- หน้าแรก
- ไม่ขอเป็นบันไดให้ใครเหยียบ ตัวประกอบยุคเก่าขอปฏิวัติ
- บทที่ 10 ขอวุฒิการศึกษาหน่อย
บทที่ 10 ขอวุฒิการศึกษาหน่อย
บทที่ 10 ขอวุฒิการศึกษาหน่อย
บทที่ 10 ขอวุฒิการศึกษาหน่อย
สวีเหมียนรื้อค้นข้าวของใน 'บ้านเก่า' จนเจอตะกร้าสานใบหนึ่ง เธอโยนแป้งข้าวโพดลงไปหลายจินพร้อมกับไข่ไก่อีกราวสิบฟอง จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนตามความทรงจำ
ระบบเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เธอจะทำอะไรน่ะ?"
สวีเหมียนกวาดตามองห้องเรียนที่ดูซอมซ่อแล้วถอนหายใจ "ไปหาอาจารย์ใหญ่ วุฒิการศึกษายังไงก็สำคัญ มีวุฒิมัธยมต้นติดตัวไว้ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย"
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคสมัยนี้วุฒิมัธยมต้นถือว่ามีน้ำหนักมาก หน่วยงานในเมืองรับสมัครงานก็ขีดเส้นมาตรฐานไว้ที่ตรงนี้ คนที่มีวุฒิเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์สอบคัดเลือก
ระบบแค่นเสียงเยาะ "ใจกล้าดีนี่ เจ้าของร่างเดิมเรียนไปได้แค่ครึ่งเทอม แถมเกรดก็ห่วยแตกจนดูไม่ได้ คิดว่าอาจารย์ใหญ่เขาจะยอมเล่นด้วยเหรอ?"
สวีเหมียนตอบเรียบๆ "ฉันถึงไม่ได้ไปมือเปล่าไงล่ะ มีไข่ไก่กับธัญพืชเบิกทาง ประตูบานไหนก็เปิดทั้งนั้นแหละ"
ความคิดของผู้คนในยุคนั้นยังซื่อตรง เรื่องทุจริตคดโกงแทบไม่มีให้เห็น แต่ถึงจะเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริตแค่ไหน ก็ยากที่จะยืนหยัดได้อย่างมั่นคงท่ามกลางปีแห่งความอดอยากนี้
ปณิธานที่แข็งแกร่งปานเหล็กกล้า ย่อมหลอมละลายเมื่อเผชิญกับความต้องการพื้นฐานทางวัตถุ
มันเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์
และก็เป็นไปตามคาด...
ในตอนแรกอาจารย์ใหญ่ปฏิเสธเสียงแข็ง กฎก็คือกฎ แต่พอเธอหยิบไข่ไก่ออกมาสิบฟอง สีหน้าของเขาก็เริ่มลังเล
สวีเหมียนรุกฆาตต่อทันที เธอดึงถุงผ้าใบหนึ่งออกมาจากตะกร้า ด้านในบรรจุแป้งข้าวโพดบดละเอียด กลิ่นหอมกรุ่น น้ำหนักไม่ต่ำกว่าห้าจิน
แววตาของอาจารย์ใหญ่เฉินเปลี่ยนไปทันที เขาพูดตะกุกตะกัก "เธอ... นี่มัน..."
สวีเหมียนทำสีหน้าจริงจัง "อาจารย์ใหญ่เฉินคะ ฉันต้องการแค่วุฒิการศึกษาเท่านั้น รับรองว่าจะไม่ทำให้โรงเรียนเสียชื่อเสียง และจะไม่ทำให้อาจารย์ต้องลำบากใจจนเสียกฎระเบียบ ระหว่างที่ทำนาฉันก็อ่านหนังสือทบทวนมาตลอด เนื้อหาระดับมัธยมต้นฉันแม่นยำหมดแล้วค่ะ"
น้ำเสียงของเขาอ่อนลงในที่สุด "ถ้าจะว่ากันตามตรง คำขอของเธอมันผิดระเบียบ เธอเพิ่งเรียนปีหนึ่งไปได้แค่ครึ่งเทอม แต่... ทุกอย่างย่อมมีข้อยกเว้น การต้องช่วยที่บ้านหาแต้มแรงงานเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้"
"การเรียนรู้นอกห้องเรียนก็ถือเป็นการศึกษา รูปแบบไม่สำคัญ ขอแค่มีความรู้ในหัวก็พอ"
"ท่านผู้นำสูงสุดเคยกล่าวไว้ว่า ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอเพียงจับหนูได้ก็คือแมวที่ดี"
"แต่ว่า... พิธีการบางอย่างก็ยังต้องมี... คือว่า..."
เขาหยุดพูดพลางหยั่งเชิง "เธออ่านหนังสือเองที่บ้านจริงๆ เหรอ?"
ของกำนัลพวกนั้นเขาก็อยากได้ แต่จรรยาบรรณความเป็นครูจะให้ทิ้งขว้างไปเลยก็ไม่ได้
สวีเหมียนตบหน้าอกรับประกัน "ถ้าอาจารย์ไม่เชื่อ ก็ทดสอบฉันตอนนี้ได้เลยค่ะ"
"จริงเหรอ?"
"แน่นอนค่ะ อาจารย์ลองตั้งโจทย์คณิตศาสตร์มาสักสองสามข้อสิคะ"
"คณิตศาสตร์มันยากนะ..."
"ยิ่งยากยิ่งดีค่ะ จะได้แยกแยะได้ว่าใครของจริง ใครของปลอม"
เมื่อเห็นความมั่นใจของเธอ อาจารย์ใหญ่เฉินจึงยอมตั้งโจทย์ขึ้นมาหลายข้อ มีทั้งง่ายและยากปะปนกันไป ถ้าเธอทำถูกสักครึ่งหนึ่ง เขาก็พอจะหลับหูหลับตาปล่อยผ่านไปได้
ทว่า... "นี่... นี่มัน..."
ถ้าไม่ได้เห็นเธอจรดปากกาเขียนคำตอบด้วยตาตัวเอง เขาคงนึกว่าเธอโกงข้อสอบ
เธอทำถูกทุกข้อ...
รวมถึงข้อสุดท้ายที่เป็นโจทย์หลอกซ่อนเงื่อน ซึ่งต้องใช้ความรู้ระดับมัธยมปลายในการแก้โจทย์ด้วยซ้ำ
ราวกับว่าสมองของเธอถูกเปลี่ยนใหม่ยงไงอย่างงั้น
อาจารย์ใหญ่เฉินหยิบปากกาสีแดงขึ้นมาตวัดเขียนเลข 100 ตัวเบ้อเริ่มลงบนกระดาษ แล้วจ้องมองเธอราวกับเห็นสมบัติล้ำค่า
ความรู้สึกผิดที่ต้องละเลยอุดมการณ์ก่อนหน้านี้มลายหายไปจนสิ้น
สำหรับคนเป็นครู ไม่มีอะไรน่ายินดีไปกว่าการได้เห็นเด็กหัวทึบเปลี่ยนมาเป็นเด็กอัจฉริยะ
สวีเหมียนแสร้งทำท่าขัดเขินแล้วพึมพำว่า "เมื่อก่อนหนูยังเด็กไม่รู้ความ พอรู้ว่าการเรียนสำคัญ ก็เลยตั้งใจศึกษาอย่างหนัก..."
อาจารย์ใหญ่พยักหน้ารัวๆ "ดี! ดีมาก! แค่มีความตั้งใจก็ประเสริฐแล้ว การเรียนรู้ไม่มีคำว่าสายเกินไป และมีความรู้อยู่กับตัวย่อมดีเสมอ เคยคิดจะเรียนต่อไหม? ด้วยทักษะคณิตศาสตร์ระดับนี้ จะต่ออาชีวะหรือมัธยมปลายก็น่าจะไหวสบายๆ..."
สวีเหมียนลังเล เธอไม่อยากเรียนต่อแล้ว ชีวิตก่อนเธอก็จบมหาวิทยาลัยมาแล้วนะ
ทันใดนั้น อาจารย์ใหญ่เฉินก็เปรยขึ้นมาว่า "จริงสิ ปีนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็วางแผนจะสอบเข้าอาชีวะเหมือนกันนี่"
สวีซิ่วเหยียนเคยสอบไปแล้วเมื่อปีก่อน แต่พลาดไปนิดเดียว ปีนี้เธอเลยมุ่งมั่นที่จะแก้ตัวให้ได้
ในพล็อตเรื่องเดิม เธอทำสำเร็จ ได้เข้าไปเรียนวิทยาลัยครูในเมือง กลายเป็น 'หงส์ทอง' ตัวที่สองของกองพลน้อยเหมาซานต่อจากจ้าวเป่าเซิง
สวีเหมียนตัดสินใจทันที "งั้นหนูจะสอบเข้ามัธยมปลายค่ะ"
อาจารย์ใหญ่เฉินตอบตกลงทันที เขากุลีกุจอให้เธอยืมชุดแบบเรียน พร้อมกำชับให้กลับไปทบทวนที่บ้านและอย่าลืมมาสอบตามวันเวลาที่กำหนด ส่วนเรื่องลงทะเบียนเขาจะจัดการให้เอง
สวีเหมียนกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อมอีกครั้งก่อนจะเดินจากมา
เมื่อพ้นประตูโรงเรียน ระบบถามด้วยน้ำเสียงซับซ้อน "เธอจะแข่งกับหล่อนเหรอ?"
สวีเหมียนส่ายหน้า เธอไม่มีกะจิตกะใจจะไปแข่งดีแข่งเด่นกับสวีซิ่วเหยียนหรอก เพียงแค่สัญชาตญาณบอกว่า การอยู่ให้ห่างจาก 'นางเอก' คือหนทางรอดปลอดภัย นี่คือกฎเหล็กของละครสั้น
ไม่ว่าสวีซิ่วเหยียนจะเลือกทางไหน เธอจะเลือกเดินไปในทิศทางตรงกันข้าม
พอกลับถึงบ้าน ลานบ้านเงียบสงบ คนตระกูลสวีเกือบทุกคนออกไปทำงานกันหมด มีเพียงย่าเหยานั่งก้มหน้าเย็บพื้นรองเท้าอยู่ใต้ชายคา
"ย่า"
"อือ..."
สวีเหมียนเรียกพอเป็นพิธี เมื่อเห็นว่าย่าเหยายังดูเย็นชาใส่ เธอก็ไม่คิดจะเอาหน้าไปแนบก้นเย็นๆ ของใครโดยใช่เหตุ เธอมีเรื่องสำคัญต้องทำมากกว่าจะมาเสียเวลาสมานฉันท์กับตระกูลสวีสายหลัก
เธอเข้าไปในห้อง เริ่มจัดเก็บข้าวของ จัดที่นอนหมอนมุ้งให้เรียบร้อย แถมยังเจียดเวลาเข้าไปอาบน้ำใน 'บ้านเก่า' จนสะอาดสะอ้าน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เธอถึงล้มตัวลงนอนพักสายตา
จากห้องด้านใน มีเสียงไอโขลกเขลกของเฉียวซื่อหลานดังมาเป็นระยะ
สวีเหมียนทำหูทวนลมราวกับไม่ได้ยิน
เธอไม่ใช่สวีฟู่เหนียน ที่พอได้ยินเสียงไอแค่นิดเดียวก็รีบวิ่งแจ้นเข้าไปโอ๋ไปประคบประหงม
มารยาของเฉียวซื่อหลาน ก็เหมือนการหว่านเสน่ห์ให้คนตาบอดดูนั่นแหละ
จนกระทั่งสวีหย่งอันเริ่มส่งเสียงร้องอ้อแอ้ เฉียวซื่อหลานถึงได้มีข้ออ้างใช้น้ำเสียงออกคำสั่ง "แกจะไม่เข้าไปปลอบคุณชายน้องของแกหน่อยเหรอ?"
สวีเหมียนแค่นหัวเราะในใจอย่างเย็นชา "ให้ฉันปลอบเหรอ? แล้วจะมีแม่บังเกิดเกล้าไว้ทำซากอะไร?"
เฉียวซื่อหลานหน้าแดงด้วยความโกรธ "ฉันสุขภาพไม่ดี ทนเหนื่อยไม่ไหว หมอบอกว่าต้องพักผ่อนให้มากๆ แกจำเป็นต้องชวนฉันทะเลาะด้วยหรือไง?"
สวีเหมียนกลอกตา "ใครชวนทะเลาะ? ฉันแค่เตือนสติว่าอย่าลืมว่าตัวเองเป็นใคร"
เฉียวซื่อหลานทั้งอับอายทั้งโมโห จู่ๆ ก็กรีดร้องขึ้นมา "แก... นังลูกอกตัญญู! พูดจากับแม่ตัวเองแบบนี้เหรอ? ไม่ห่วงชื่อเสียงตัวเองบ้างหรือไง? เป็นสาวเป็นนางถ้าชื่อเสียงเน่าเฟะ จะไปแต่งงานดีๆ กับใครเขาได้"
สิ้นเสียงนั้น สวีเหมียนหรี่ตาลง น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นและอันตราย ทีละคำ "แม่กำลังขู่ฉันเหรอ?"
ห้องด้านในเงียบกริบทันที
สวีเหมียนแค่นเสียงในลำคอ แต่ไม่ได้รุกไล่ต่อ เพียงแต่รู้สึกหนาวเหน็บแทนเจ้าของร่างเดิม
สมาชิกตระกูลสวีทยอยกลับมากันทีละคน เสียงพูดคุยในลานบ้านเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าบรรยากาศกลับไม่คึกคักเหมือนก่อน มันดูตึงเครียด โดยเฉพาะสวีหย่งกั๋วที่หน้าดำคร่ำเครียดราวกับคนทั้งบ้านติดหนี้เขา
คนบ้านรองต่างพากันหลบหน้าเขาไปหมด
สวีชิวจวี๋เองก็มุดหัวอยู่แต่ในห้อง ไม่ใช่เพราะกลัวสวีหย่งกั๋ว แต่กลัวจะโดนสวีฟู่เหนียนเล่นงานต่างหาก
สวีฟู่เหนียนที่คิดถึงลูกสาวใจจะขาด พอถึงบ้านก็ตรงดิ่งมายังห้องฝั่งตะวันตกทันที "เหมียนเหมียน กลับมาแล้วเหรอ? การเดินทางราบรื่นดีไหม? เหนื่อยหรือเปล่า? มีใครรังแกลูกไหม?"
นี่สิ ถึงจะเรียกว่าคนในครอบครัว!
สวีเหมียนยิ้มจนตาหยี ตอบคำถามเขาทุกข้อ แล้วลากตะกร้าออกมาจากใต้เตียง นำข้าวของข้างในออกมาอวดราวกับเด็กขี้อวด
เธอกระซิบเสียงเบา "นี่คือแป้งข้าวฟ่าง พ่อลองจับดูสิ บดละเอียดร่อนมาอย่างดี ชงให้อาหนานกินแล้วไม่ระคายคอ แถมยังบำรุงร่างกายด้วย"
"ส่วนเสื้อผ้าพวกนี้เป็นของพ่อ ไม่ต้องห่วงนะ ราคาไม่แพงหรอก เป็นของมือสองที่มีรอยปะชุน แต่ซักมาสะอาดเอี่ยมแล้ว"
"รองเท้านี่ก็ของพ่อ เบอร์สี่สิบสอง น่าจะใส่ได้พอดี"
"แล้วก็ยาพวกนี้ พ่อดูเอาเถอะว่าจะใช้ยังไง ใครปวดเมื่อยตรงไหนก็แบ่งๆ กันไป แต่พ่อต้องรักษามือที่แตกของพ่อนะ กลางคืนเอามือแช่น้ำร้อนให้ผิวหนังนุ่ม แล้วทาขี้ผึ้งแก้ผิวแตกนี่ พันด้วยพลาสเตอร์ยา พยายามอย่าให้โดนน้ำ เดี๋ยวก็ค่อยๆ ดีขึ้นเอง..."
สวีฟู่เหนียนฟังด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หัวใจพองโตด้วยความปลื้มปิติ ลูกสาวเขาโตแล้วจริงๆ รู้จักซื้อของมาแสดงความกตัญญู
แต่ทว่า... "เหมียนเหมียน แล้วลูกไม่ได้ซื้ออะไรให้ตัวเองเลยเหรอ?"
สวีเหมียนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ซื้อสิคะ หนังสือพิมพ์กับหนังสือเรียนพวกนี้ไงที่หนูต้องการ"
สีหน้าของสวีฟู่เหนียนดูประหลาดใจ "ลูกจะอ่านหนังสือเหรอ? อ่านแล้วจะไม่ปวดหัวแย่เหรอ?"
เจ้าของร่างเดิมเกลียดการเรียนเข้าไส้ และมักจะอ้างเสมอว่าอ่านหนังสือแล้วปวดหัว
และสวีฟู่เหนียนก็ดันเชื่อเสียด้วย
สวีเหมียนตอบกลับด้วยความจริงจังขั้นสุด "พ่อจ๋า ตอนนี้หนูรู้สึกว่าการเรียนมันน่าสนใจมากๆ หนูอยากเรียนรู้ การเรียนมีความสุขจะตายไป จะปวดหัวได้ยังไงจ๊ะ?"
เพื่อวุฒิการศึกษาใบนั้น เธอจำต้องโกหกตาใสๆ ไปแบบนั้นแหละ
สวีฟู่เหนียน: "..."