- หน้าแรก
- ไม่ขอเป็นบันไดให้ใครเหยียบ ตัวประกอบยุคเก่าขอปฏิวัติ
- บทที่ 12 นักบุญเดินดินหรือคนจอมปลอม?
บทที่ 12 นักบุญเดินดินหรือคนจอมปลอม?
บทที่ 12 นักบุญเดินดินหรือคนจอมปลอม?
บทที่ 12 นักบุญเดินดินหรือคนจอมปลอม?
"สวีเยี่ยนนี่นา!"
"เกิดอะไรขึ้นกับแม่หนูสวีเยี่ยน?"
"เธอเหนื่อยจนเป็นลมไปแล้ว!"
"เร็วเข้า รีบพยุงเธอขึ้นมา จิบน้ำอุ่นสักหน่อยเร็ว"
"แม่เจ้า สวีเยี่ยนช่างขยันขันแข็งเหลือเกิน เพื่องานเก็บเกี่ยวธัญพืช ถึงกับยอมทุ่มเทแรงกายจนแทบแลกด้วยชีวิต หน่วยผลิตของเราได้กำเนิด 'หญิงเหล็ก' ขึ้นมาแล้วจริงๆ..."
"จิตสำนึกของเธอสูงส่งมาก เด็กคนนี้ฉลาดและรู้ความมาตั้งแต่เด็กแล้ว"
"ตื่นแล้วเหรอ? รีบกลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ"
"อะไรนะ? ยังจะทำงานต่ออีก? นี่มันจิตวิญญาณแบบไหนกัน? คำขวัญนั้นว่าอย่างไรนะ?"
"ไม่กลัวความลำบาก ไม่กลัวความตาย ขจัดอุปสรรคทั้งมวล เพื่อมุ่งสู่ชัยชนะ!"
"ใช่ๆๆ สหายสวีเยี่ยนเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมจริงๆ!"
ถ้อยคำแสดงความห่วงใยสารพัด ผสมปนเปไปกับคำยกย่องสรรเสริญนับไม่ถ้วน ต่างพุ่งตรงเข้าหาล้อมรอบตัวสวีเยี่ยน
สวีเยี่ยนนั่งพิงอย่างหมดแรงอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดเผือด แม้สภาพจะดูมอมแมม แต่เธอกลับดูโดดเด่นราวกับดวงจันทร์ที่มีหมู่ดาวรายล้อม
คนรุ่นราวคราวเดียวกับเธอต่างมองด้วยความอิจฉา ชื่อเสียงที่ดีงามคือกำไรของวัยสาว ด้วยต้นทุนที่มั่นคงเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกเรือนหรืออนาคตในวันหน้า ย่อมเปรียบเสมือนเสือติดปีก
เหล่าชายหนุ่มโสดต่างมองด้วยสายตาลุกโชน นี่มิใช่ภรรยาในอุดมคติที่พวกเขาเฝ้าตามหาและใฝ่ฝันถึงหรอกหรือ?
สวีเหมียนเห็นภาพนั้นแล้วก็ได้แต่เบ้ปากเงียบๆ
สมกับเป็นนางเอกจริงๆ
ในที่สุดเธอก็เข้าใจความรู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ ในอกนี้เสียที
ภาพลักษณ์ของนางเอกนั้นสมบูรณ์แบบเกินไป จนดูเหมือนหลุดพ้นจากความเป็นปุถุชน และกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน ความเพ้อฝันที่มากเกินไปย่อมดูเสแสร้ง เธอกล้าคาดเดาเลยว่า การกระทำนี้ของสวีเยี่ยนอาจเป็นเพียงแผนการหนึ่งเท่านั้น
แน่นอนว่าจุดประสงค์คือ เพื่อกอบโกยชื่อเสียงอันดีงาม และถือโอกาสหลบฉากไปอู้งาน
ต่อมา ภายใต้การรุมเกลี้ยกล่อมของทุกคน สวีเยี่ยนก็หยุดหาบน้ำจริงๆ ทว่าเธอกลับไม่ได้กลับบ้านไปพักผ่อน แต่เลือกที่จะเดินขึ้นเขาไปหาอาหารอย่างกระตือรือร้นแทน
ยังคงยืนหยัดภายใต้ธงแห่งการทำเพื่อส่วนรวม
และเธอก็กวาดคำชื่นชมไปได้อีกระลอกใหญ่
"สวีเยี่ยนอ่านหนังสือมาเยอะ หัวไวและมีความคิดความอ่าน ไม่แน่ว่าเธออาจจะเจออะไรดีๆ จริงๆ ก็ได้"
"คราวก่อน ดงรากเก๋อที่ชิวจวี๋เจอในป่าช่วยชีวิตพวกเราไว้ได้มากโข แต่ละบ้านขุดกันได้เป็นร้อยชั่ง ถ้ากินอย่างประหยัดก็อยู่ได้เป็นเดือนสองเดือนเลยนะ"
"ฉันได้ยินมาว่า จริงๆ แล้วสวีเยี่ยนเป็นคนเจอดงรากเก๋อนั้นก่อน แต่ยังไม่ทันได้บอกกองพล ก็โดนชิวจวี๋ชิงตัดหน้าไปเสียก่อน"
"จริงเหรอ?"
"ก็เขาเล่าลือกันมาแบบนี้น่ะสิ"
"โอ้ ถ้าอย่างนั้นการเข้าป่าครั้งนี้ของสวีเยี่ยน อาจจะได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาจริงๆ ก็ได้"
"นั่นเท่ากับช่วยชีวิตทุกคนเลยนะ..."
สวีเหมียนฟังแล้วครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยถามระบบในใจ "ดงรากเก๋อนั่น สวีเยี่ยนเป็นคนเจอเป็นคนแรกจริงๆ เหรอ?"
ระบบตอบกลับมาสั้นๆ อย่างคลุมเครือ "อืม"
สวีเหมียนสงสัย "แล้วทำไมเธอถึงยอมให้ชิวจวี๋ชิงตัดหน้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ล่ะ?"
ระบบตอบเสียงแข็ง "ชิวจวี๋ทนเห็นนางเอกได้ดีไม่ได้ เลยใช้วิธีแย่งชิงโอกาสไปดื้อๆ..."
สวีเหมียนแค่นเสียงหัวเราะทันที "หลอกเด็กหรือไง? สวีเยี่ยนลังเลต่างหากล่ะ เธอชั่งใจว่าจะแจ้งหน่วยผลิตให้เป็นของส่วนรวม หรือจะเก็บไว้กินเองเงียบๆ ความโลเลนั่นแหละที่ทำให้เธอพลาดโอกาสสร้างความดีความชอบ ฉันพูดถูกไหม?"
ระบบเถียงกลับ "นางเอกไม่ใช่คนแบบนั้น เธอเป็นคนซื่อตรง จิตใจดี ขยันขันแข็ง และมีความสามารถ คุณธรรมและจิตสำนึกของเธอทนทานต่อการพิสูจน์ทุกรูปแบบ..."
ได้ยินดังนั้น สวีเหมียนก็ยิ้มมุมปาก "ในความเป็นจริง มนุษย์ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นเรื่องปกติ เว้นแต่จะเป็นนักบุญที่ละกิเลสได้สิ้นเชิง ระบบคิดว่าหล่อนบรรลุถึงขั้นนักบุญแล้วหรือไง?"
ระบบเงียบกริบ
สวีเหมียนถามจี้อีกครั้ง "แล้วระบบคิดว่าการแสดงออกของเธอเมื่อกี้ มาจากใจจริง หรือแค่เล่นละครตบตาคนอื่น?"
ระบบตอบแบบไม่ต้องคิด "ต้องมาจากใจจริงสิ! เป็นการเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริง! เธอเป็นคนแบบนั้นแหละ!"
สวีเหมียนกลอกตามองบนแล้วเยาะเย้ย "ฟิลเตอร์ลูกรักของระบบนี่หนาเตอะใช้ได้เลยนะ นอกจากจะตาบอดแล้ว ใจยังมืดบอดอีก ไม่เห็นร่องรอยการเสแสร้งของหล่อนเลยสักนิดหรือไง?"
พอได้ยินแบบนี้ ระบบก็ร้อนตัวขึ้นมาทันที "โฮสต์กำลังคาดเดาด้วยเจตนาทุจริต จิตใจคับแคบ ขี้อิจฉาริษยา องุ่นเปรี้ยวเพราะตัวเองกินไม่ได้..."
"หุบปากไปเลย!"
"เชอะ!"
หนึ่งคนหนึ่งระบบแยกย้ายกันด้วยความไม่ลงรอย
ทนทำงานจนเลิกงาน สวีเหมียนลากสังขารที่หนักอึ้งและสมองที่วิงเวียนเดินกลับบ้าน ไหล่ของเธอปวดแสบปวดร้อน ไม่ต้องดูก็รู้ว่ามันบวมเป่งไปหมดแล้ว
ตลอดช่วงเช้า เธอแอบกินช็อกโกแลตไปสองชิ้นเพื่อเติมพลัง และอดไม่ได้ที่จะแทะขาหมูไปอีกครึ่งขาเพื่อเรียกแรง ไม่อย่างนั้นคงยืนระยะไม่ไหว เธอไม่ได้หิว แต่เหนื่อยจนบอกไม่ถูก
เดินมาได้ครึ่งทาง เธอก็ถูกขวางหน้าไว้
สวีเหมียนกำลังหงุดหงิดจึงกวาดตามองคนตรงหน้า ถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ "มีธุระอะไร?"
คนที่ขวางทางคือจางฮุ่ยฟาง ลูกสาวคนเล็กของเสมียนบัญชีประจำหน่วยผลิต ครอบครัวของหล่อนมีฐานะดี เสื้อนวมที่ใส่ก็ใหม่เอี่ยมและไม่มีรอยปะชุน ผ้าฝ้ายลายดอกสีแดงสดนั่นดูโดดเด่นท่ามกลางกลุ่มคนที่สวมชุดสีเทาทึมๆ
หน้าตาของหล่อนจิ้มลิ้มพริ้มเพรา แต่นิสัยถอดแบบเจ้าของร่างเดิมมาเปี๊ยบ คือถูกตามใจจนเสียคนและเย่อหยิ่งจองหอง ชอบมองคนอื่นด้วยหางตา
สาเหตุที่ทั้งสองไม่ถูกกันนั้นง่ายมาก เพราะทั้งคู่ต่างก็เป็น 'ติ่ง' ของจ้าวดต่าเซิงเหมือนกัน
ถ้าชอบขี้หน้ากันสิถึงจะแปลก
จางฮุ่ยฟางเองก็สำรวจสวีเหมียน รู้สึกว่าวันนี้สวีเหมียนดูแปลกไปจากเดิม แต่ก็บอกไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน "เธอจะแต่งงานกับเกาเอ้อร์จู้แทนชิวจวี๋งั้นเหรอ?"
สวีเหมียนขมวดคิ้ว "ใครบอกเธอ?"
จางฮุ่ยฟางเร่งเร้า "ช่างหัวมันเถอะว่าใครพูด สรุปว่าจริงหรือเปล่า?"
สวีเหมียนกลอกตาใส่อย่างเอือมระอา "แน่นอนว่าไม่ ฉันไม่ได้บ้านะ"
ได้ยินคำตอบ จางฮุ่ยฟางก็ไม่แปลกใจนัก หล่อนแค่นยิ้ม "นั่นสิ คนอย่างเธอจะไปแลพวกอันธพาลพรรค์นั้นได้ยังไง วันๆ เอาแต่ฝันอยากจะเข้าเมืองไปเสวยสุข น่าเสียดายที่พี่เป่าเซิงไม่แลเธอ..."
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจ้าของร่างเดิมคงเต้นผางไปแล้ว แต่ตอนนี้สวีเหมียนไม่มีทางถูกยั่วโมโหด้วยคำพูดแค่นี้ เธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระของเด็กๆ "ใช่จ้ะ พี่เป่าเซิงของเธอสนใจแค่เธอ มีตาไว้มองแค่เธอคนเดียว ฉันขออวยพรให้พวกเธอถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร รักกันนานๆ นะจ๊ะ"
ได้ยินดังนั้น จางฮุ่ยฟางก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ "นี่... นี่เธอประชดฉันเหรอ?"
สวีเหมียนทำหน้าใสซื่อ "เปล่านะ ฉันอวยพรจากใจจริง!"
จางฮุ่ยฟางย้อนถาม "แล้วเธอล่ะ?"
สวีเหมียนผายมือ "ฉันเหรอ? ฉันไม่ได้ชอบเขาแล้ว ไม่ต้องห่วง ต่อไปฉันจะอยู่ให้ห่างจากเขาแน่นอน!"
"ฉันไม่เชื่อ!"
"งั้นครั้งหน้าถ้าเจอเขา ฉันจะพิสูจน์ให้เธอดู"
จางฮุ่ยฟางอึ้งไปครู่หนึ่ง อดถามไม่ได้ "เธอ... เธอจะพิสูจน์ยังไง?"
สวีเหมียนหารือกับหล่อนด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เธอคิดว่าตบหน้าเขาสักฉาดน่าจะพอไหม? ถ้าไม่พอ ก็จัดไปสักสองฉาด"
จางฮุ่ยฟางเบิกตากว้าง ราวกับได้ยินเรื่องสยองขวัญสั่นประสาท
สวีเหมียนกล่าวทิ้งท้ายอย่างมีความนัย "เวลาเลือกผู้ชาย ฟังความเห็นผู้ใหญ่ในบ้านให้มากหน่อย จ้าวดต่าเซิงไม่ใช่คนดีหรอก"
สำหรับคนที่มาชอบ จ้าวดต่าเซิงไม่เคยรุก ไม่เคยปฏิเสธ และไม่เคยรับผิดชอบ พฤติกรรมแบบนี้มันวิถีของแมงดาชัดๆ มีแต่สาวบ้านนาใสซื่อเท่านั้นที่มองไม่ออก หลงใหลในสถานะคนงานในเมืองของเขา หวังจะใช้การแต่งงานเพื่อยกระดับฐานะตัวเอง
จางฮุ่ยฟางยืนอึ้ง เห็นสวีเหมียนทำท่าจะเดินจากไป หล่อนก็เผลอเรียกไว้โดยสัญชาตญาณ "เดี๋ยว..."
"มีอะไรอีก?"
จางฮุ่ยฟางลังเล
"พูดมาสิ..."
จางฮุ่ยฟางเหลียวซ้ายแลขวา เห็นว่าปลอดคนจึงลดเสียงลง "เรื่องที่ตระกูลสวีกับตระกูลเกาจะแลกตัวเจ้าสาวกันมันลือไปทั่วหน่วยผลิตแล้ว ตัวเลือกเปลี่ยนจากชิวจวี๋มาเป็นเธอ ชาวบ้านนินทากันสนุกปาก ไม่มีคำไหนน่าฟังเลย... เกาเสี่ยวหลานน่ะไม่เท่าไหร่ แต่พี่ชายหล่อน เกาเอ้อร์จู้นั่นมันพวกไม่เอาถ่าน ขืนแต่งไปชีวิตคงพังพินาศ ทำไมที่บ้านเธอถึงเลือกเธอ? ถ้าจะเลือก ก็ควรเป็นสวีเยี่ยนหรือไม่ก็สวีซิ่วลี่ที่เป็นน้องสาวแท้ๆ ของสวีหย่งกั๋วสิ ทำไมต้องเอาลูกพี่ลูกน้องไปสังเวย? พวกเธออย่าโง่ไปรับเคราะห์แทนคนอื่นเปล่าๆ นะ"
สวีเหมียนมองหล่อนด้วยสายตายิ้มๆ เห็นท่าทีที่ทำเหมือนหวังดีของอีกฝ่าย "อ้อ ขอบใจนะ..."
คำพูดเหล่านั้นมีความเตือนสติสามส่วน อีกเจ็ดส่วนคือการยุยง ดูเหมือนหล่อนจะยังระแวงเรื่องจ้าวดต่าเซิง จึงอยากยืมมือสวีเหมียนกำจัดศัตรูหัวใจอย่างสวีเยี่ยน
อันที่จริง สวีเยี่ยนไม่ได้สนใจจ้าวดต่าเซิงด้วยซ้ำ แต่กับท่าทีทอดสะพานของจ้าวดต่าเซิง เธอกลับไม่รุก ไม่ปฏิเสธ และไม่รับผิดชอบเช่นกัน ให้ตายสิ พอดูดีๆ ยัยนี่ก็บริหารเสน่ห์เก่งใช่ย่อย
ดวงตาของจางฮุ่ยฟางวูบไหว หล่อนฝืนยิ้ม "ไม่ต้องขอบใจหรอก แค่เธอรู้ทันก็พอ อย่าให้ถูกขายแล้วยังไปช่วยเขานับเงินล่ะ"
สวีเหมียนตอบรับอย่างขอไปที แต่พอกลับถึงบ้าน เธอก็ไม่ปิดบังแม้แต่น้อย เอาเรื่องทั้งหมดมาแฉกลางวงทันที
ตระกูลสวีมีสมาชิกเยอะ เวลากินข้าวต้องมารวมตัวกันที่ลานบ้าน รากเก๋อถูกทุบทั้งหัวโดยไม่กรองกาก ต้มในหม้อดิน ใส่แป้งข้าวโพดหยาบลงไปหยิบมือหนึ่งอย่างน่าเวทนา กินคู่กับหัวไชเท้าดอง นี่คืออาหารกลางวัน
มื้ออาหารวันนี้ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องไม่สงบสุข
ทันทีที่เธอพูดจบ สวีฟู่เหนียนก็ระเบิดอารมณ์ เขาถลกแขนเสื้อเตรียมจะออกไปหาเรื่องคน แต่แม่เฒ่าเหยาเกาะแขนลูกชายไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เขาจึงระบายโทสะใส่คนในบ้านแทน ชี้หน้าด่ากราดพี่ใหญ่สวีและภรรยาจนน้ำลายท่วมหัว
เดิมทีเรื่องแลกเปลี่ยนการแต่งงาน ตระกูลเกาเป็นฝ่ายเสนอมาก่อน แต่ใครใช้ให้ผัวเมียคู่นี้ไปตบปากรับคำเล่า?
ไม่ด่าพวกมัน แล้วจะให้ด่าใคร?
ชิวจวี๋เองก็อยู่ด้วย หล่อนร่วมผสมโรงประณามสาปแช่งทั้งน้ำตา ราวกับนางเอกละครโศกที่ถูกบ้านลุงกดขี่ข่มเหง ในระหว่างนั้นก็แอบสอดแทรกคำขู่เรื่องกฎหมายห้ามคลุมถุงชนเป็นระยะ
คนบ้านใหญ่ นอกจากสวีเยี่ยนที่ไม่อยู่ หน้าดำคร่ำเครียดกันเป็นแถบ
สุดท้าย สวีฉางซานก็เป็นผู้เอ่ยปากยุติเรื่องราว ประกาศยกเลิกการแลกเปลี่ยนการแต่งงาน หากตระกูลเกายินยอม ก็ให้ทำตามธรรมเนียมปกติ สินสอดเท่าไหร่ว่ามาตามนั้น ลูกสาวตระกูลสวีจะไม่มีวันถูกตระกูลเกากดขี่
เขายังสั่งให้พี่ใหญ่สวีและภรรยาออกไปแก้ข่าว และต้องกอบกู้ชื่อเสียงของตระกูลสวีกลับคืนมาให้ได้