคนหาญกล้าสู้แบบสามรุมหนึ่งจริงๆ แต่คนคนนั้นชัดเจนว่าไม่ใช่เยี่ยนชิง
ต้องยอมรับว่าเจ้าสามคนนี้มีฝีมือพอตัว บีบคั้นจนฮูเล่ยต้องเผยร่างจริงออกมา กรงเล็บแหลมคมและขนหนาทึบเริ่มปรากฏให้เห็น
อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้สังหารใคร เขาเพียงแค่สนใจที่จะเก็บตัวอย่างทดลอง ความเป็นอมตะของเบลดเป็นเรื่องตลกสำหรับเขา ตอนนี้เขาถือครองอำนาจส่วนใหญ่ของเส้นทางแห่งเฟื่องฟู มีอำนาจที่จะริบพรแห่งการมีอายุยืนยาวหรือความเป็นอมตะที่ซูฮูเคยมอบให้กลับคืนมาได้
เขาเคยทดลองกับผู้คุมในคุกทัณฑ์จองจำมาแล้วไม่กี่คน การริบพรคืนทำให้ผู้คุมเหล่านั้นกลายเป็นเผ่าพันธุ์อายุสั้นและแก่ตายในทันที
"ข้าไม่ใช่ลูกของมัน! ตาย! ตาย! ตายซะ!"
ทันทีที่ฮูเล่ยจัดประเภทเขาว่าเป็นทายาทของซูฮู เบลดก็โกรธจัดจนเข้าสู่ภาวะมารอสูร ใครจะไปยอมรับศัตรูว่าเป็นพ่อกัน?
แต่ในมุมมองของฮูเล่ย หากเจ้ามีเลือดเนื้อของซูฮูอยู่ในกาย เจ้าก็คือลูกของซูฮู ในเมื่อข้าและซูฮูต่างก็เป็นผู้ได้รับพรแห่งเฟื่องฟู พวกเราก็เปรียบเสมือนพี่น้องคนละพ่อคนละแม่ ดังนั้นเบลดจึงมีศักดิ์เป็นหลานชายของเขา
"ขอพระบิดาผู้เมตตาคุ้มครอง ใจเย็นๆ หน่อยสิหลานชาย"
ฮูเล่ยไม่ได้ให้ราคากับเบลดที่คลุ้มคลั่งเพราะมารอสูรมากนัก เขาเพียงแค่ใช้เถาวัลย์มัดอีกฝ่ายไว้ หลานดื้อด้านแบบนี้ แค่สั่งสอนสักหน่อยก็พอ
"เจ้าพวกมารเฟื่องฟู เจ้าหมาป่าสมควรตาย! เดี๋ยวท่านนายพลมาถึง เขาจะต้องจับกุมเจ้ากลับเข้าคุกทัณฑ์จองจำแน่"
แม้เยี่ยนชิงจะพ่ายแพ้และถูกมัดติดกับเถาวัลย์ แต่ปากก็ยังไม่ยอมแพ้ เยี่ยนชิงมีฝีมือ แต่น่าเสียดายที่เขาเลือกคู่ต่อสู้ผิดคน
"หึ สมัยที่ข้าเรืองอำนาจสูงสุด อาจารย์ของเจ้ายังเป็นแค่ทหารเลวอยู่เลย ถ้าตอนนั้นไม่มีคนวางแผนลอบกัด ป่านนี้ปรมาจารย์ของเจ้าคงได้มาเป็นซิสเตอร์แห่งความเงียบของข้าไปแล้ว"
ฮูเล่ยไม่ได้ออมมือ ในเมื่อเขาลงมือสั่งสอนศิษย์หลานของนังผู้หญิงคนนั้น เขาก็ทำจริง เถาวัลย์หลายเส้นงอกขึ้นมาจากพื้นและเริ่มหวดก้นของเยี่ยนชิง สำหรับเด็กอายุไม่ถึงร้อยปี การลงโทษแบบนี้ถือว่าเจ็บแสบไม่น้อย
"คาฟก้า นักล่าสเตลลารอน เจ้าจะยืนดูพวกพ้องโดนจับไปเฉยๆ งั้นรึ?"
ฮูเล่ยหันไปมองคาฟก้าที่ทำตัวเป็นตัวประกอบฉากและไม่ยอมลงมือด้วยความสงสัย เมื่อครู่เขาเตรียมตัวรับมือแบบสี่รุมหนึ่งแล้วแท้ๆ แต่คาฟก้ากลับเอาแต่ยืนดู
"เอลิโอบอกว่าจะมีคนมาช่วยพวกเขา แต่คนคนนั้นไม่ใช่ฉัน"
"ยังไม่ออกมาอีกรึ? ลูกศิษย์ของเจ้า ว่าที่จอมกระบี่แห่งเซียนโจวหลัวฝู ไม่คุ้มค่าให้เจ้าลงมือหรือไง?"
ฮูเล่ยมองไปรอบๆ อย่างสบายอารมณ์ เขาจับสัมผัสได้ตั้งนานแล้วว่ามีตัวตนระดับผู้ได้รับพรสองคนคอยซุ่มดูเขาอยู่ตลอดเวลา
"ช่วยข้าด้วย! จอมเทพสายฟ้าแห่งตำหนักศักดิ์สิทธิ์ ผู้ควบคุมอัสนี ขับไล่มารร้าย กวาดล้างสิ่งโสโครก!"
เทพสายฟ้าที่มีพลังซ้อนทับสิบชั้นฟาดฟันลงมา ดูเหมือนตั้งใจจะผ่าร่างฮูเล่ยออกเป็นสองซีก
ฮูเล่ยไม่หลบเลี่ยง เขารับดาเมจทั้งหมดไว้ตรงๆ หลังจากฝุ่นควันจางลง ร่างกายของฮูเล่ยเต็มไปด้วยบาดแผลแต่มันก็สมานตัวหายสนิทในเวลาไม่ถึงหนึ่งวินาที
"เจ้าเด็กที่เดินตามต้อยๆ อยู่หลังจิงหลิวในตอนนั้นนี่เอง แล้วเจ้าเถิงเสี่ยวหายไปไหนล่ะ? ข้าจำได้ว่าหมอนั่นเคยฆ่าข้าไปหลายรอบตอนข้ายังหนุ่มๆ ฝีมือใช้ได้เลยทีเดียว"
ฮูเล่ยแทบไม่ได้รับบาดเจ็บ เห็นได้ชัดว่าสำหรับเขาแล้ว ดาเมจจากเทพสายฟ้าของจิ่งหยวนยังไม่รุนแรงเท่าของเถิงเสี่ยว เรื่องนี้ถูกระบุไว้อย่างชัดเจนในเนื้อเรื่อง จิ่งหยวนเป็นเพียงกุนซือ แม้บทบาทจะทำให้เขาดูเหมือนตัวตลกไปบ้างก็ตาม
ในทางกลับกัน เถิงเสี่ยวเคยฆ่าซูฮูมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และเพียงเพราะพลังชีวิตของซูฮูนั้นแข็งแกร่งเกินไป สุดท้ายเถิงเสี่ยวจึงจำใจต้องระเบิดตัวเอง
"ท่านนายพลเถิงเสี่ยวไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ข้าคือนายพลแห่งเซียนโจวหลัวฝู ในเมื่อท่านหัวหน้าเผ่ามาอยู่ที่นี่ ข้าเดาว่าคุกทัณฑ์จองจำคงแตกพ่ายแล้วสินะ"
จิ่งหยวนรู้ว่าสิ่งที่เขากลัวที่สุดได้เกิดขึ้นแล้ว ลอร์ดแห่งการทำลายล้าง ผู้ได้รับพรแห่งเฟื่องฟู และผู้ได้รับพรที่สามารถระดมกองทัพจักรวรรดิมาได้ทุกเมื่อ
ฝั่งของเขามีเพียงเฟยเซียวที่เป็นกำลังเสริมจากภายนอก อย่างมากก็นับผู้บุกเบิกเป็นอาวุธลับ แต่อีกฝ่ายอาจแปรพักตร์ได้ทุกเมื่อ แม้แต่นักล่าสเตลลารอนยังบอกว่าถ้าต้องเลือก ก็ควรเลือกฝ่ายเฟื่องฟู สถานการณ์นี้ดูไม่ดีเลย
"ข้าจำได้ว่าเจ้าเองก็มีอาจารย์ นางหายไปไหนเสียล่ะ? ตอนนั้นมีคนลอบกัดนาง นางถึงได้เปรียบข้า อ้อ แล้วข้ายังจำแม่สาวน้อยชาวจิ้งจอกที่ชื่อไป๋เหิงได้ นางอยู่ที่ไหน?"
"เรียกพวกมันออกมาให้หมด เจ้าคนเดียวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าหรอก"
ฮูเล่ยย่อมรู้อยู่แล้วตามเนื้อเรื่อง แต่เขาจงใจยั่วยุเพื่อสร้างความเสียหายทางจิตใจ นี่คือปมในใจตลอดชีวิตของจิ่งหยวน
"ไม่จำเป็นต้องให้พวกท่านออกมา! ลำพังข้ากับจิ่งหยวนก็เพียงพอที่จะจัดการเจ้าแล้ว!"
"ถึงแม้ข้าจะไม่อยากร่วมมือกับนักโทษสองคน แต่ถ้าศัตรูคือตำนานที่ข้าได้ยินชื่อมาตั้งแต่เด็ก ข้าก็คิดว่ามันจำเป็น"
ร่างเงาสายหนึ่งพุ่งเข้ามาดุจดาวตก เถาวัลย์ที่พันธนาการตันเหิง เบลด และเยี่ยนชิงถูกตัดขาด นายพลเฟยเซียวแห่งเย่าชิงปรากฏตัวขึ้น
"เผ่าจิ้งจอก... ไม่สิ ไม่ใช่เผ่าจิ้งจอกแห่งเย่าชิง แต่มีสายเลือดของหมาป่าแห่งปู้หลีผสมอยู่ เลือดผสมแห่งเผ่าจันทราคราส เจ้าคือเฟยเซียวที่จิ้งจอกสองตัวที่อ้างว่าเป็นทูตจากเย่าชิงพูดถึงสินะ?"
น่าเสียดายจริงๆ ฮูเล่ยเคยคิดว่าหลังจากผ่อนปรนความสัมพันธ์ระหว่างชาวจิ้งจอกและหมาป่าแห่งปู้หลีแล้ว สถานที่เกิดของเฟยเซียวจะปรากฏขึ้นในจักรวรรดิ เขาเคยวางแผนว่าจะแต่งตั้งเฟยเซียวเป็นวอร์มาสเตอร์เมื่อเขากลับไป เพื่อให้เป็นทัพหน้าในการโจมตีพันธมิตรเซียนโจว
"ฝูงนักล่าจันทราคราส เลือดผสมระหว่างหมาป่าแห่งปู้หลีและชาวจิ้งจอก เฟยเซียว คารวะท่านหัวหน้าเผ่า! ลูกน้องสองคนของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ยังไม่ตาย แต่น่าจะไม่ได้กลับไปเย่าชิงแล้วล่ะ"
เฟยเซียวมีความเคารพต่อฮูเล่ยอย่างไม่ต้องสงสัย แม่ของนางมักเล่าถึงความทุกข์ยากของชาวจิ้งจอกเมื่อหลายร้อยปีก่อน และบอกว่าพวกเขาเข้าสู่ยุคที่ดีได้ก็เพราะการปรากฏตัวของท่านหัวหน้าเผ่า ผู้คืนศักดิ์ศรีให้กับชาวจิ้งจอก
โชคร้ายที่ดาวเคราะห์ที่นางอาศัยอยู่ในวัยเด็กถูกโจมตีโดยสาวกเฟื่องฟูหัวรุนแรงรุ่นเก่า หรือพูดให้ถูกคือพวกมารนอกรีต หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากพันธมิตรเซียนโจว นางก็ถูกอุปการะโดยท่านนายพลเยว่ยวี่ และตอนนี้ต้องมาต่อสู้กับไอดอลของตัวเอง
ใช่แล้ว จักรวรรดิไม่ยอมรับสาวกเฟื่องฟูที่ไม่ได้สังกัดจักรวรรดิว่าเป็นสาวกเฟื่องฟู แต่เรียกพวกมันว่ามารนอกรีต ตอนนี้สาวกเฟื่องฟูที่ป่าเถื่อนดั้งเดิมกำลังถูกกวาดล้างโดยความร่วมมือระหว่างจักรวรรดิและฝ่ายเฟื่องฟู
"จักรวรรดิเริ่มกดขี่ชาวจิ้งจอกอีกแล้วรึ?"
"ไม่..."
"หรือว่าเจ้าถูกปฏิบัติเยี่ยงทาสสงครามในวัยเด็ก ต้องทนทุกข์ทรมาน จนสาบานว่าจะเป็นศัตรูกับเฟื่องฟู?"
"เปล่า ระบบทาสสงครามถูกผู้สำเร็จราชการยกเลิกไปแล้ว วัยเด็กของข้ามีความสุขดี"
"งั้นเจ้าคงสมัครเข้ากองทัพตอนโต แล้วโดนผู้บังคับบัญชากดขี่ โดนขโมยผลงาน จนต้องหนีมาซบเซียนโจวด้วยความแค้นสินะ?"
"ไม่ จักรวรรดิได้จัดตั้งองครักษ์ประจำกองพลไว้ในทุกกองทัพ มีหน้าที่ตรวจสอบความภักดีของผู้บัญชาการและบันทึกผลงานการเลื่อนยศ ไม่มีใครกล้าปลอมแปลงเอกสารต่อหน้าองครักษ์"
"จักรวรรดิได้พัฒนาเครื่องจักรอัจฉริยะมากมายที่ข้าราชการทุกคนต้องพกติดตัว ทำให้ไม่มีความเป็นส่วนตัว อัครเสนาบดีมัลคาดอร์เคยกล่าวไว้ว่า อะไรที่น้อยกว่าความภักดีอย่างที่สุด คือความไม่ภักดีอย่างที่สุด ข้าราชการจักรวรรดิต้องโปร่งใสต่อองค์จักรพรรดิตลอดเวลา"
"แล้วจักรวรรดิทำผิดต่อเจ้าตรงไหน? เจ้ามีความแค้นอะไรในจักรวรรดิ? บอกข้ามาได้เลย"
"..."
"ไม่ต้องกลัวนะเด็กน้อย การที่อัจฉริยะอย่างเจ้าต้องระหกระเหินออกจากจักรวรรดิถือเป็นความผิดของอัครเสนาบดีและผู้สำเร็จราชการ ไม่ว่าใครจะรังแกเจ้า กลับไปกับข้า แล้วข้าจะคืนความยุติธรรมให้เจ้าเอง"
"..."
เฟยเซียว: ข้านี่แหละที่ไม่ใช่คนจริงๆ ข้านี่แหละผิดเอง!
เขาเล่นงานท่านนายพลจนใบ้กินด้วยวาจาล้วนๆ
เมื่อเห็นเฟยเซียวเงียบกริบด้วยความรู้สึกผิด ฮูเล่ยก็พอจะเดาทัศนคติของเฟยเซียวที่มีต่อจักรวรรดิได้ ดูเหมือนจะมีโอกาส
"ช่างเถอะ ไม่ว่าเหตุผลที่เจ้าทรยศจักรวรรดิคืออะไร ถ้าเจ้ากลับไปกับข้า ข้าสามารถยกตำแหน่งหัวหน้าเผ่าให้เจ้าได้ อัจฉริยะรุ่นใหม่ยอดเยี่ยมอย่างเจ้าหาได้ยากนัก"
"ยกตำแหน่งหัวหน้าเผ่าให้ข้า? แล้วท่านล่ะ..."
"ข้าก็ยังเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิอยู่น่ะสิ"
ฮูเล่ยมีความคิดที่จะส่งมอบตำแหน่งหัวหน้าเผ่าจริงๆ แต่สิ่งที่ส่งมอบคือตำแหน่งหัวหน้าเผ่าหมาป่าแห่งปู้หลีเท่านั้น
เขายังคงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิ ผู้นำร่วมของสาวกเฟื่องฟูทั้งปวง แค่ตำแหน่งในนามแลกกับนายพลระดับเซียนโจวคนหนึ่ง ช่างเป็นการค้าที่กำไรมหาศาล!
"..."
เฟยเซียวไม่พูดอะไร เพียงแต่ชี้อาวุธไปที่ฮูเล่ย ความเงียบของนางได้ประกาศจุดยืนแล้ว นางยังคงเลือกที่จะภักดีต่อพันธมิตรเซียนโจว
"เป็นคนรุ่นใหม่ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ กิลลิมานคงจะเลอะเลือนแล้วแน่ๆ ที่ปล่อยอัจฉริยะอย่างเจ้าหลุดมือไป"
แววตาของฮูเล่ยเต็มไปด้วยความชื่นชม เขาไม่ได้คาดหวังว่าจะหลอกล่อนายพลได้ง่ายๆ ด้วยคำพูดไม่กี่คำ คนที่ได้รับการยอมรับจากท่านจอมพลฮัว ยัยผู้หญิงอกแบนคนนั้น ย่อมไม่มีจิตใจที่โลเล
"ข้าจะไปแล้ว พวกเจ้าจะขวางข้าหรือ?"
ฮูเล่ยคืนร่างกลับเป็นชาวจิ้งจอกและมองไปที่จิ่งหยวน สถานการณ์ห้ารุมหนึ่งในตอนนี้ไม่เป็นผลดีต่อเขา เขาพอจะรับมือผู้ได้รับพรได้มากสุดแค่สองคน เขาเป็นอมตะแต่ไม่ได้ไร้เทียมทาน ดังนั้นการเลี่ยงปะทะชั่วคราวจึงดีกว่า
แต่ถ้าจิ่งหยวนและพรรคพวกคิดจะรุมกินโต๊ะเขา เขาก็สามารถใช้การคืนชีพไม่จำกัดเพื่อบั่นทอนกำลังของอีกฝ่ายได้ เหมือนกับที่เถิงเสี่ยวเอาชนะซูฮูนับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ต้องระเบิดตัวเองตายไป
"หากท่านหัวหน้าเผ่าต้องการจะไป เราคงหยุดท่านไม่ได้ แต่เราหวังว่าท่านจะไม่จุดชนวนสงครามขึ้นอีก จักรวรรดิและเซียนโจวแม้เดินคนละเส้นทางแต่มีเป้าหมายเดียวกัน ไยต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง?"
ในมุมมองของพันธมิตรเซียนโจว จักรวรรดิเองก็ปราบปรามสาวกเฟื่องฟูที่ผิดกฎหมายและยึดถือเจตจำนงของเฟื่องฟูที่ถูกต้องที่สุด ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องรบกัน
"ตกลง ตราบใดที่พวกเจ้าละทิ้งศรัทธาในการล่า และกลับสู่อ้อมกอดของพระบิดาผู้เมตตา ข้ายินดีที่จะยอมรับว่าพันธมิตรเซียนโจวมีสถานะเท่าเทียมกับจักรวรรดิ และจะจัดตั้งเขตปกครองตนเองเซียนโจวขึ้น"
"ข้ายอมขาดทุนหน่อย แต่งงานกับยัยจอแบนคนนั้นก็ได้ เมื่อเราสองคนร่วมมือกัน เราจะไร้เทียมทาน พันธมิตรเซียนโจวและจักรวรรดิเฟื่องฟูจะกลายเป็นทองแผ่นเดียวกัน ไม่วิเศษไปเลยหรือ!"
"เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะเกลี้ยกล่อมพระบิดาผู้เมตตาให้อวยพรจอมพลฮัวของพวกเจ้า เลื่อนขั้นให้นางเป็นระดับผู้ได้รับพร พันธมิตรและจักรวรรดิจะเป็นพันธมิตรกันชั่วนิรันดร์ ร่วมกันเผยแพร่เจตจำนงแห่งเฟื่องฟูสืบไป"