- หน้าแรก
- ลิขิตรักอ่านใจ: สยบทิฐิจ้านเย่ผู้เย็นชา
- บทที่ 24 ฝันร้าย
บทที่ 24 ฝันร้าย
บทที่ 24 ฝันร้าย
เจียงหว่านรู้สึกจุกในอก เมื่อได้สบตากับเขา
ในชาติที่แล้ว เธอพยายามแทบตายเพื่อให้เขาเชื่อใจเธอสักครั้ง แต่วันนี้... เขากลับยอมเชื่อเธอ และเริ่มตรวจสอบเฉียวหรูไห่
จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันช่างโหดร้ายเหลือเกิน
การทำลายความฝันในวัยเด็กของใครสักคน ถ้าเป็นตัวเธอเอง ก็คงเจ็บปวดเจียนตายเหมือนกันใช่ไหม?
แต่ทว่า... ถ้าไม่ยอม "ขูดกระดูกรักษาพิษ" เสียแต่เนิ่นๆ โรคร้ายเรื้อรังนี้จะหายขาดได้อย่างไร?
จ้านถิงเซียวลงมือรวดเร็วกว่าที่เธอคาดไว้มาก
คืนนั้นเอง เธอได้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดทั้งหมดของเฉียวหรูไห่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่โรงพยาบาล
ชายชราในวิดีโอมีผมขาวโพลน ใบหน้าซูบตอบจากการถูกโรคภัยรุมเร้า ดูราวกับไม้ใกล้ฝั่งที่พร้อมจะลาโลกได้ทุกเมื่อ
มิน่าล่ะ ทุกคนถึงได้ถูกเขาหลอกจนสนิทใจ
ลองคิดดูสิ ถ้าไม่ได้เห็นหลักฐานกับตา ใครจะไปใจจืดใจดำสงสัยคนแก่ท่าทางน่าสงสารแบบนี้ลงคอ?
แต่... เขาน่าสงสารจริงๆ หรือ?
เรื่องราวในอดีตที่ต่างคนต่างเล่า ลากเอาคนบริสุทธิ์มากมายเข้ามาร่วมรับเคราะห์กรรมจากการแก้แค้นอันบ้าคลั่งของเขา จิตใจช่างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก
กว่าร้อยชีวิตในตระกูลจ้าน ต้องมาจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนาด้วยน้ำมือที่สั่นเทาเหล่านั้น
เจียงหว่านจ้องมองวิดีโอ เห็นมือของเขาสั่นเทา แม้แต่จะหยิบแก้วน้ำบนโต๊ะยังทำได้อย่างยากลำบาก
อาการไออย่างรุนแรงทำให้ร่างกายที่ค้อมต่ำอยู่แล้วยิ่งงอคุ้มลงไปอีก
จ้านถิงเซียวเอ่ยเสียงต่ำ "ฉันถามพี่ใหญ่แล้ว เขายังพอจำเรื่องราวในตอนนั้นได้บ้าง"
"พี่เขาว่ายังไงบ้าง?"
เจียงหว่านกุมมือแน่นด้วยความประหม่า สังเกตเห็นว่าสีหน้าของจ้านถิงเซียวเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิม
"พี่ใหญ่บอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตอนนั้นเป็นเรื่องจริง!
ตอนที่หลิวหรูเยว่ตามลุงเฉียวมาที่ตระกูลจ้าน ตอนนั้นพี่ใหญ่อายุประมาณสิบขวบแล้ว
เขาเลยรู้ดีว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่คนสงบเสงี่ยมเจียมตัว
แต่ลุงเฉียวเป็นคนซื่อและอ่อนไหว พอผู้หญิงคนนั้นมาออดอ้อนหน่อย เขาก็หลงเชื่ออย่างหัวปักหัวปำ
วันที่คุณย่าจับได้ พี่ใหญ่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียนพอดี
เขาเห็นกับตาว่าพ่อมีอาการเหม่อลอย เหมือนโดนยามากกว่าแค่เมาเหล้า
ส่วนหลิวหรูเยว่ก็ปากคอเราะร้ายและเจ้าเล่ห์เพทุบาย แม้คุณย่าจะขู่ว่าจะแจ้งตำรวจเพื่อให้เธอพูดความจริง แต่เธอก็ยังยืนกรานว่าแค่เอาซุปแก้เมามาส่ง
เดิมทีคุณย่าแค่ตั้งใจจะขู่ให้กลัว ขังไว้สักสองสามวันแล้วส่งกลับบ้านนอก แต่ใครจะคิดว่าปีนั้นอากาศแห้งแล้ง จู่ๆ คุกใต้ดินก็เกิดไฟไหม้กลางดึก
กว่าคุณย่าจะรู้ข่าว ผู้หญิงคนนั้นก็ตายไปพร้อมกับลูกในท้องแล้ว"
"แล้วพี่ใหญ่ไม่เคยสงสัยในความจริงใจของเฉียวหรูไห่เลยเหรอ?"
"ก็เคยสงสัย แต่หลายปีมานี้ เขาต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บขาจนหมดสิ้นความทะเยอทะยาน บวกกับลุงเฉียว... เขาดูแลตระกูลจ้านด้วยความ 'ทุ่มเททั้งกายใจ' พี่ใหญ่เลยคิดว่าแกคงปล่อยวางเรื่องหลิวหรูเยว่ไปนานแล้ว"
ใช่ เวลาสิบกว่าปีมันนานพอที่จะทำให้ใครๆ ตายใจ
เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความอดทนรอคอยการแก้แค้นได้นานขนาดนั้น
แต่... จ้านถิงเซียว แล้วคุณล่ะ?
เจียงหว่านมองเข้าไปในดวงตาของจ้านถิงเซียว แม้ปากจะไม่ได้เอ่ยถามสิ่งที่คิดในใจ แต่ความตึงเครียดและความเป็นห่วงในแววตาของเธอนั้นฉายชัดอยู่บนใบหน้าเล็กๆ
จ้านถิงเซียวพูดต่อ "ช่วงนี้เขาโทรมาหาบ่อยมาก ส่วนใหญ่ก็โทรมาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง กลัวพวกคนรับใช้ดูแลพวกเราไม่ดี คอยกำชับนั่นกำชับนี่"
เจียงหว่าน: "..."
"และมีสายนึง... โทรมาวันนี้"
วันนี้... วันที่เจ้าหนุ่มแซ่กู้เกิดเรื่อง
จ้านถิงเซียวสบตาเจียงหว่าน
แม้เขาจะอยากให้สิ่งที่เธอคิดในใจเป็นเรื่องเข้าใจผิดมากแค่ไหน ต่อให้ศัตรูจะเป็นใครที่รับมือยากเพียงใดเขาก็ไม่หวั่น
แต่ทำไม... ทำไมต้องเป็นลุงเฉียว?
คนที่คอยอยู่เคียงข้างในวันที่พ่อแม่เขาจากไปและโลกทั้งใบพังทลาย คนที่ฟูมฟักเลี้ยงดูเขามาด้วยความรัก กลับกลายเป็นคนที่กำลังบอกเขาว่า ความเมตตาและความห่วงใยทั้งหมดนั้น เป็นเพียงการสร้างภาพให้ตายใจ เพื่อรอวันแก้แค้นอย่างสาสม
"จ้านถิงเซียว..."
เจียงหว่านไม่เคยเห็นเขาดูหมดอาลัยตายอยากขนาดนี้มาก่อน
เขาเหมือนหมาป่าโดดเดี่ยวที่ถูกทรยศอย่างเจ็บแสบ อยากจะกรีดร้องระบายความเจ็บปวด แต่ศักดิ์ศรีค้ำคอให้ต้องเก็บกดความอ่อนแอเอาไว้
"แล้วคุณจะทำยังไงต่อไป?" เธอถาม
จ้านถิงเซียวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า "เรื่องในบ้านฉันฝากเธอจัดการด้วย ส่วนเรื่องที่เขาทำ... เขาทำคนเดียวไม่ได้หรอก ต้องมีผู้สมรู้ร่วมคิดแน่"
"ใช่!"
เจียงหว่านพยักหน้าเห็นด้วย
อุบัติเหตุทางรถยนต์ในตอนนั้น ผลการสอบสวนของคุณย่าสรุปว่าคืนนั้นเฉียวหรูไห่นั่งดื่มเหล้าอยู่ที่บ้าน ดังนั้นเรื่องเบรกแตก ถ้าไม่มีคนช่วยสร้างหลักฐานที่อยู่ให้เขาไปลงมือเอง ก็ต้องมีคนอื่นลงมือแทนเขา
รวมถึงการตายของเจ้าหนุ่มแซ่กู้วันนี้ด้วย ก็ต้องมีเพชฌฆาตลงมือ
แต่... คนคนนั้นคือใครกัน?
ก่อนหน้านี้เธอเคยสงสัยฟู่เหยียนโจว เพราะหมอนั่นเป็นศัตรูคู่อาฆาตของจ้านถิงเซียว อยากเห็นเขาล่มจมยิ่งกว่าใคร
แต่จากการลองหยั่งเชิงถามดูวันนี้ เขากลับไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าหนุ่มแซ่กู้คือใคร
เสียงฝนตกพรำๆ ดังแว่วมา
โดยไม่รู้ตัว ข้างนอกหน้าต่างฝนเริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้ง
เจียงหว่านที่อดนอนมาหลายคืนเริ่มง่วงงุน หัวทุยๆ ของเธอค่อยๆ เอนพิงพนักโซฟา แล้วเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
กว่าจ้านถิงเซียวจะรู้สึกตัว เธอก็หลับสนิทไปแล้ว ปากเผยอเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู
เขาขยับตัวเตรียมจะอุ้มเธอกลับไปนอนที่เตียง แต่พอยื่นแขนแกร่งออกไป ภาพหมัดสวนของเธอเมื่อวานก็แวบเข้ามาในหัว เขาเผลอยกมือขึ้นแตะเบ้าตาตัวเองโดยสัญชาตญาณ
ยัยเด็กนี่... เวลานอนห้ามใครแตะตัวเด็ดขาด!
หลังจากนิ่งคิดอยู่สามวินาที เขาจึงลุกขึ้นไปหยิบผ้าห่มมาคลุมร่างที่นอนขดตัวอยู่ของเธอแทน
"หนาวจัง..."
ความฝันอันเวิ้งว้างราวกับน้ำทะเลที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ
ฉุดกระชากร่างของเธอ ราวกับกรงเล็บปีศาจ ลากเธอดำดิ่งลงสู่หุบเหวลึกอย่างไม่ปรานี...
"ไม่... ปล่อยฉัน! ปล่อยฉันนะ!!"
เธอส่งเสียงครางอย่างทรมาน ปัดป่ายมือไปมา ก่อนจะสะดุ้งตื่นจากฝันร้าย
เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด ไหลหยดลงมาทีละหยด
เจียงหว่านหอบหายใจถี่ กวาดตามองสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย ต้องใช้เวลาถึงสามวินาทีกว่าจะตั้งสติได้ว่านั่นคือฝันร้าย
ทว่า... ฝันร้ายนั้นช่างสมจริงเหลือเกิน
มันเหมือนกับวินาทีก่อนที่เธอจะกลับชาติมาเกิด ที่เธอก็กำลังดิ้นรนตะเกียกตะกายอยู่ในทะเลลึกอันไร้ที่สิ้นสุดแบบนั้น...
"เจียงหว่าน เป็นอะไรหรือเปล่า?"
เสียงทุ้มต่ำของจ้านถิงเซียวดังมาจากหน้าประตูห้อง
ชายหนุ่มถือแก้วนมอุ่นในมือ ชุดนอนสีเทาบนร่างสูงโปร่งทำให้เขาลดความดุดันลงกว่าตอนกลางวันมากโข
เจียงหว่านพ่นลมหายใจยาว โบกมือปัด "ฉันไม่เป็นไร"
ก็แค่ฝันร้ายอีกแล้ว เท่านั้นเอง
ที่บอกว่า "อีกแล้ว" เพราะเมื่อคืนเธอก็ฝันร้าย แต่จู่ๆ ความรู้สึกอึดอัดเหมือนโดนดึงลงน้ำนั้นก็หายไปดื้อๆ แล้วเธอก็หลับสบายจนถึงเช้า!
"แล้วคุณ...?"
เธอมองชุดของจ้านถิงเซียว
ห้องของเขาอยู่ห่างจากที่นี่เป็นร้อยเมตร เขาคงไม่ได้เดินมาเพราะได้ยินเสียงเธอละเมอหรอกนะ
งั้นก็แสดงว่า...
ใบหูของจ้านถิงเซียวขึ้นสีแดงระเรื่อเล็กน้อยด้วยความขัดเขิน
เขาตอบเสียงขรึม "คุณย่าแอบล็อคประตูห้องฉัน"
"ห้ะ?"
"ไม่ใช่แค่ห้องฉัน ห้องรับรองแขกก็โดนด้วย"
เมื่อวานคุณย่าแค่สั่งให้คนมายกเตียงออก แต่วันนี้เล่นใหญ่ถึงขั้นถอดลูกบิดประตู ไม่ให้เข้าห้องกันเลยทีเดียว
จ้านถิงเซียวเดินเข้ามาอย่างจนปัญญา
เขายื่นแก้วนมให้เจียงหว่าน "ดื่มหน่อยไหม?"
เจียงหว่านเหงื่อท่วมตัวและรู้สึกคอแห้งผากจริงๆ
เธอจึงไม่เกรงใจ รับแก้วนมมาดื่มทันที
แล้วถามออกไปลอยๆ ว่า "คุณจะนอนโซฟาฉันเหรอ?"
"ได้ไหม?"
"ได้สิ!"
เจียงหว่านลุกขึ้นยืน แล้วเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนตัวมีผ้าห่มคลุมอยู่
นี่จ้านถิงเซียวเป็นคนห่มให้เหรอ?