- หน้าแรก
- ระบบคลั่ง คนพลังเทพ
- บทที่ 36 เรื่องแค่นี้แค่เอ่ยปากคำเดียวก็จบ
บทที่ 36 เรื่องแค่นี้แค่เอ่ยปากคำเดียวก็จบ
บทที่ 36 เรื่องแค่นี้แค่เอ่ยปากคำเดียวก็จบ
“ไม่ใช่ไม่อยากคืนเงิน แต่มันไม่มีจริงๆ นะคะ” แม่หลินรีบอธิบายอย่างร้อนรน
“ฉันไม่สน!”
อาสะใภ้รองตะคอกเสียงดังอย่างไม่พอใจ “สรุปว่าวันนี้พวกเธอต้องคืนเงินมา ไม่อย่างนั้นก็ตัดญาติขาดมิตรกันไปเลย”
สีหน้าของพ่อและแม่หลินดูย่ำแย่เหลือเกิน ถ้าถึงที่สุดแล้วจริงๆ คงต้องลองถามตงไหลดู ว่าจะพอหยิบยืมเงินจากเพื่อนผู้เก่งกาจคนนั้นมาหมุนก่อนได้หรือไม่ แล้วค่อยหาทางคืนทีหลัง
“หุบปากนะ คุณจะมาเอะอะโวยวายอะไรที่นี่”
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู เขาคืออาสองของหลินตงไหลนั่นเอง เขาบังเอิญได้ยินคำพูดของภรรยาพอดี จึงรีบจ้ำอ้าวเข้ามาในห้องผู้ป่วย โดยไม่ทันได้มองหลินตงไหลที่ยืนอยู่ข้างประตูด้วยซ้ำ
“หลินเอ้อร์จื้อ นี่คุณกล้าตะคอกใส่ฉันเหรอ ฉันพูดอะไรผิดไป? เก่งนักนะเรื่องเป็นคนดีเนี่ย ถ้าคุณเก่งจริงก็ส่งลูกชายเข้าโรงเรียนมัธยมที่ 1 หลินไห่ให้ได้สิ!”
อาสะใภ้รองระเบิดอารมณ์ออกมาบ้าง น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้ “ฉันยอมทนกัดก้อนเกลือกินกับคุณมาตั้งแต่อายุสิบแปด ผ่านมาตั้งกี่ปีเคยได้อยู่อย่างสุขสบายบ้างไหม ตอนนี้ลูกชายจะเรียนหนังสือยังไม่มีปัญญาจ่าย จะไปทวงเงินคืนจากพี่น้องคุณก็ไม่ได้ งั้นคุณก็ไปอยู่กินกับพี่ชายคุณเลยไป จะมีลูกมีเมียไว้ทำไม!”
คำพูดพรั่งพรูด้วยความอัดอั้นเช่นนี้ทำเอาโทสะของอาสองมลายหายไปจนหมดสิ้น เขาปรับน้ำเสียงให้อ่อนลงแล้วพูดว่า “เอาล่ะๆ เมียจ๋า ผมผิดเอง แต่สถานการณ์บ้านพี่ใหญ่เป็นยังไงคุณก็รู้ไม่ใช่เหรอ คุณทำแบบนี้มันจะบีบให้พวกเขาตายกันเลยนะ”
“ฉันไม่สน สรุปว่าถ้าเสี่ยวฝานเข้าโรงเรียนมัธยมที่ 1 หลินไห่ไม่ได้ ฉันจะหย่ากับคุณ!”
อาสะใภ้รองยื่นคำขาดเสียงแข็ง
ฉากดราม่าครอบครัวตรงหน้า ยิ่งทำให้พ่อหลินรู้สึกเจ็บปวดในใจแสนสาหัส พี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกันมาตลอด หากเพราะตัวเขาเองทำให้ครอบครัวน้องชายต้องแตกแยก เขาคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต
ในขณะที่พ่อหลินกำลังจะเอ่ยปาก หลินตงไหลก็เดินเข้ามาในห้องแล้วส่งเสียงเรียก “อาสอง อาสะใภ้”
“ตงไหล เธอก็อยู่ด้วยเหรอ” อาสองพยักหน้ารับ
“ครับ เมื่อกี้ผมได้ยินพวกอาคุยกันเรื่องหลินฝานจะเข้าเรียน ทำไมถึงต้องใช้เงินเยอะขนาดนั้นล่ะครับ?” หลินตงไหลถาม
“เด็กอย่างเธอจะไปรู้อะไร เธอคิดว่าสมัยนี้ยังเหมือนสมัยเธอเรียนรึไง ที่จะเข้าโรงเรียนมัธยมที่ 1 หลินไห่ได้ง่ายๆ น่ะ?” อาสะใภ้รองกำลังโมโห จึงพูดกระแทกกระทั้นกลับไป
หลินตงไหลยิ้มเจื่อน เขาไม่เคยบอกสักคำว่าเข้าโรงเรียนมัธยมที่ 1 หลินไห่นั้นง่าย เพราะที่นั่นเป็นโรงเรียนชั้นนำระดับมณฑล สมัยก่อนตอนเขาเข้าเรียนก็ยากเลือดตาแทบกระเด็นเหมือนกัน
“อาสะใภ้แกอารมณ์ไม่ดี อย่าไปถือสาเลยนะ” อาสองรีบแก้ต่าง “เรื่องมันเป็นอย่างนี้ น้องชายเราน่ะ เมื่อก่อนการเรียนดีมาก แต่พอม.3 ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ผลการเรียนตกลงไปเยอะ ทำให้สอบเข้ามัธยมที่ 1 หลินไห่ไม่ติด ก็เลยต้องจ่ายเงินหนึ่งแสนหยวนเพื่อซื้อที่เรียน”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง อาสะใภ้วางใจเถอะครับ เงินสามหมื่นหนี้เก่าน่ะเรื่องเล็ก เดี๋ยวผมขอดูก่อนว่าพอจะมีวิธีจัดการเรื่องที่เรียนโดยไม่ต้องเสียเงินสักบาทได้ไหม” หลินตงไหลยิ้มกล่าว
“ไม่ต้องเสียเงิน? จะเป็นไปได้ยังไง!”
อาสะใภ้รองส่ายหน้าทันที “ตงไหล เธอคงไม่รู้เรื่องรู้ราวสถานการณ์ตอนนี้เลยสินะ”
“ใช่แล้วตงไหล เดี๋ยวนี้เรื่องเรียนน่ะ มันยากขึ้นทุกวันจริงๆ” อาสองยิ้มขื่น
“ลองดูก่อนครับ”
ขณะที่หลินตงไหลกำลังจะโทรหาหวังหย่งเพื่อสอบถาม เหลียงปั๋วเหวินก็โผล่มาที่หน้าประตูพอดี ในมือเขาหิ้วกระเช้าผลไม้มาด้วย ก่อนจะเดินตรงเข้ามาทักทายด้วยรอยยิ้ม “พี่หลิน อยู่กันพร้อมหน้าเลยนะครับ สวัสดีครับคุณลุงคุณป้า”
“นายมาทำไม?” หลินตงไหลถาม
“ก็ได้ยินว่าคุณลุงไม่สบาย ผมเลยตั้งใจแวะมาเยี่ยมครับ” เหลียงปั๋วเหวินรีบหันไปทักทายพ่อแม่หลินอย่างกระตือรือร้น
แม้ทั้งสองจะไม่รู้จักชายหนุ่มผู้นี้ แต่ก็ตอบรับตามมารยาท
“ตงไหล ไหนเธอบอกว่าจะถามเรื่องเรียนที่โรงเรียนมัธยมที่ 1 หลินไห่ไง รีบถามเข้าสิ ถ้าไม่มีหนทางก็รีบหาเงินมาคืนฉันได้แล้ว”
อาสะใภ้รองรู้สึกว่าหลินตงไหลกำลังถ่วงเวลา
เหลียงปั๋วเหวินได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง พี่หลินเนี่ยนะติดเงินชาวบ้าน? ดูจากท่าทางผู้หญิงคนนี้ก็ไม่น่าจะรวยล้นฟ้าอะไร คงไม่ได้ติดหนี้กันเป็นพันล้านหรอกมั้ง?
ถ้าอาสะใภ้รองล่วงรู้ความคิดของเขา คงอยากจะวิ่งไปเอาหัวโขกเต้าหู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อเจออาสะใภ้รุกไล่บีบคั้น หลินตงไหลจึงทำหน้าจนใจแล้วหันไปพูดว่า “ปั๋วเหวิน นายมาได้จังหวะพอดีเลย มีเรื่องหนึ่งอาจจะต้องรบกวนนายหน่อย”
“พี่หลินเชิญสั่งมาได้เลยครับ ทุกวันนี้ผมเฝ้ารอแต่จะได้ช่วยแบ่งเบาภาระพี่อยู่แล้ว” เหลียงปั๋วเหวินพอเห็นว่ามีงานให้ทำ ใบหน้าก็ฉายแววตื่นเต้นดีใจทันที
“คืออย่างนี้ น้องชายฉัน หลินฝาน...”
หลินตงไหลเล่าสถานการณ์ให้ฟังคร่าวๆ
“โธ่ เรื่องแค่นี้เอง แค่เอ่ยปากคำเดียวก็จบครับ!”
เหลียงปั๋วเหวินนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ถึงกับให้เขาลงมือ ช่างเป็นการใช้มีดฆ่าโคมาเชือดไก่ชัดๆ แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของพี่หลิน จะมองว่าเป็นเรื่องเล็กไม่ได้เด็ดขาด
ตอนแรกอาสะใภ้รองก็แอบคาดหวังว่าหลินตงไหลอาจจะรู้จักคนใหญ่คนโตจริงๆ
แต่พอได้ยินคำโม้โอ้อวดเมื่อครู่ นางก็ปักใจเชื่อทันทีว่าไอ้หนุ่มนี่มันพวกสิบแปดมงกุฎชัดๆ อะไรคือเรื่องง่ายๆ แค่เอ่ยปากคำเดียว? คิดว่าตัวเองเป็นลูกอธิบดีหรือลูกชายผู้อำนวยการโรงเรียนหรือไงยะ?
อาสองเองก็ยิ้มแห้งๆ ตงไหลเป็นคนซื่อสัตย์เจียมเนื้อเจียมตัวแท้ๆ ทำไมถึงไปคบเพื่อนที่ชอบพูดจาเพ้อเจ้อเชื่อถือไม่ได้แบบนี้
เหลียงปั๋วเหวินหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา ตอนแรกตั้งใจจะโทรหาผู้อำนวยการเขตการศึกษาโดยตรง แต่มาคิดดูอีกที นี่เป็นครั้งแรกที่พี่หลินไหว้วาน ต้องจัดการให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด
ดังนั้น เขาจึงกดโทรหาเหลียงจง “พ่อครับ!”
หลังจากคุยไปไม่กี่คำ เหลียงปั๋วเหวินก็หันมาถามอาสอง “น้องชื่อจริงว่าอะไรครับ แล้วขอเบอร์ติดต่อของพวกคุณอาด้วย”
อาสองเห็นท่าทางขึงขังจริงจังของอีกฝ่าย จึงรีบบอกชื่อและเบอร์โทรศัพท์ของภรรยาไป เพราะช่วงนี้อาสะใภ้รองเป็นคนเดินเรื่องเรื่องเรียนของลูกเองทั้งหมด
เหลียงปั๋วเหวินแจ้งข้อมูลปลายสายเสร็จก็วางหู แล้วพูดขึ้นว่า “เรียบร้อยครับ พวกคุณวางใจได้เลย ไม่เกินสิบนาที เดี๋ยวผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมที่ 1 จะโทรมาหาเองครับ”
ตอนแรกท่าทางขึงขังดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง แต่พอประโยคสุดท้ายหลุดออกมา อาสองและอาสะใภ้รองก็มั่นใจทันทีว่าเหลียงปั๋วเหวินมัน ‘ดีแต่ราคาคุย’ ล้วนๆ
ต่อให้นายจะเส้นใหญ่แค่ไหน นั่นมันโรงเรียนมัธยมที่ 1 เชียวนะ ระดับผู้อำนวยการโรงเรียนจะโทรกลับมาหาชาวบ้านตาดำๆ ทันทีได้ยังไง?
หลินตงไหลมองออกว่าทั้งสองคนไม่เชื่อ จึงพูดอย่างจนใจว่า “อาสอง อาสะใภ้ ปั๋วเหวินพูดขนาดนี้แล้ว พวกอาก็วางใจเถอะ เตรียมตัวไปเรียนได้เลย แถมไม่ต้องเสียเงินเพิ่มสักบาท ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเงินแสนนั่นเลย”
ทั้งสองคนไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด อาสะใภ้ถึงขั้นพูดว่า “ตงไหล เธอทำแบบนี้มันสนุกนักเหรอ? อาสะใภ้แก่อายุมากแล้วก็จริงแต่ไม่ได้โง่นะ ระดับผอ.โรงเรียนมัธยมที่ 1 เป็นคนระดับไหน เขาจะมาว่างโทรกลับเร็วขนาดนี้เชียวหรือ เธอแค่ต้องการถ่วงเวลาไม่อยากคืนเงินใช่ไหมล่ะ?”
“คุณอาทั้งสอง พวกคุณเข้าใจพี่หลินผิดแล้วครับ ด้วยศักยภาพของผม เรื่องแค่นี้มันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากจริงๆ” เหลียงปั๋วเหวินแทบอยากจะประกาศชื่อแซ่ตัวเองใจจะขาด แต่ก็กลัวหลินตงไหลจะไม่ชอบใจ
“ศักยภาพของนาย? นายคิดว่านายเป็นลูกอธิบดีหรือลูกผอ.โรงเรียนรึไง?” อาสะใภ้รองแขวะกลับอย่างเหลืออด ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ยังจะมาโม้อีก
หลินตงไหลได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก สองตำแหน่งที่อาสะใภ้พูดมา ถ้าเทียบกับเหลียงปั๋วเหวินแล้ว สถานะมันคนละชั้นกันอย่างเทียบไม่ติดฝุ่นเลยทีเดียว
ทันใดนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของอาสะใภ้รองก็ดังขึ้น เธอยกขึ้นมาดูและพบว่าเป็นเบอร์ที่เธอเมมชื่อไว้ว่า ‘ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมที่ 1 หลินไห่’
“ผ...ผู้อำนวยการเจิ้ง สวัสดีค่ะ!”
อาสะใภ้รีบทำมือจุ๊ปากบอกให้ทุกคนเงียบเสียง ก่อนจะเดินเลี่ยงไปรับสายด้วยท่าทีนอบน้อมถ่อมตนและระมัดระวังถ้อยคำถึงขีดสุด
“ครับ ผมโทรมาแจ้งคุณว่า มะรืนนี้ให้พาเด็กมารายงานตัวที่โรงเรียนได้เลยนะครับ” ผู้อำนวยการเจิ้งกล่าวปลายสาย เพราะนักเรียนชั้นม.4 ที่นี่จะเริ่มลงทะเบียนเรียนล่วงหน้ากันตั้งแต่เดือนกรกฎาคม
จบบท