- หน้าแรก
- เมื่อผมปลดล็อกระบบคำใบ้ ในหอคอยไร้สิ้นสุด
- บทที่ 14 การไล่ล่า
บทที่ 14 การไล่ล่า
บทที่ 14 การไล่ล่า
บทที่ 14 การไล่ล่า
"ค่าพละกำลังต่ำกว่า 60 หน่วย เหลือไม่ถึงครึ่งหนึ่งของค่าพละกำลังทั้งหมด เข้าสู่สภาวะโอเวอร์โหลด หากค่าพละกำลังหมดลง อวัยวะภายในจะล้มเหลวและนำไปสู่ความตาย"
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังก้องอยู่ในหัว แต่เขาไม่มีเวลามาสนใจมันอีกแล้ว
"ตึง! ตึง! ตึง!"
เสียงฝีเท้าหนักอึ้งของเจ้ายักษ์กินคนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เฉียวเจ๋อรู้สึกราวกับว่ามันกำลังหายใจรดต้นคอเขาอยู่
แต่เขาไม่มีจังหวะให้หันกลับไปมอง
เจ้ายักษ์กินคนเอื้อมมือคว้าจับ ระยะของมันมาถึงตัวเขาแล้ว
ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วแผ่นหลัง
แม้สัตว์ประหลาดจะยังคว้าตัวเฉียวเจ๋อไม่สำเร็จ แต่มันก็พลาดไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด กรงเล็บแหลมคมของมันกรีดลงบนกลางหลังของเขาอย่างแรงจนเกิดเป็นแผลลึกสองรอย
เฉียวเจ๋อมองเห็นห้องใต้หลังคาอยู่เหนือศีรษะ ประตูห้องที่เคยปิดสนิทบัดนี้เปิดอ้าออก ภายในนั้นมืดสนิทราวกับหุบเหวที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพสิ่ง
ทว่า นั่นคือโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวในเวลานี้
เขากระโดดสุดตัว อาศัยแรงส่งพุ่งตัวมุดเข้าไปในห้องใต้หลังคา
เจ้ายักษ์พยายามจะตามเข้ามา แต่เฉียวเจ๋อก็รีบดึงประตูเหล็กปิดลงทันที
เมื่อได้สัมผัสประตูเหล็ก เฉียวเจ๋อถึงเข้าใจว่าทำไมก่อนหน้านี้พวกเขาถึงเปิดมันไม่ได้—
ที่แท้ประตูเหล็กบานนี้ติดตั้งอยู่บนรางเลื่อน ไม่ได้เปิดแบบผลักขึ้นลง แต่ต้องเลื่อนในแนวนอน
เมื่อเลื่อนไปทางซ้ายประตูก็จะเปิด และเมื่อเลื่อนไปทางขวาก็จะเป็นการปิด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีกลไกตัวล็อกที่ออกแบบมาอย่างชาญฉลาด ซึ่งทำให้ประตูนี้เปิดได้จากด้านในเท่านั้น ไม่สามารถเปิดจากด้านนอกได้
เฉียวเจ๋อจัดการขัดล็อกประตูแน่นหนา เจ้ายักษ์กินคนกระแทกประตูอยู่สองสามครั้ง เมื่อพบว่าไร้ผล มันก็เริ่มส่งเสียงคำรามโหยหวนอีกครั้ง
"วู้วววว!"
ทำไมเคเฟเธียร์ถึงออกแบบห้องใต้หลังคาแบบนี้?
นี่ไม่ใช่เวลามาหาคำตอบ เฉียวเจ๋อนอนหอบหายใจอย่างหนัก การใช้แรงระเบิดพลังเฮือกสุดท้ายทำให้ร่างกายของเขาเจ็บปวดร้าวระบมไปหมด
แต่โชคดี... ที่เขารอดมาได้
"ตึง! ตึง! ตึง!"
ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด จู่ๆ เจ้ายักษ์กินคนก็ดูเหมือนจะล้มเลิกความตั้งใจและวิ่งกลับลงไปข้างล่าง
เหลือเวลาอีกสี่วันกว่าจะครบกำหนดสิบวัน เขาแค่อดข้าวอดน้ำซ่อนตัวอยู่ในห้องใต้หลังคานี้ก็น่าจะรอดไปได้
เส้นประสาทที่ตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง เขาเริ่มสำรวจสภาพภายในห้องใต้หลังคาที่มืดมิด
ที่นี่ไม่มีแสงสว่างเล็ดลอดเข้ามาเลย เฉียวเจ๋อคลำทางไปเรื่อยๆ จนพบกับด้ามจับอันหนึ่ง
เมื่อเขาหมุนด้ามจับ หน้าต่างที่เชื่อมห้องใต้หลังคากับภายนอกก็ถูกผลักออก แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในทันที
เฉียวเจ๋อไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลยว่าแสงจันทร์จะดูเงียบสงบและศักดิ์สิทธิ์ได้ขนาดนี้
มิน่าเล่า เขาว่ากันว่าคนที่เพิ่งรอดพ้นจากความตายมาหมาดๆ จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวสวยงามไปหมด
ภายใต้แสงจันทร์ เฉียวเจ๋อพบว่าห้องใต้หลังคานี้สะอาดสะอ้าน ไม่มีกองขยะรกหูรกตาอย่างที่จินตนาการไว้ และไม่มีเศษชิ้นส่วนร่างกายมนุษย์กระจัดกระจาย
มีเพียงกระจกเงาบานหนึ่งตั้งอยู่
เจ้ายักษ์นั่นมัวแต่ส่องกระจกบานนี้ทั้งวันหรือไง?
เฉียวเจ๋อจ้องมองกระจก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขาเผลอยื่นมือออกไปสัมผัสมันโดยไม่รู้ตัว และพบว่ามือทั้งข้างของเขาจมหายเข้าไปในกระจก
แต่เมื่อชักมือกลับออกมา กระจกบานนั้นกลับยังคงสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน สะท้อนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงของเขา
ในกระจกมีมิติอื่นซ่อนอยู่งั้นหรือ?
ภาพที่ขัดต่อสามัญสำนึกทางฟิสิกส์ตรงหน้าทำให้เขาตื่นตระหนก แต่เขาก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปในกระจก
เขาจ้องมองมันอย่างระแวดระวัง ไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวเพิ่ม
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เขาน่าจะซ่อนตัวในนี้จนจบภารกิจดันเจี้ยนได้
บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีเอาตัวรอดที่ถูกต้องของดันเจี้ยนนี้ก็ได้
กลางคืนเมื่อสัตว์ประหลาดออกมา ก็หนีขึ้นมาหลบในห้องใต้หลังคา ถ้าเตรียมอาหารมาเพียงพอ ก็สามารถยื้อชีวิตจนครบกำหนดเวลาได้
วิธีนี้อาจดูเหมือนการใช้ช่องโหว่ (Bug) แต่มันก็สอดคล้องกับ 'แผนสำรอง' ที่ดันเจี้ยนระดับมือใหม่มักจะมีไว้ให้ผู้เล่นหน้าใหม่
ถึงแม้จะไม่ได้สำรวจเนื้อหาของดันเจี้ยนจนครบถ้วน แต่อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสรอดชีวิต
แต่ไอ้บ้าหวังอีอีกลับทำลายทุกอย่างพังพินาศ
หลังจากเห็นคำสารภาพนั้น หมอนั่นก็ปักใจเชื่อทันทีว่านั่นคือหนทางรอดเดียว
ต้องลงมือฆ่าคนหกคนด้วยตัวเองเพื่อผนึกยักษ์กินคน และบังเอิญเหลือเกินที่ในดันเจี้ยนมีผู้เล่นเจ็ดคนพอดี
ราวกับเป็นการบอกใบ้ให้หวังอีอีรู้ว่า ในเจ็ดคนนี้จะมีเพียงคนเดียวที่รอด และไม่แปลกเลยที่เขาเลือกจะทำแบบนั้น เพราะเขามีความสามารถ 'พยากรณ์' อยู่ตั้งแต่แรก
จริงอยู่ที่ในเกมไหนๆ การกำจัดผู้หยั่งรู้ออกไปก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำ
คนที่มีความสามารถในการพยากรณ์อนาคต เมื่อวางแผนสู้กับคนอื่น ย่อมมีความได้เปรียบที่เหมือนอยู่คนละมิติ
ขนาดเหล่าเฮยที่มีพละกำลังมหาศาลพอจะต่อกรกับสัตว์ประหลาดได้ในช่วงแรก ก็ยังต้องมาตายเพราะแผนการของเขา
แต่ตอนนี้หวังอีอีคงตายไปแล้วแน่ๆ เจ้ายักษ์กินคนคงตามล่าเขาอยู่ เมื่อรวบรวมหัวคนได้ไม่ครบหกหัว เขาก็มีแต่ทางตายเท่านั้น
เฉียวเจ๋อผ่อนคลายลง ขยับตัวถอยห่างออกมาจากกระจก
กระจกลึกลับบานนี้เป็นตัวแปรที่ไม่รู้ที่มาที่ไป เขาตัดสินใจว่าจะยังไม่ไปยุ่งกับมัน
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งของหวังอีอีก็ดังแว่วขึ้นมาจากชั้นล่าง:
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ท่านบาทหลวง! ท่านช่างมีวิธีการที่ยอดเยี่ยมจริงๆ! เฉียวเจ๋อยังไม่ตาย..."
เสียงของหวังอีอีขาดห้วงไปดื้อๆ เฉียวเจ๋อที่เพิ่งจะผ่อนคลายกลับรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างไม่มีปิยะขลุ่ย
ท่านบาทหลวง?
ทำไมจู่ๆ หวังอีอีถึงตะโกนเรียกชื่อบาทหลวง?
บาทหลวงไม่ได้อยู่ในปราสาทเสียหน่อย
แล้วประโยคที่พูดยังไม่จบนั่นคืออะไร? ให้เขาเองมีชีวิตรอดงั้นเหรอ?
เดี๋ยวนะ!
เฉียวเจ๋อเริ่มรื้อฟื้นความทรงจำทุกรายละเอียดอย่างบ้าคลั่ง
"ตึง! ตึง! ตึง!"
เจ้ายักษ์กินคนเริ่มวิ่งกลับขึ้นมาบนชั้นบน
แต่ครั้งนี้ เฉียวเจ๋อสัมผัสได้ชัดเจนว่าน้ำหนักการลงเท้าของมันหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิมมาก หนักยิ่งกว่าตอนที่มันยังไม่บาดเจ็บสาหัสจากดาบกางเขนเสียอีก
ประตูห้องใต้หลังคาจะหยุดมันได้จริงๆ หรือ?
"ตึง! ตึง! ตึง!"
เสียงฝีเท้าหนักแน่นขึ้น ถี่กระชั้นขึ้น และใกล้เข้ามาเรื่อยๆ!
มันกำลังพุ่งชน!
เฉียวเจ๋อพยายามไม่สนใจเสียงจากภายนอก ทำไมหวังอีอีถึงตะโกนประโยคนั้นก่อนตาย?
ต่อให้มีตัวละครบาทหลวงโผล่มาฆ่าหวังอีอีจริงๆ เขาก็ดูไม่ใช่คนที่จะมาคร่ำครวญก่อนตายแบบนี้
เขาจงใจส่งสัญญาณเตือนเฉียวเจ๋อ... เขารู้ว่าเฉียวเจ๋อยังมีชีวิตอยู่!
เขารู้ตัวว่าตัวเองไม่รอดแน่
แต่เขาก็รู้ว่าโอกาสเดียวที่จะแก้แค้นได้ อยู่ที่เฉียวเจ๋อ... อยู่ที่คนที่เขาเกือบจะฆ่าตายไปแล้ว
สมองของเฉียวเจ๋อทำงานด้วยความเร็วสูง
บาทหลวงคือต้นตอของเรื่องทั้งหมด หายนะเริ่มมาเยือนหลังจากที่เขาบอกเคเฟเธียร์เรื่องที่อัลวาคือ 'บุตรแห่งพระเจ้า'
วงเวทย์นั่นบาทหลวงก็เป็นคนบอกผ่านแม่มดมาอีกทอดหนึ่ง
ทำไมเคเฟเธียร์เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมสรรพ แต่วงเวทย์กลับยังล้มเหลว?
มันเป็นความผิดพลาดจริงๆ หรือ?
ภาพในความฝันเริ่มฉายวาบเข้ามา ความทรงจำของชายเลือนรางที่ตัดหัวตัวเองนั้นช่างชัดเจน
เคเฟเธียร์บอกว่าเขาต้องการจบชีวิตตัวเอง แต่ทำไมเขาต้องฆ่าตัวตายในจังหวะก่อนที่วงเวทย์จะเสร็จสมบูรณ์?
"ตึง!"
ประตูเหล็กของห้องใต้หลังคาสั่นสะเทือน ส่วนที่เชื่อมต่อกับรางเลื่อนเริ่มบิดเบี้ยว
"ตึง! ตึง! ตึง!"
เสียงฝีเท้าของยักษ์กินคนเริ่มถอยห่างออกไป จังหวะที่เฉียวเจ๋อเกือบจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก เสียงฝีเท้านั้นก็พุ่งกลับเข้ามาใหม่ด้วยความเร็วที่สูงขึ้นกว่าเดิม!
"โครม!"
คราวนี้ส่วนเชื่อมต่อบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง กลไกตัวล็อกเหล็กดูท่าจะทนแรงกระแทกได้อีกไม่กี่ครั้ง
เจ้ายักษ์นั่นกำลังวิ่งมาชน!
เฉียวเจ๋อตระหนักได้ลางๆ แล้วว่า ทั้งหมดนี้คือกับดักที่บาทหลวงวางเอาไว้ และวงเวทย์นั่นก็มีความเป็นไปได้สูงว่าไม่ได้มีไว้เพื่อผนึกยักษ์กินคน แต่มีไว้เพื่อปลดปล่อยมันออกมาอย่างสมบูรณ์ต่างหาก
"แครก!"
กลไกตัวล็อกส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ มันทนรับภาระไม่ไหวอีกต่อไป
บางทีการกระแทกครั้งต่อไป ประตูเหล็กอาจจะหลุดกระเด็น
ต่อให้รู้ว่าเป็นกับดักของบาทหลวงแล้วจะทำอะไรได้?
ไม่รู้ด้วยเหตุผลอะไร หวังอีอีได้ไปกระตุ้นการทำงานของวงเวทย์เข้า และตอนนี้เจ้ายักษ์กินคนก็แข็งแกร่งจนแม้แต่ห้องใต้หลังคาก็คุ้มครองเขาไม่ได้อีกแล้ว
บ้าเอ๊ย!
อุตส่าห์ดิ้นรนเอาชีวิตรอดมาจนถึงขนาดนี้ จะมาตายเอาดื้อๆ แบบนี้เนี่ยนะ!
เฉียวเจ๋อกัดฟันแน่น แล้วพุ่งตัวตรงไปยังกระจกบานนั้น ต่อให้เป็นทางตัน เขาก็ต้องลองเสี่ยงดู!