เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27 ผมมาขอบคุณ

บทที่ 27 ผมมาขอบคุณ

บทที่ 27 ผมมาขอบคุณ


บทที่ 27 ผมมาขอบคุณ

เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจบคลาสวิชาต่อต้านการสะกดรอย เกาเจี้ยนกลับมาที่ห้องทำงานก็พบสือคังนั่งรออยู่

“เสี่ยวเกา” สือคังเห็นเกาเจี้ยนเดินเข้ามาก็รีบเอ่ยทัก

ความประทับใจแรกที่เกาเจี้ยนมีต่อสือคังนั้นติดลบแบบกู่ไม่กลับ ถ้าหวังจิ้นไม่ให้งานเพราะอยากให้เขาเรียนรู้งานก่อน สือคังที่ปฏิเสธเขาในวันนั้นก็ทำไปเพราะเหยียดเด็กใหม่ล้วนๆ

“อ้าว สวัสดีครับ” เกาเจี้ยนตอบเสียงห้วน

สือคังหน้าเจื่อน เขาเองก็รู้สึกผิดที่เคยดูถูกเกาเจี้ยน แต่ใครจะไปนึกว่าไม่กี่วันต่อมา ไอ้เด็กใหม่ที่เขาเมินหน้าหนีจะกลายเป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ วันนั้นเขาโดนกระดิ่งสยบวิญญาณเล่นงานจนหมดสภาพ มารู้เรื่องวีรกรรมของเกาเจี้ยนเอาทีหลังตอนนั่ว นั่วเล่าให้ฟังอย่างออกรส

พูดตรงๆ ตอนแรกสือคังไม่เชื่อหูตัวเอง แต่พอเห็นหลิ่วชิงให้เกรด D+ กับเกาเจี้ยน เขาก็ต้องยอมจำนนด้วยหลักฐาน

ระดับหลิ่วชิงคงไม่ร่วมมือกับเด็กใหม่ปั้นน้ำเป็นตัวหรอกมั้ง?

สือคังเริ่มมองเกาเจี้ยนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา

“วันนี้ฉันตั้งใจมาขอบคุณ...”

สือคังยังพูดไม่ทันจบ เกาเจี้ยนก็ยกมือเบรก “ขอบคุณไม่ต้องหรอกครับ ผมทำไปเพื่อป้องกันตัว สุดท้ายคนที่จัดการได้ก็เป็นรุ่นพี่หลิ่วชิงอยู่ดี”

“ไม่ๆๆ”

สือคังส่ายหน้ารัว “นั่ว นั่วเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว จริงๆ นายไม่จำเป็นต้องอยู่สู้เสี่ยงตายแบบนั้นด้วยซ้ำ นายหนีไปได้สบายๆ”

นี่คือเหตุผลที่ทำให้หลิ่วชิงกับนั่ว นั่วมองเกาเจี้ยนในแง่บวกสุดๆ

ถ้าเป็นคนอื่น เจอจอมยุทธ์ระดับ C เข้าไป สิ่งแรกที่คิดคงเป็น ‘หนีให้ไว’ ไม่ใช่ ‘อยู่สู้ตาย’ ระดับพลัง E กับ C มันห่างชั้นกันเกินไป การหนีไม่ใช่เรื่องน่าอายและปลอดภัยกว่าเห็นๆ แต่เกาเจี้ยนกลับเลือกทางเสี่ยงตาย

“ก็ไม่จำเป็นอยู่ดีแหละครับ”

เกาเจี้ยนไม่ได้ต้องการคำขอบคุณจากสือคัง ที่ช่วยเพราะไม่อยากเห็นคนตายต่อหน้าเฉยๆ ไม่ได้พิศวาสอะไรหมอนี่สักหน่อย

[ได้รับค่าอารมณ์ด้านลบจากสือคัง +72]

สือคังอุตส่าห์เตรียมบทพูดซึ้งๆ มา พอโดนเกาเจี้ยนตัดบทแบบนี้ก็ไปไม่เป็น รีบหยิบซองเอกสารออกมาแก้เก้อ “นี่เป็นใบคำร้องขอสอบเลื่อนระดับพลังยุทธ์กรณีพิเศษที่ฉันไปวิ่งเรื่องมาให้เมื่อเช้า แค่ให้นายเซ็นชื่อ แล้วให้อาจารย์ที่ปรึกษาเซ็นกำกับ ก็จะนัดวันสอบได้เลย”

อาจารย์ที่ปรึกษาในที่นี้หมายถึงพี่เลี้ยงเด็กใหม่ ซึ่งก็คือหวังจิ้น

“หือ...? อันนี้เข้าท่าแฮะ”

ตอนไม่มีงานเกาเจี้ยนกระสันอยากได้งาน พอมีงานปิดจ็อบเกรด D+ มาประดับบารมี ก็ติดปัญหาเรื่องระดับพลังยุทธ์อีก

เพื่อป้องกันเด็กใหม่ใจแตก สำนักงานเลยกำหนดสอบวัดระดับรวมในอีกสามเดือนข้างหน้า แปลว่าตามขั้นตอนปกติ เกาเจี้ยนต้องรอรากงอกอีกสองเดือนครึ่งถึงจะสอบระดับ E ได้ และถึงจะมีสิทธิ์ยื่นขอเลื่อนเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ E

ต้องเป็นระดับ E ถึงจะเปิดดูแฟ้มคดีระดับ E ได้

เมื่อคืนเกาเจี้ยนยังนอนกลุ้มเรื่องนี้อยู่เลย วันนี้สือคังดันเอาทางลัดมาประเคนให้ถึงที่

ไอ้หมอนี่... ก็ใช้ได้นี่หว่า!

“ขอบคุณจริงๆ ครับ” คำขอบคุณนี้ออกมาจากใจจริง การเลื่อนระดับสำคัญกับเกาเจี้ยนมาก ยิ่งขึ้นระดับ E เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใกล้ความจริงเรื่องอวี๋หยิ่งและผอ.หวงเร็วขึ้นเท่านั้น!

ส่วนเรื่องขุ่นข้องหมองใจก่อนหน้านี้...

เกาเจี้ยนคิดว่าตัวเองก็ไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้นอะไรขนาดนั้น โดยเฉพาะเวลาที่มีคนเอา ‘ความจริงใจ’ (และผลประโยชน์) มากองตรงหน้า

สือคังเกาหัวแกรกๆ หน้าแดงกว่าเดิม “จริงๆ แล้วรุ่นพี่หลิ่วชิงเป็นคนดำเนินการให้ ฉันแค่เป็นลูกมือเดินเอกสารเฉยๆ”

ลำพังระดับ D อย่างสือคังไม่มีพาวเวอร์พอจะขอสิทธิ์พิเศษให้เกาเจี้ยนหรอก ขนาดหลิ่วชิงเองยังต้องทำเรื่องขออนุมัติเป็นกรณีพิเศษเลย

เกาเจี้ยนถึงบางอ้อ ที่แท้ก็เจ๊โหดนี่เอง เห็นหน้าดุๆ เย็นชา ไม่นึกว่าจะใส่ใจรายละเอียดขนาดนี้

“คุยอะไรกันอยู่เหรอ?”

เสียงแทรกเข้ามาขัดจังหวะ ทั้งสองหันไปมอง... เซี่ยงเหยียนยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างหลังตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

“รุ่นพี่เซี่ยงเหยียน... เอ่อ ไม่มีอะไรครับ แค่คุยเรื่องคำร้องพิเศษของเกาเจี้ยนน่ะครับ” สือคังตอบเสียงอ่อย ตอนเขาเดินเข้ามาก็มองดูแล้วว่าเซี่ยงเหยียนไม่อยู่ ไม่รู้โผล่มาจากหลุมไหน

เซี่ยงเหยียนร้องอ๋อ รับซองเอกสารไปดู กวาดสายตาผ่านช่อง ‘ผู้ยื่นคำร้อง: หลิ่วชิง’ โดยสีหน้าไม่เปลี่ยน

“อ๋อ ขอสอบเลื่อนระดับล่วงหน้านี่เอง ดีเลย เดี๋ยวฉันเซ็นอนุมัติให้” พูดจบเซี่ยงเหยียนก็จรดปากกาเซ็นชื่อตัวเองลงไปอย่างรวดเร็วและสวยงาม

[ได้รับค่าอารมณ์ด้านลบจากเซี่ยงเหยียน +333]

เกาเจี้ยนมองหน้าต่างแจ้งเตือนด้วยความงุนงง เซี่ยงเหยียนส่งแต้มลบมาให้ทำไมวะ? นี่มันโมเดลเดียวกับจินฮ่าวชัดๆ!

หรือว่า... วิญญาณจินฮ่าวมาสิงร่างหมอนี่?

เป็นไปได้!

ทันใดนั้นภาพลักษณ์ของเซี่ยงเหยียนในสายตาเกาเจี้ยนก็ดูเจิดจรัสขึ้นมาทันที การเกาะติดหมอนี่น่าจะมีอนาคตสดใส (ในแง่การเก็บแต้ม)

สมแล้วที่เป็นรองหัวหน้า

เซี่ยงเหยียนอายุสามสิบต้นๆ หน้าตาหล่อเหลาแบบหนุ่มนักกีฬา มนุษยสัมพันธ์ดี เป็นที่รักของคนในทีม เกาเจี้ยนไม่เคยสุงสิงกับเขามาก่อน และเซี่ยงเหยียนเองก็ไม่เคยสนใจเด็กใหม่ แต่หลังจากภารกิจเมื่อวาน เซี่ยงเหยียนก็เริ่มเก็บข้อมูลของเกาเจี้ยนอย่างละเอียด

“เสี่ยวเกา เมื่อก่อนหวังจิ้นเป็นคนดูแลพวกนาย แต่ช่วงนี้ให้เขาพักรักษาตัวไปก่อน ระหว่างนี้นายกับเด็กใหม่อีกคน ฉันจะดูแลเอง” เซี่ยงเหยียนยังไม่รู้ชื่อมู่เซียวไป๋

เพิ่งคิดว่าจะเกาะติด ป๋าก็เสนอตัวมาเป็นพี่เลี้ยงให้เลย สุดยอด!

“ครับผม” เกาเจี้ยนรับคำแข็งขัน

“คดีคมมีดทมิฬทำได้ดีมาก รักษามาตรฐานไว้นะ” เซี่ยงเหยียนเอ่ยชม

“ครับ”

เซี่ยงเหยียนไม่พูดพร่ำทำเพลง ยิ้มให้ทีหนึ่งแล้วเดินกลับไปที่โต๊ะ

พูดตรงๆ เขาคาดไม่ถึงเลยว่าหลิ่วชิงจะลงทุนขอสอบล่วงหน้าให้เกาเจี้ยน ไม่ใช่ว่าโควตานี้มันล้ำค่าอะไรนักหนา แต่มันแสดงให้เห็นว่าหลิ่วชิง ‘ใส่ใจ’ การใส่ใจคือการคิดแทนว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรจริงๆ

ในมุมมองของเซี่ยงเหยียน การได้สอบล่วงหน้าและหลุดพ้นจากสถานะ ‘เด็กฝึกงาน’ ก่อนกำหนดถึงสองเดือนกว่าๆ ถือเป็นการทิ้งห่างเพื่อนรุ่นเดียวกันแบบไม่เห็นฝุ่น

เซี่ยงเหยียนไม่ได้คิดว่าหลิ่วชิงจะมาชอบพอกับเกาเจี้ยนหรอก ทั้งอายุและตำแหน่งมันต่างกันเกินไป แต่การที่ผู้หญิงที่เขาหมายปองไปทำดีกับผู้ชายอื่น มันก็ทำให้เขารู้สึกขวางหูขวางตาอยู่ดี นี่แหละคือเหตุผลที่เขาเสนอตัวมาเป็นพี่เลี้ยงให้เกาเจี้ยนในวันนี้

ตอนนี้พอมองหน้าเกาเจี้ยน เขาไม่ได้เห็นเป็นคน แต่เห็นเป็นตัวอักษรวิ่งตัวเบ้อเริ่มว่า...

ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!

...

เกาเจี้ยนหารู้ไม่ว่า ไม่ได้มีแค่เซี่ยงเหยียนคนเดียวที่กำลังจับตามองเขา

ในตึกสำนักงานแห่งหนึ่งห่างออกไปหลายกิโลเมตร รายงานเกี่ยวกับ ‘การตื่นรู้พลังพิเศษของเกาเจี้ยน’ ถูกวางหราอยู่บนโต๊ะผู้บริหารขนาดใหญ่ บนปกแฟ้มแปะรหัส ‘เป้าหมาย 77’

รายงานฉบับนี้ละเอียดถี่ยิบ ตั้งแต่การแสดงฝีมือในรอบสอบคัดเลือก วีรกรรมในคดีคมมีดทมิฬ ไปจนถึงบทวิเคราะห์และสมมติฐานการเพิ่มขึ้นของพลังกว่าสิบรูปแบบ แม้แต่ประวัติหลินเจียเจียก็ถูกขุดมาแปะไว้อย่างครบถ้วน

ในรายงานถึงขั้นตั้งสมมติฐานเรื่อง ‘บุคลิกซ้อน’ ของหลินเจียเจียด้วยซ้ำ

แน่นอนว่ารายงานก็มีข้อจำกัด อย่างน้อยเรื่องที่เกิดขึ้นหลังเกาเจี้ยนปิดม่านหน้าต่าง รายงานก็ไม่ได้ระบุไว้

บนเก้าอี้ผู้บริหาร หญิงสาวเจ้าของมือเรียวสวยเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอจรดปากกาเขียนข้อความด้วยลายมือสวยงามลงบนรายงาน

‘อนุมัติให้ทำการติดต่อ ยกระดับการเฝ้าระวัง’

จบบทที่ บทที่ 27 ผมมาขอบคุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว