- หน้าแรก
- ระบบเศรษฐีงั้นหรอ นี่มันโลกพลังยุทธระดับสูงนะ
- บทที่ 14 ความตกตะลึง
บทที่ 14 ความตกตะลึง
บทที่ 14 ความตกตะลึง
ภายในโรงยิมของโรงเรียนมัธยมต้นที่ห้า
“อาจารย์ซุนครับ การสอบจำลองมันเกี่ยวข้องกับการสมัครสอบจงเข่านะครับ ทำไมอาจารย์ถึงไม่บอกเจิ้งอวี่ล่ะครับ?” หลี่อิงเจี๋ยเอ่ยถามด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
“ฉันจะบอกเขาหรือไม่บอกก็ไม่มีผลอะไรหรอก สมรรถภาพร่างกายของเขาอยู่แค่ระดับสี่ ต่อให้เข้าร่วมการสอบจำลอง ก็ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติการสมัครของประเทศอยู่ดี เจ็บทีเดียวจบดีกว่าเจ็บเรื้อรัง อาจารย์ทำไปก็เพื่อตัวเขาทั้งนั้น” ซุนผิงตอบด้วยสีหน้าเฉยเมย
หลี่อิงเจี๋ยอ้าปากเล็กน้อย คำพูดที่อยากจะโต้แย้งกลับติดอยู่ที่ลำคอ
เขารู้ดีว่าเรื่องที่สมรรถภาพร่างกายของเจิ้งอวี่ไม่ดีนั้นเป็นความจริง โรงเรียนเองก็ไม่สามารถละเมิดกฎระเบียบของประเทศได้
“ถะ... ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ควรทำแบบนี้สิครับ!” หลี่อิงเจี๋ยพูดตะกุกตะกัก “อย่างน้อยก็น่าจะบอกเขาสักคำก็ยังดี”
ในตอนนี้เขารู้สึกเสียใจอยู่บ้าง เมื่อครู่ที่วู่วามวิ่งมาต่อว่าซุนผิง พอมาตอนนี้ได้เห็นสีหน้าบึ้งตึ งของอีกฝ่าย ในใจก็อดรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาไม่ได้
“เขาลาหยุดกับฉันเมื่อวันอาทิตย์ คงคิดจะยอมแพ้ไปเองแล้วล่ะ ต่อให้บอกไป เขาก็คงไม่มาหรอก” ซุนผิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“เขาจะมาครับ! ผมเพิ่งโทรหาเขาเมื่อกี้ เจิ้งอวี่บอกว่าเขากำลังรีบมาเดี๋ยวนี้!” หลี่อิงเจี๋ยรีบพูด
“เจิ้งอวี่จะมา?” คิ้วของซุนผิงขมวดแน่นยิ่งขึ้น รู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีก
เพื่อที่จะเพิ่มอัตราการสอบเข้า โรงเรียนได้เร่งรัดให้พวกเขาเกลี้ยกล่อมให้นักเรียนที่มีสมรรถภาพร่างกายต่ำกว่าเกณฑ์ลาออกอยู่หลายครั้ง
การที่หลี่อิงเจี๋ยเรียกเจิ้งอวี่มา นี่ไม่ใช่การหาเรื่องเดือดร้อนมาให้เขาหรอกหรือ?
“เธอนี่มันเหลวไหลจริง ๆ ลืมกฎของโรงเรียนไปแล้วหรือไง? ห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน!”
ซุนผิงถลึงตาใส่หลี่อิงเจี๋ย ในใจนึกโกรธอย่างเงียบ ๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านของเด็กคนนี้พอมีเส้นสายอยู่บ้าง เขาคงได้สั่งสอนอีกฝ่ายอย่างหนักไปแล้ว
“อาจารย์ซุนครับ หลี่อิงเจี๋ยเหลวไหล แล้วที่อาจารย์ทำแบบนี้มันเหลวไหลหรือเปล่าครับ?”
มีเสียงที่หนักแน่นทรงพลังดังมาจากหน้าประตู นักเรียนภายในโรงยิมพลันเกิดความโกลาหลขึ้นชั่วขณะ ทุกคนต่างหันไปมองที่หน้าประตู
ปรากฏร่างที่ดูโดดเดี่ยวเล็กน้อยร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ
“อาจารย์ซุนครับ ตอนที่ผมโทรไปเมื่อวันอาทิตย์ อาจารย์ไม่ได้บอกเลยนี่ครับว่าการสอบจำลองเลื่อนมาเป็นวันพุธ”
คนที่มาก็คือเจิ้งอวี่นั่นเอง หลังจากได้รับโทรศัพท์จากหลี่อิงเจี๋ย เขาก็รีบโบกรถแท็กซี่มาที่โรงเรียนทันที
สีหน้าของซุนผิงดูย่ำแย่เล็กน้อย เขาพยายามข่มความโกรธในใจไว้ แล้วพูดว่า: “เธอจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมมันต่างกันตรงไหน? อีกเดือนกว่า ๆ ก็จะถึงวันสอบจงเข่าแล้ว ถึงตอนนั้นเธอคุณสมบัติไม่ผ่าน ก็สู้ลาออกไปตอนนี้ หาจังหวะหางานทำซะยังดีกว่า”
เจิ้งอวี่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซุนผิง เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรง ๆ แล้วพูดอย่างจริงจัง: “อาจารย์ซุนครับ อาจารย์มีสิทธิ์ที่จะแนะนำ แต่ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาปล้นเอาสิทธิ์ในการเข้าร่วมการสอบของผมไป”
“ผมจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมมันเป็นเรื่องของผม แต่อาจารย์เป็นครูประจำชั้น แจ้งข่าวไม่ครบถ้วนก็คือการบกพร่องต่อหน้าที่ครับ”
นักเรียนห้องเก้าต่างตะลึงงันไปตาม ๆ กัน เจิ้งอวี่นี่มันกล้าต่อกรกับครูประจำชั้นตรง ๆ เลย!
ช่างกล้าบ้าบิ่นอะไรอย่างนี้!
ใบหน้าของซุนผิงเรียบเฉยดุจผืนน้ำ เขามองเจิ้งอวี่อย่างเย็นชา แล้วพูดเสียงกร้าว: “แล้วเธออยากจะทำยังไง? จะไปฟ้องร้องเหรอ ลองดูสิว่าจะมีใครสนใจเธอไหม!”
การคัดนักเรียนที่มีสมรรถภาพร่างกายต่ำออกเป็นมาตรการของโรงเรียนเพื่อเพิ่มอัตราการสอบเข้า การชี้แนะให้นักเรียนแยกย้ายไปตามสายที่เหมาะสม และการจัดสรรทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผลคือนโยบายและแนวทางของประเทศ
ต่อให้เจิ้งอวี่จะไปฟ้องร้อง ซุนผิงก็ไม่กังวลเลยแม้แต่น้อย
เจิ้งอวี่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า: “อาจารย์ซุนครับ เรื่องพวกนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ผมต้องการเข้าร่วมการทดสอบจำลอง ไม่มีปัญหาใช่ไหมครับ?”
ซุนผิงแค่นเสียงหัวเราะ: “ไม่มีปัญหาหรอก ฉันเองก็อยากจะดูเหมือนกันว่าเธอจะมีปัญญาแค่ไหน หรือว่าแค่เดือนเดียวเธอจะกระโดดจากระดับสี่ไปเป็นระดับหกได้?”
การบำเพ็ญเพียรสมรรถภาพร่างกายนั้นเปรียบดังการพายเรือทวนน้ำ ยิ่งสูงขึ้นก็ยิ่งยาก
ต่อให้เป็นนักเรียนที่มีพรสวรรค์สูงส่ง โดยปกติก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะทะลวงผ่านได้หนึ่งระดับ
เมื่อเดือนที่แล้วผลการทดสอบสมรรถภาพร่างกายของเจิ้งอวี่คือระดับสี่ ตามหลักเหตุผลทั่วไปแล้ว เขาไม่มีทางที่จะทะลวงไประดับหกได้ภายในเวลาอันสั้นเช่นนี้ นี่คือเหตุผลที่ซุนผิงตัดใจจากเขา
สำหรับนักเรียนที่ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่มีโอกาสได้เข้าร่วมการสอบจงเข่า ก็ไม่มีคุณค่าพอที่จะทุ่มเทฝึกสอน ตามแนวทางปฏิบัติของโรงเรียน การเกลี้ยกล่อมให้นักเรียนแบบนี้ลาออกไปเสียแต่เนิ่น ๆ คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
วิชาที่ใช้สอบจงเข่ามีทั้งหมดสามวิชา ได้แก่ ความรู้ทั่วไป, ทักษะยุทธ์ และสมรรถภาพร่างกาย วิชาความรู้ทั่วไปค่อนข้างง่าย โดยพื้นฐานแล้วนักเรียนจะไม่เสียคะแนนในส่วนนี้
การสอบจำลองจึงมุ่งเน้นไปที่สองวิชาหลักคือสมรรถภาพร่างกายและทักษะยุทธ์
เจิ้งอวี่เดินตรงไปยังเครื่องจักรสีเงินเครื่องหนึ่งด้วยสีหน้าที่สงบนิ่ง นี่คือเครื่องทดสอบสมรรถภาพร่างกาย สามารถประเมินระดับสมรรถภาพร่างกายของผู้ทดสอบได้โดยคร่าว
เขาวางมือลงในช่องยึดบนเครื่อง จากนั้นก็ใช้มือซ้ายกดปุ่มเริ่มต้น
ปรากฏหน้าจอสีขาวกะพริบอยู่สองสามครั้ง ไม่นานก็ส่องแสงสว่างจ้าออกมา
“สมรรถภาพร่างกายระดับเจ็ด”
สี่คำตัวใหญ่ ๆ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ตัวอักษรสีดำเข้มนั้นทำให้หัวใจของทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์บีบตัวรัดแน่นขึ้นมาทันที
ทั้งโรงยิมพลันเงียบสงัดในบัดดล ราวกับกลายร่างเป็นห้องสมุด
“เป็นไปได้ยังไง?”
ใบหน้าของซุนผิงเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขาเดินจ้ำอ้าวไปที่หน้าเครื่องทดสอบ
เขายอมเชื่อว่าเครื่องจักรเสีย ยังดีกว่ายอมรับว่าสมรรถภาพร่างกายของเจิ้งอวี่บรรลุถึงระดับเจ็ดแล้ว
นี่มันระดับเจ็ดเลยนะ!
หากจะบอกว่าภายในหนึ่งเดือน เจิ้งอวี่เลื่อนจากระดับสี่เป็นระดับห้า ก็ยังพออยู่ในขอบเขตที่เข้าใจได้ หรือถ้าจากระดับสี่เลื่อนเป็นระดับหก แม้จะน่าเหลือเชื่ออยู่บ้าง แต่ก็พอยอมรับได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ แต่การที่กระโดดจากระดับสี่พรวดเดียวขึ้นสู่ระดับเจ็ด นี่มันเรื่องเพ้อฝันชัด ๆ!
บรรดานักเรียนห้องเก้าต่างมองหน้ากันไปมา สีหน้าแต่ละคนแตกต่างกันไป พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าความเร็วในการพัฒนาของเจิ้งอวี่จะน่าตกตะลึงถึงเพียงนี้!
“สุดยอดไปเลย!”
หลี่อิงเจี๋ยเบิกตากว้าง จ้องมองเพื่อนรักที่ยืนตัวตรงอย่างองอาจ ภายในใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง
ทำไมแค่เขาเผลอแป๊บเดียว อาอวี่ก็ไปถึงระดับเจ็ดแล้วล่ะ?
หรือว่าจะเป็นเพราะน้ำยาบำรุงร่างกายระดับหนึ่งสองขวดที่เขาให้ไป?
เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่ ถ้าหากเจิ้งอวี่อาศัยแค่น้ำยาบำรุงร่างกายสองขวดนั้นเลื่อนขึ้นทีเดียวสามระดับ พรสวรรค์ของเขาก็น่ากลัวเกินไปแล้ว!
“เธอรองอีกครั้ง!”
ซุนผิงเปิดเครื่องทดสอบสมรรถภาพร่างกายใหม่อีกครั้ง ไม่พูดพร่ำทำเพลงดึงตัวเจิ้งอวี่มาทดสอบอีกรอบ
ผลลัพธ์ปราศจากข้อกังขาใด ๆ บนหน้าจอยังคงแสดงผลว่า สมรรถภาพร่างกายระดับเจ็ด
“เป็นไปไม่ได้น่า เมื่อเดือนที่แล้วก็เพิ่งทดสอบไปหยก ๆ หรือว่าเครื่องมันจะเสียจริง ๆ?”
ความตกตะลึงบนใบหน้าของซุนผิงยังไม่จางหาย เขายังคงจมดิ่งอยู่ในความตื่นตะลึงที่เจิ้งอวี่ทะลวงผ่านสามระดับได้ในเวลาอันสั้น พยายามหาคำอธิบายอื่นที่สมเหตุสมผลให้กับปรากฏการณ์นี้
“ปัง!”
เสียงดังสนั่นปลุกซุนผิงให้ตื่นจากภวังค์ เขาหันไปมองตามเสียงที่ดังมาจากไม่ไกล
ปรากฏว่าเจิ้งอวี่กำลังยืนอยู่หน้าเครื่องทดสอบพลังหมัด ค่อย ๆ ชักหมัดกลับ
ตัวเลขบนเครื่องทดสอบพลังหมัดกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็หยุดนิ่งอยู่ที่ 666
ตัวเลขนี้หมายความว่าพลังระเบิดของหมัดที่เจิ้งอวี่ปล่อยออกไปเมื่อครู่สูงถึง 666 ชั่ง
นี่มันเป็นตัวเลขมงคล
หนึ่งในสัญลักษณ์ของสมรรถภาพร่างกายระดับเจ็ดคือพลังหมัดต้องสูงถึง 600 ชั่ง การที่เจิ้งอวี่สามารถชกได้ถึง 666 ชั่ง บ่งบอกว่าเขาไม่เพียงแต่บรรลุสมรรถภาพร่างกายระดับเจ็ดเท่านั้น แต่ยังเข้าใกล้ระดับแปดแล้วด้วยซ้ำ
ซุนผิงรู้สึกคอแห้งผาก เขามองเจิ้งอวี่ด้วยสายตาที่ซับซ้อน แล้วเอ่ยถาม: “จากระดับสี่มาถึงระดับเจ็ด เธอ... ใช้เวลาไปทั้งหมดเท่าไหร่กันแน่?”