- หน้าแรก
- บำเพ็ญเซียนพเนจร
- บทที่ 1 กำเนิด
บทที่ 1 กำเนิด
บทที่ 1 กำเนิด
บทที่ 1 กำเนิด
"นี่ข้าอยู่ที่ใด?"
เมื่อหลี่จื่อโหย่วลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกก็เต็มไปด้วยความโกลาหลมืดมัว และความมืดมิด เขารู้สึกเพียงว่าร่างกายถูกโอบอุ้มไว้ด้วยความอบอุ่นหนืดเหนียว
มีเสียงอู้อี้ดังมาจากที่ไกลออกไป เมื่อตั้งใจฟังก็คล้ายเป็นเสียงคนพูดคุย
"เด็กดิ้นแล้วนะ..." เสียงหญิงสาวอ่อนโยนดังแว่วมาอย่างเลือนราง
"จริงหรือ? มา ข้าขอลูบดูหน่อย" ตามมาด้วยเสียงผู้ชายห้าวหาญที่ดังแว่วมา
พร้อมกับเสียงตบเบา ๆ!
หลี่จื่อโหย่วตกใจเฮือกใหญ่!
ความรู้สึกถูกบีบรัด ระยะห่างของเสียง และเสียงหัวใจที่เต้นอย่างชัดเจน...
เขาคงไม่ใช่ทะลุมิติมาหรอกนะ! แถมยังอยู่ในท้องของหญิงมีครรภ์!
เฮ้อ ดีเหมือนกัน!
ย้อนนึกถึงชาติที่แล้ว: หลังเรียนจบก็ทำงานหนักอยู่คนเดียวนานนับสิบปี!
ผ่านมาหลายปี นอกจากพุงที่เริ่มยื่นแล้ว กลับไม่มีสมบัติอะไรสะสมไว้เลย! ทั้งเหนื่อยล้าและแบกรับความกดดันมากมาย! แถมมารดาก็เร่งเร้าให้กลับบ้านอยู่ตลอด
ด้วยความจนใจและรู้สึกไม่เต็มใจ จึงต้องทำตามคำแนะนำของมารดา และขึ้นรถไฟความเร็วสูงเพื่อกลับบ้าน
เขาเหนื่อยล้าเกินไป เมื่อนั่งลงบนเก้าอี้ก็ผล็อยหลับไปทันที
แต่คาดไม่ถึงว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาจะทะลุมิติมาเสียแล้ว!
ไม่รู้ว่าตัวเองข้ามมาสู่โลกแบบไหนกันแน่
เป็นยุคโบราณ หรือยุคสมัยใหม่กันนะ?
เฮ้อ ช่างน่าสงสัยยิ่งนัก!
ขณะกำลังครุ่นคิด พลันรู้สึกว่า "กำแพง" รอบตัวเริ่มสั่นไหวเบา ๆ
พร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหญิงสาวอ่อนโยน:
"ดูท่านสิ มือหนักเชียว ทำให้ลูกตกใจแล้ว"
เสียงผู้ชายห้าวหาญตอบกลับเบา ๆ:
"ก็อยากให้เขาออกมาเร็ว ๆ น่ะสิ!"
"รอเขาคลอดออกมาเมื่อไหร่ ข้าจะขึ้นเขาหลังหมู่บ้านไปล่ากระต่ายที่อ้วนที่สุด มาบำรุงเจ้าเลย"
หลี่จื่อโหย่วสะดุ้งในใจ—กระต่าย? เขาหลังหมู่บ้าน? ฟังดูเหมือนฉากในชนบทสมัยโบราณ
หากเป็นสังคมสมัยใหม่ คงไม่จำเป็นต้องไปล่ากระต่ายถึงเขาหลังหมู่บ้าน!
เขากำลังคิดจะตั้งใจฟังอีกครั้ง ทันใดนั้นความง่วงอย่างรุนแรงก็เข้าจู่โจม
เสียงรอบข้างค่อย ๆ มืดมัวลง เขาจมดิ่งลงสู่ความมืดที่ลึกยิ่งกว่าเดิมอย่างควบคุมไม่ได้
เหลือไว้เพียงเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะ ราวกับเสียงกลองที่ให้ความรู้สึกมั่นคง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง
"กำแพง" รอบตัวก็เริ่มหดเกร็งอย่างรุนแรงฉับพลัน
ราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบรัดอย่างแรงแล้วคลายออกอย่างกะทันหัน
"อ๊า—!"
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแหลมคมระเบิดดังข้างหู จนแก้วหูของเขาชา
เสียงหญิงสาวอ่อนโยนในตอนนี้เหลือเพียงเสียงคำรามที่ขาดห้วง
ทุกคำพูดดูเหมือนจะถูกบีบออกมาจากไรฟัน
ปนกับเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทำให้ผู้ฟังใจหายวาบ
"เบ่ง! เบ่งอีกหน่อย! หัวใกล้จะออกมาแล้ว!"
เสียงแหลมสูงของหญิงอีกคนแทรกความวุ่นวายเข้ามา เป็นเสียงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน น้ำเสียงเร่งรีบอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
"น้าสามกัดฟันไว้! ผ่านด่านนี้ไปก็จะดีขึ้นแล้ว—เบ่งอีก!"
แรงบีบรัดรอบกายกลับกลายเป็นความรุนแรงราวกับต้องการจะบดขยี้เขาในความอบอุ่นนี้
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของมารดาแปรเปลี่ยนเป็นเสียงสะอื้นไม่ขาดสาย
ผสมผสานกับเสียงทุ้มต่ำคล้ายกระดูกเคลื่อน
การออกแรงในแต่ละครั้งมาพร้อมกับการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงของร่างกายมารดา
ทำให้เขากลายเป็นเหมือนคนที่กำลังถูกเหวี่ยงไปมา
"เร็วเข้า! น้ำร้อน! เอาผ้าแห้งมา!"
เสียงหญิงอีกคนตะโกนอย่างเร่งรีบ เสียงฝีเท้าดังวุ่นวายอยู่ไม่ไกล
ลมหายใจของมารดาอ่อนลงเรื่อย ๆ เสียงคำรามต่ำลงไปอีก
ในที่สุด หลี่จื่อโหย่วก็หลุดออกมาจากพื้นที่สี่เหลี่ยมนี้จนได้
ช่างเป็นการมาสู่โลกนี้ที่ยากลำบากเสียนี่กระไร!
ช่างไม่ง่ายดายเลย! มารดาของเขาก็ต้องเหนื่อยยากมากเช่นกัน!
เสียงเด็กร้องดังขึ้น
หลี่จื่อโหย่วในที่สุดก็ได้สูดอากาศหายใจเป็นครั้งแรกในโลกใบนี้
ในชั่วขณะนั้น เขาก็ไม่สามารถบรรยายความรู้สึกออกมาได้!
"คลอดแล้ว คลอดแล้ว เป็นเด็กผู้ชาย!"
น้าสาวที่ช่วยทำคลอดเช็ดมือด้วยผ้า
รีบวิ่งไปที่ประตูแล้วตะโกนเสียงดังให้คนทั้งลานบ้านได้ยิน
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากนอกลาน
ประตูถูก "เอี๊ยด" เปิดออก
เจ้าของเสียงผู้ชายห้าวหาญก็วิ่งเข้ามา
บนร่างกายยังมีกลิ่นดินติดอยู่บ้าง
เขารีบถูมือไปมาบนชายเสื้อ
แล้วยื่นมือออกไปหาน้าสาวที่ทำคลอดด้วยความกระตือรือร้น:
"ลูกอยู่ไหน? ให้ข้าดูหน่อย!"
น้าสาวอีกคนที่ช่วยอยู่ส่งตัวหลี่จื่อโหย่วที่ถูกห่อด้วยผ้าอ้อมไปให้
เขารีบรับมาอย่างระมัดระวัง ตัวสั่นเทาเหมือนกำลังอุ้มสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยาก
หลี่จื่อโหย่วหรี่ตาลง ในที่สุดเขาก็เห็นบิดาในชาตินี้อย่างชัดเจน
ผิวสีแทน ใบหน้าหยาบกร้าน แต่ตอนนี้เขากลับเบิกตาโต
จ้องมองใบหน้าของเขา มุมปากฉีกกว้าง เสียงสั่นเครือ:
"เหมือน เหมือนจริง ๆ... เหมือนกับตอนข้ายังเป็นเด็กเป๊ะเลย!"
มารดาอยู่ด้านข้าง หอบหายใจอย่างอ่อนแรง มองเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยนจนแทบจะหยาดเยิ้ม
หลี่จื่อโหย่วถูกประคองด้วยมือหยาบกร้านของบิดา ฟังเสียงหัวเราะทึ่ม ๆ ที่เก็บไว้ไม่อยู่
พลันรู้สึกว่าการทะลุมิติครั้งนี้ อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด
ด้วยเหตุนี้ หลี่จื่อโหย่วจึงได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้
อาจเป็นเพราะเพิ่งเกิด เขาจึงมักจะง่วงนอนได้ง่าย
บ่อยครั้งที่เขามักจะนอนหลับไปเกือบทั้งวันในอ้อมกอดอันอบอุ่นของมารดา
เมื่อตื่นขึ้นมา มารดาก็จะพาเขาออกไปพูดคุยกับเหล่าน้าสาวเพื่อนบ้าน
"น้าสาม ลูกชายเจ้าฉลาดจริง ๆ เหมือนจะฟังรู้เรื่องว่าพวกเรากำลังพูดอะไรอยู่เลยนะ!"
"ดูตาเล็ก ๆ นี่สิ ยังรู้จักกลอกตาไปมาด้วย น่ารักจริง ๆ!"
น้าหวางเพื่อนบ้าน มองสำรวจเขาพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ขณะกำลังเย็บพื้นรองเท้า
มารดาตบหลังเขาเบา ๆ ด้วยความรักใคร่:
"ใช่แล้ว ลูกคนนี้ทำให้ข้าไม่ต้องเป็นห่วงเลย ไม่ร้องไห้ ไม่ส่งเสียงเอะอะเลย"
"ตอนนี้ดีแล้ว ได้ลูกชายตัวอ้วนพีมาเพิ่ม หลี่ลาวซานของเจ้าก็มีผู้สืบทอดแล้ว!"
น้าสาวอีกคนพูดเสริมขึ้น
"ได้ยินมาว่าช่วงนี้ข้างนอกไม่สงบสุขเลย เมื่อสองสามวันก่อนยังมีคนยุทธภพมาต่อสู้กันที่หัวหมู่บ้านด้วย!"
"ยามปกติเวลาออกไปไหน ก็ให้สามีเจ้าระวังตัวให้ดี อย่าไปยั่วโมโหคนยุทธภพพวกนั้นเข้าล่ะ"
หลี่จื่อโหย่วกระพริบตาอยู่ในผ้าอ้อม
คำพูดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เหมือนเป็นชิ้นส่วนปริศนาที่ค่อย ๆ ประกอบร่างโลกใบนี้เข้าด้วยกัน
โลกนี้คล้ายกับยุคโบราณ แต่ก็แตกต่างจากราชวงศ์ใด ๆ ในประวัติศาสตร์ที่เขาจำได้
แต่เขาก็มักได้ยินชาวบ้านพูดถึงเหล่าคนยุทธภพอยู่บ่อยครั้ง ดูเหมือนจะเป็นโลกแห่งวรยุทธ์ และคนพวกนี้ก็ไม่สงบเสงี่ยมเอาเสียเลย!
ชาวบ้านในหมู่บ้านนั้นเรียบง่ายกว่ามาก
แต่ละครอบครัวจะได้รับที่นาหลายหมู่
ปลูกธัญพืชเพียงพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวัน ๆ
หมู่บ้านแห่งนี้มีชื่อว่าหมู่บ้านเหอหลิ่ว!
หมู่บ้านยังมีข้อดีอยู่สองสามอย่าง!
ข้อแรกคือทั้งหมู่บ้านตั้งอยู่ริมแม่น้ำ
แม้ว่าแม่น้ำจะไม่ใหญ่มาก!
แต่ก็อำนวยความสะดวกให้กับชาวบ้านในหมู่บ้าน
ข้อที่สองคือมีต้นหลิวใหญ่เก่าแก่หลายต้นอยู่ที่หัวหมู่บ้าน
และติดกับต้นหลิวใหญ่ก็เป็นทางหลวงสายหนึ่ง
มักจะมีคนนอกแวะพักผ่อนแถวนี้อยู่บ่อย ๆ!
ชาวบ้านในหมู่บ้านก็มักจะนำผลไม้ไปแลกเงินทองแดงบ้าง
มีเขาหลังหมู่บ้านอยู่ไม่ไกล
แต่บนเขานั้น นอกจากวัดโทรม ๆ แห่งหนึ่งแล้ว ก็ไม่มีอะไรอีก
หากต้องการล่าสัตว์ หากโชคดีก็อาจจะล่ากระต่ายได้บ้าง แต่มักจะไม่ค่อยพบสัตว์ใหญ่!
ฟังจากเหล่าน้าสาวบอกเล่า หมู่บ้านนี้เพิ่งย้ายมาตั้งอยู่ได้ไม่กี่ชั่วอายุคน
ทั้งหมู่บ้านมีเพียงสิบกว่าครัวเรือน แต่มีหลายนามสกุลปะปนกัน!
อย่างไรก็ตาม เพื่อนบ้านก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี
และบรรพบุรุษของคนที่ย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านนี้ ก็ไม่ใช่คนธรรมดา
ได้ยินมาว่าบางครอบครัวเคยมีบรรพบุรุษที่เป็นผู้มีวรยุทธ์ด้วย!
"ผู้มีวรยุทธ์" ที่ว่านี้ก็คือคำเรียกของเหล่าคนยุทธภพที่ฝึกฝนวิชาจนประสบความสำเร็จ
เหล่าน้าสาวพวกนี้ก็พูดกันไปตามสนุก แต่ก็รู้ไม่มากนัก!
เกี่ยวกับเรื่องราวของบรรพบุรุษ หลี่จื่อโหย่วก็ปะติดปะต่อเรื่องราวจากคำพูดของคนนู้นคนนี้จนเข้าใจได้โดยรวมแล้ว
ได้ยินมาว่าบรรพบุรุษก็เคยมีฐานะร่ำรวยมาก่อน
แต่ทว่าปู่ทวดเป็นนักพนัน ทำให้ทรัพย์สินส่วนใหญ่ของบรรพบุรุษหายวับไปหมด!
ปู่ของเขาถูกเกณฑ์ทหารเมื่ออายุยังน้อยและเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าในการรบ
เหลือเพียงย่าที่เลี้ยงดูลูกสี่คนอย่างยากลำบาก
อาใหญ่และอาสองก็แยกบ้านออกไปแต่เนิ่น ๆ!
บ้านอาใหญ่มีลูกชายสองคนและลูกสาวหนึ่งคน ซึ่งทุกคนก็มีครอบครัวแล้ว
บ้านอาสองมีลูกสาวสามคน ลูกสาวคนโตแต่งงานออกไปแล้ว
ลูกสาวคนที่สองและคนที่สามอายุมากกว่าหลี่จื่อโหย่วเพียงไม่กี่ปี
อาหญิง (พี่สาวคนโตของพ่อ ลจย.) ก็แต่งงานไปอยู่หมู่บ้านข้าง ๆ
ส่วนบิดาของหลี่จื่อโหย่ว
นับว่าแต่งงานช้ามากในยุคที่ผู้คนแต่งงานกันตั้งแต่อายุสิบสามสิบสี่ปี
เมื่อหลายปีก่อน เขาไม่ยอมอยู่เฉย อยากจะออกไปผจญภัยข้างนอก
แต่ไม่มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ จึงได้เรียนรู้ทักษะช่างไม้มาแทน
เขาเข้ากับคนในหมู่บ้านได้ดี และมักจะมีคนมาขอให้เขาช่วยงานอยู่เสมอ
อ่านนิยาย ข่าวสาร อัพเดท ก่อนใครได้ที่ เพจ แปลเปย์สาว