- หน้าแรก
- พลิกตำนานวิญญาณจารย์ ความลับสุดพิศวงแห่งดินแดนโต้วหลัว
- บทที่ 6 ป่าอาทิตย์อัสดง
บทที่ 6 ป่าอาทิตย์อัสดง
บทที่ 6 ป่าอาทิตย์อัสดง
บทที่ 6 ป่าอาทิตย์อัสดง
รถม้าเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ไม่เร่งร้อนนัก จนกระทั่งล่วงเข้าสู่ช่วงยามเที่ยง ทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงเมืองล่าวิญญาณ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากป่าอาทิตย์อัสดงออกไปกว่ายี่สิบหลี้
หลังจากแวะหาความสำราญที่ร้านอาหารในเมืองและจัดการมื้อเที่ยงแบบเรียบง่ายเสร็จสิ้น หั่วเลี่ยก็ออกเดินทางต่อพร้อมกับมู่หยางมุ่งหน้าสู่จุดหมาย
จากระยะไกล มู่หยางสัมผัสได้ถึงสายลมเย็นที่พัดมาปะทะผิวหน้า กลิ่นหอมของมวลพฤกษาช่างให้ความรู้สึกสดชื่นและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก
เมื่อทอดสายตามองออกไป เบื้องหน้าคือมหาสมุทรสีเขียวขจีอันกว้างใหญ่ แม้จะเป็นเพียงเขตชายป่าชั้นนอกสุด แต่ภาพที่เห็นกลับเต็มไปด้วยหมู่ไม้อันสูงใหญ่เงียบสงัด แสงเงาที่ทอดทับกันภายในป่าทำให้ยากจะมองเห็นทัศนียภาพที่แท้จริงเบื้องใน
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสามแหล่งพำนักของสัตว์วิญญาณป่า ป่าอาทิตย์อัสดงถือเป็นจุดหมายปลายทางที่วิญญาจารย์ระดับไม่สูงนักในแถบตอนเหนือของทวีปต่างใฝ่ฝันถึง เพราะการมาเยือนที่นี่แต่ละครั้งย่อมหมายถึงโอกาสในการก้าวข้ามระดับพลังวิญญาณของตน
แน่นอนว่าในแต่ละปีมีวิญญาจารย์จำนวนมากมุ่งหน้ามายังป่าอาทิตย์อัสดงเพื่อล่าวงแหวนวิญญาณ แต่ในขณะเดียวกัน ที่นี่ก็เป็นสุสานที่ฝังร่างวิญญาจารย์ไว้ไม่น้อยเช่นกัน
คงกล่าวได้เพียงว่า ผืนป่านั้นเต็มไปด้วยภยันตราย จงระแวดระวังให้จงดีเมื่อก้าวเข้าสู่สมรภูมิแห่งการล่า
"เสี่ยวหยาง ภายในป่ามักมีสัตว์วิญญาณปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ และเจ้าอาจต้องเผชิญกับอันตรายได้ตลอดเวลา ต้องระวังตัวให้มาก เข้าใจไหม?"
ก่อนจะก้าวเข้าสู่เขตป่า หั่วเลี่ยไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือนมู่หยางด้วยความหวังดี
แม้ว่าการที่มีเขาคอยติดตามมาด้วยนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้มาก และระดับความอันตรายของป่าอาทิตย์อัสดงก็ไม่อาจเทียบชั้นกับป่าซิงโต่วอันยิ่งใหญ่ จนไม่ต้องกังวลว่าจะมีสัตว์วิญญาณระดับสูงลอบจู่โจม แต่สำหรับว่าที่วิญญาจารย์อย่างมู่หยางที่ยังไม่มีวงแหวนวิญญาณแรก แม้แต่แมลงพิษตัวเล็กๆ ที่ดูไร้ค่าก็อาจกลายเป็นภัยถึงชีวิตได้
"ครับ" มู่หยางพยักหน้าอย่างจริงจัง
ในฐานะที่เคยอ่านนิยายมามากมายในชาติก่อน เขาได้เห็นตัวประกอบหรือผู้มีพรสวรรค์สูงส่งหลายต่อหลายคนที่ 'มีอนาคตไกล' แต่กลับต้องมาตกม้าตายเพียงเพราะความประมาทเลินเล่อ
หลังจากก้าวเข้าสู่ป่าได้ไม่นาน มู่หยางก็ได้ยินเสียง 'ซ่าซ่า' แผ่วเบาดังมาจากพุ่มไม้ด้านหน้า
เมื่อหันไปมอง ในวินาทีต่อมาเส้นขนทั่วร่างของมู่หยางก็ลุกเกรียว พร้อมกับความรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว
เขามองเห็นอสรพิษเกล็ดดำตัวเขื่อง ยาวราวสี่ถึงห้าเมตร กำลังเลื้อยผ่านพุ่มไม้ใกล้ๆ ไปอย่างเชื่องช้า
แม้อสรพิษเกล็ดดำตัวนี้จะยังมีอายุตบะไม่มากนัก ไม่ถึงร้อยปีด้วยซ้ำ และไม่มีทางสร้างอันตรายใดๆ ให้แก่มู่หยางที่มีหั่วเลี่ยคอยคุ้มกันได้ แต่ภาพลักษณ์ของมันที่บิดตัวไปมาพร้อมกับเกล็ดสีดำมะเมื่อมที่เรียงตัวหนาแน่น กลับสร้างแรงกดดันทางสายตาได้รุนแรงกว่าภาพประกอบในหนังสือหลายเท่า มู่หยางที่หวาดกลัวงูมาตั้งแต่ชาติก่อนจึงรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างยิ่ง
"ฮ่าๆๆ เสี่ยวหยาง เจ้ากลัวงูงั้นรึ?" เมื่อเห็นท่าทางหวาดหวั่นของหลานชาย หั่วเลี่ยก็อดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะออกมา
มู่หยางกลอกตาใส่ 'ขนมรสเผ็ด' (หล่าเถียว) ตัวโตเบื้องหน้า หากไม่ใช่คนที่คุ้นชินกับการเจอมันทุกวัน จะมีสักกี่คนที่ไม่รู้สึกหวาดกลัวบ้าง?
"ให้ลุงช่วยเจ้าก้าวข้ามความกลัวนี้ดีไหม?" หั่วเลี่ยเอ่ยกระเซ้าพลางเหลือบมองอสรพิษเกล็ดดำที่กำลังจะลับสายตาไป
"ไม่ครับ ไม่... ไม่จำเป็นเลย ผมแค่เพิ่งเคยเห็นตัวเป็นๆ ครั้งแรก เลยยังไม่ชินเท่านั้นเอง" มู่หยางรีบส่ายหน้าพัลวัน
ตาแก่คนนี้นี่ร้ายนัก คิดจะเอาสยองขวัญมาแกล้งเด็กอย่างผมหรือไง?
"ฮ่าๆ~" หั่วเลี่ยหัวเราะอีกครั้ง
หลังจากเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ นี้ ทั้งสองก็มุ่งหน้าฝ่าพรรณไม้ลึกเข้าไป
ดูเหมือนโชคของพวกเขาจะเข้าข้าง เมื่อยามอาทิตย์ใกล้อัสดง ขณะที่ทั้งสองกำลังมองหาทำเลที่เหมาะสมสำหรับกางเต็นท์พักแรม มู่หยางก็สังเกตเห็นพืชพรรณสีเขียวขจีที่ดูเรียบง่ายต้นหนึ่ง ขึ้นอยู่ข้างพุ่มไม้เตี้ยในบริเวณที่ดินมีความชุ่มชื้นและต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่อย่างเบาบาง
ตัวต้นพืชนั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก สูงราวหนึ่งเมตรครึ่ง ลำต้นเป็นเหลี่ยมชูชันขึ้นเหนือดินและแตกกิ่งก้านออกเป็นหกสาย ส่วนบนมีขนอ่อนนุ่มโน้มลงด้านล่าง ใบสีเขียวสดเรียงตัวตรงข้ามกันเป็นรูปหอกแกมรูปไข่ และที่ปลายกิ่งแต่ละกิ่งนั้นมีมวลบุปผาสีฟ้าครามดอกเล็กๆ ผลิบานอยู่ดาษดื่น
ฉับพลันนั้น สายลมโชยอ่อนก็พัดผ่าน มู่หยางสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นของมวลบุปผาที่แทรกซึมเข้าสู่โสตประสาท ราวกับว่าพลังจิตของเขาได้รับการชำระล้างจนปลอดโปร่งขึ้นมาทันที
"ท่านลุงครับ นั่นคือ บุปผาจิตกระจ่าง อายุตบะน่าจะสี่ร้อยกว่าปีพอดี" มู่หยางชี้ไปยังต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลพลางบอกแก่หั่วเลี่ย
อันที่จริงหั่วเลี่ยสังเกตเห็นมันตั้งแต่ได้กลิ่นหอมเย็นอันเป็นเอกลักษณ์ของบุปผาจิตกระจ่างแล้ว โดยที่มู่หยางแทบไม่ต้องเอ่ยปากบอก
ในตอนนั้น หั่วเลี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางขบคิดอย่างหนักว่ามู่หยางจะสามารถทนรับวงแหวนวิญญาณจากบุปผาจิตกระจ่างที่มีอายุสี่ร้อยกว่าปีนี้ได้จริงหรือไม่
ตามปกติแล้ว อายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับวงแหวนวิญญาณวงแรกของวิญญาจารย์จะอยู่ที่ประมาณสี่ร้อยปี แต่ทว่าร่างกายของคนเรานั้นต่างกัน ว่าที่วิญญาจารย์ที่มีร่างกายแข็งแกร่งกำยำย่อมปฏิบัติตามเกณฑ์นี้ได้อย่างไร้กังวล แต่ประเด็นสำคัญคือมู่หยางไม่ใช่คนประเภทนั้น!
ใบหน้าของเขามักจะซีดเซียวอยู่เสมอ แถมยังนอนวันละสิบกว่าชั่วโมง แต่กลับดูอ่อนเพลียราวกับคนอดหลับอดนอนมาทั้งคืน สิ่งนี้ทำให้หั่วเลี่ยขาดความมั่นใจอย่างยิ่งว่าหลานชายจะทนรับวงแหวนวิญญาณสี่ร้อยกว่าปีได้
"เสี่ยวหยาง เจ้ามั่นใจไหม?" หลังจากพิจารณาอยู่นาน หั่วเลี่ยก็หันมาถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
นับว่าเป็นโชคดีที่พลังงานวงแหวนวิญญาณจากสัตว์วิญญาณประเภทพืชส่วนใหญ่นั้นไม่รุนแรงนัก โดยเฉพาะบุปผาจิตกระจ่างซึ่งเป็นสัตว์วิญญาณที่ไร้ความสามารถในการโจมตี พลังงานจากวงแหวนของมันจึงนับได้ว่าอ่อนโยนที่สุด และมีความต้องการด้านสมรรถภาพทางกายของวิญญาจารย์น้อยกว่าสัตว์วิญญาณชนิดอื่นที่มีอายุเท่ากัน
มิเช่นนั้น เพื่อความปลอดภัย หั่วเลี่ยคงไม่มีทางอนุญาตให้มู่หยางใช้วงแหวนวิญญาณจากบุปผาจิตกระจ่างต้นนี้เป็นวงแรกอย่างแน่นอน
"แน่นอนครับผมมั่นใจ! ภาพลักษณ์ที่ดูเซื่องซึมของผมมันก็แค่เปลือกนอก ไม่ได้หมายความว่าร่างกายของผมจะอ่อนแอเสียหน่อย" มู่หยางตอบกลับทันควัน
มู่หยางอาจจะไม่สามารถเทียบชั้นกับวิญญาจารย์รุ่นพี่ในระดับเดียวกันได้ แต่หากเทียบกับอัจฉริยะที่มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดคนอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ก้าวสู่ระดับวงแหวนแรก สมรรถภาพทางกายของเขาจัดว่าโดดเด่นอย่างแน่นอน
พึงรู้ไว้ว่าเขาเพียรฝึกฝนกายบริหารเสริมสร้างร่างกายมานานกว่าหนึ่งปี สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ทำไปเปล่าประโยชน์ ภายใต้แขนเสื้อนั้นมีกล้ามเนื้ออันยืดหยุ่นซ่อนอยู่จริงๆ!
หั่วเลี่ยเลิกคิ้วพลางพินิจพิเคราะห์มู่หยาง ซึ่งดูเหมือนวันนี้เด็กน้อยจะมีจิตใจและพละกำลังที่ดูดีกว่าวันปกติอยู่ไม่น้อย
อืม... เพราะรู้ตัวว่าวันนี้ต้องออกมาล่าวงแหวนวิญญาณ เมื่อวานมู่หยางจึงไม่ได้ใช้พรสวรรค์การอนุมานที่ต้องเผาผลาญพลังจิตเลยแม้แต่น้อย สภาพร่างกายและจิตใจของเขาจึงดูสดชื่นขึ้นมากเป็นธรรมดา
"เอาอย่างนั้นก็ได้~" หลังจากสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง หั่วเลี่ยก็พยักหน้าเห็นพ้อง เขาหยิบถังน้ำมันตะเกียงออกมาจากอุปกรณ์วิญญาณ เปิดฝาออกแล้วสะบัดข้อมือโยนมันมุ่งตรงไปยังบุปผาจิตกระจ่างที่อยู่เบื้องหน้า
ในพริบตา บุปผาจิตกระจ่างต้นเขื่องก็ชุ่มโชกไปด้วยน้ำมันตะเกียง
จากนั้น หั่วเลี่ยก็หยิบกล่องไฟออกมา เป่าไฟให้ติดพรึ่บขึ้นมา แล้วโยนมันลงไปยังต้นไม้ที่ชุ่มน้ำมันทันที
"ฟู่ว—"
น้ำมันตะเกียงติดไฟในชั่วพริบตา เปลวเพลิงดวงเล็กลามเลียไปอย่างรวดเร็ว เพียงชั่วเคี้ยวหมากแหลก บุปผาจิตกระจ่างก็ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ
สัตว์วิญญาณจะทิ้งวงแหวนวิญญาณไว้หลังความตาย แต่มีเพียงวิญญาจารย์ที่ปลิดชีพมันเป็นคนสุดท้ายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ดูดซับและหลอมรวมวงแหวนวิญญาณนั้นได้
ทว่าเงื่อนไขสำคัญคือ วิญญาจารย์ผู้นั้นจะต้องใช้การโจมตีที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายพลังวิญญาณของตนเองในกระบวนการล่าสัตว์วิญญาณด้วย
หากกระบวนการสังหารทั้งหมดไม่มีกลิ่นอายพลังวิญญาณของวิญญาจารย์คนใดเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นนั้นใครก็ตามที่มีระดับพลังวิญญาณถึงเกณฑ์ (ทวีคูณของสิบ) ย่อมมีสิทธิ์ที่จะดูดซับและหลอมรวมวงแหวนวิญญาณนั้นได้ทั้งสิ้น
สิ่งนี้คล้ายคลึงกับกรณีในยุคหลังที่เหล่าวิญญาจารย์ใช้อุปกรณ์วิญญาณติดตั้งตายตัว ซึ่งไม่ได้ใช้พลังวิญญาณของตนเองในการสังหารสัตว์วิญญาณ วงแหวนวิญญาณที่ปรากฏขึ้นจึงสามารถถูกดูดซับได้โดยวิญญาจารย์คนอื่นตามปกติ