- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในปี 1943 พร้อมระบบพ่อค้าข้ามมิติ
- บทที่ 25: ช้อปปิ้ง
บทที่ 25: ช้อปปิ้ง
บทที่ 25: ช้อปปิ้ง
“นี่ ห้าหมื่น” หน้าธนาคาร มาร์ก็อทที่เพิ่งเดินออกมาโยนถุงกระดาษสีน้ำตาลใส่มือโจเซ่ทันทีที่ขึ้นรถ
พอได้ยินตัวเลข โจเซ่มือสั่นเกือบทำถุงหล่น
เขารีบเปิดดู เห็นกองแบงก์ร้อยเรียงเป็นตั้ง ๆ อยู่ห้ากอง
“ทำไมเยอะขนาดนี้?” โจเซ่ถามทั้งที่ถือถุงไว้อย่างงง ๆ ก็ไหนเขาบอกแค่ไม่กี่พัน หรือหมื่นเดียวก็เหลือเฟือแล้วไง?
แล้วก็เธอนี่กล้าดีนะพี่สาว ไม่กลัวโดนปล้นเลยรึไง?
“เยอะตรงไหน? ใช้ไปเถอะ เหลือก็เก็บไว้กับตัว นายเป็นผู้ชายต้องมีเงินติดตัวเยอะหน่อยไม่เสียหายหรอก” มาร์ก็อทพูดพลางหอมแก้มโจเซ่อย่างเอ็นดู
ประโยคนั้นเกือบทำโจเซ่น้ำตาซึม
ผู้หญิงอะไรจะน่ารักขนาดนี้! พอนึกถึงผู้หญิงยุคหลัง ๆ ที่เอาแต่เรียกร้องบ้าน รถ สารพัด โจเซ่ก็ยิ่งซาบซึ้ง
จริงด้วย… การได้อยู่ด้วยเงินผู้หญิงมันช่างหอมหวาน
ตอนนี้โจเซ่รู้สึกขอบคุณโทนี่ วินดิสสุด ๆ
ถ้าไม่ใช่เพราะหมอนั่นทำเรื่องเลว ๆ ป่านนี้ผู้หญิงดีขนาดนี้จะมาตกถึงเขาได้ยังไง?
เพื่อเป็นการตอบแทน เขาเลยตั้งใจไว้เลยว่า ตอนกำจัดโทนี่ จะทำให้มันทรมานกว่านี้หน่อย เพื่อช่วยมาร์ก็อทระบายแค้น
ไม่งั้นเขาก็รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับความรักอันลึกซึ้งของผู้หญิงที่น่าสงสารคนนี้
โจเซ่จึงพยักหน้า รับเงินมาโดยไม่ปฏิเสธ
มาร์ก็อทเห็นเขาไม่ปัดก็ไม่ได้คิดว่าเขาโลภอะไร กลับยิ่งดีใจซะอีก เพราะหมายความว่าโจเซ่ยอมรับเธออย่างเต็มที่แล้ว ไม่เหมือนก่อนหน้านี้ที่เขายังยืนกรานจะจ่ายค่าเช่าเอง
“อ้อ ใช่สิ ไปซื้อเสื้อผ้ากันหน่อย เสื้อผ้านายตอนนี้มันไม่เข้ากับหน้าตาหล่อ ๆ เลย รองเท้าหนังก็ต้องเปลี่ยนใหม่ด้วย” มาร์ก็อทพูดเสียงสดใส พลางคล้องแขนโจเซ่แน่น
“โอเค เธอว่าไงก็ว่างั้น!” โจเซ่พยักหน้า เขาไม่ได้แคร์เสื้อผ้าขนาดนั้นหรอก แต่ต่อหน้าคุณหนูที่ทั้งน่ารักทั้งใส่ใจแบบนี้ เขาปฏิเสธไม่ลงจริง ๆ
“แต่ฉันไม่มีคูปองเสื้อผ้าเหลือแล้วนะ” โจเซ่พูดขึ้นมา
เพราะไม่ต่างจากน้ำตาลหรือน้ำมัน ยุคนี้แม้แต่อเมริกาก็ต้องใช้คูปองพิเศษถึงจะซื้อเสื้อผ้ารองเท้าได้
ตั้งแต่ปี 1942 พลเมืองสหพันธรัฐทุกคนจะได้คูปองเสื้อผ้า 24 ใบต่อปี
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่คิดว่าคูปองหนึ่งใบซื้อเสื้อได้หนึ่งชิ้นเหรอ?
ไม่ใช่เลย
มาตรฐานจริง ๆ คือ: โค้ตตัวยาวใช้ 18 ใบ สูทเต็มชุด 26 ใบ รองเท้าหนึ่งคู่ 9 ใบ รองเท้าแตะ 5 ใบ ชุดชั้นในเดรส 3 ใบ กางเกงขายาว 8 ใบ ยกทรง 3 ใบ ฯลฯ … เรียกได้ว่าคูปอง 24 ใบต่อปีนี่ไม่พอจะซื้อชุดใหม่ทั้งตัวด้วยซ้ำ
รองเท้ายังมีระบบลงชื่อจริง จำกัดคนละ 2 คู่ต่อปี จะซื้อเพิ่มก็ต้องซื้อมือสองเท่านั้น
เสื้อผ้าทั่วไปยังพอซื้อได้ด้วยคูปอง แต่บางของคือหายากสุด ๆ
อะไรน่ะเหรอ?
ถุงน่องไนลอน
ใช่แล้ว… ถุงน่องไนลอน
เรื่องที่คนรุ่นหลังฟังแล้วอาจจะขำก็คือ ช่วงสงครามโลก ถุงน่องไนลอนถูกจัดเป็น “วัตถุดิบยุทธศาสตร์” เหมือนน้ำตาลกับน้ำมันเลย
เพราะมันคือวัตถุดิบทำร่มชูชีพ!
ก่อนสงคราม วัสดุหลักที่ใช้ทำร่มชูชีพของกองทัพอเมริกาไม่ใช่ไนลอน แต่เป็นไหมจากเอเชีย
พอเปิดศึกกับญี่ปุ่น เส้นทางไหมก็ถูกตัดขาด ทำให้ต้องหันมาใช้ไนลอนแทน
บริษัทผู้ผลิตไนลอนทุกแห่งรวมถึงดูปองท์ เลยโดนรัฐบาลสั่งให้หยุดผลิตสินค้าอย่างถุงน่อง แล้วหันมาผลิตร่มชูชีพแทน
จากตรงนั้นเอง ราคาถุงน่องพลเรือนพุ่งพรวด จนถึงขั้นเก็งราคาไปถึง 20 ดอลลาร์ต่อคู่
แต่แค่นั้นยังไม่พีค
ตลอดช่วงสงครามโลก ราคาสูงสุดของถุงน่องไนลอนเคยพุ่งไปถึง 4,000 ดอลลาร์ต่อคู่เลยทีเดียว
ศตวรรษที่ 21 ต่อให้เป็นของใช้แล้วของดาราก็ไม่กล้าขายแพงขนาดนั้นหรอก!
แต่ถึงอย่างนั้น การผลิตก็ยังไม่พออยู่ดี
กองทัพเลยเปิดแคมเปญบริจาค… โฆษณาเอารูปทหารหล่อ ๆ มาเชิญชวนให้ผู้หญิงทั้งประเทศบริจาคถุงน่องของตัวเอง… บอกตรง ๆ มันโคตรเหนือจริง
ยิ่งไปกว่านั้น จากรายงานของผอ. FBI เจ. เอ็ดการ์ ฮูเวอร์ บอกเลยว่า 3 เป้าหมายหลักของโจรริมถนนในอเมริกาช่วงสงครามโลก ไม่ใช่เงินสดหรือทอง
แต่คือ สุรา ถุงน่องไนลอน แล้วก็รองเท้า!
นี่แหละสาเหตุว่าทำไมโจเซ่ถึงใส่เสื้อโค้ตเก่าไม่เข้ารูปเดินบนถนน—ก็เป็นของที่พ่อเขาเคยใช้ทิ้งไว้ทั้งนั้น
แม้แต่ชุดที่เขาเปลี่ยนใส่ตอนออกไปขโมยรถ แอบเอารถมาใช้ แล้วตามไปฆ่าโจ บาร์บาโร ส่วนใหญ่ก็เป็นชุดเก่า เลยเผาทิ้งได้ไม่เสียดาย
ส่วนชุดใหม่ เขาเพิ่งซื้อได้แค่ 2–3 ชุดเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง หลังจากพอมีเงิน และใช้คูปองที่เก็บไว้จากปี 1942–1943 หมดเกลี้ยงแล้ว
นึกถึงตรงนี้ สายตาโจเซ่ก็เหลือบไปที่ต้นขาเนียนของมาร์ก็อทโดยไม่รู้ตัว มือยังเผลอลูบอีกต่างหาก
เมื่อวานมาร์ก็อทใส่ถุงน่อง แต่เขาดันฉีกมันทิ้งเพราะอารมณ์พาไป ตอนนี้เลยอดรู้สึกเสียดายไม่ได้
“ตรงนี้คนเยอะ อย่าซนสิ! ไม่ต้องห่วงเรื่องคูปองหรอก เพราะเราไม่ต้องใช้” มาร์ก็อทบอก ก่อนจะก้มมากระซิบข้างหูโจเซ่ “ถ้าอดไม่ไหวจริง ๆ เดี๋ยวค่อยหาที่เงียบ ๆ ก็ได้”
คำพูดแผ่วเบานั่นทำเอาโจเซ่ขนลุกซู่
แม่เจ้า ผู้หญิงคนนี้ช่างรู้วิธีจะยั่วจริง ๆ
ไม่ได้ ๆ ร่างกายเขายังโตไม่เต็มที่ จะหมดแรงก่อนวัยไม่ได้เด็ดขาด
เลยทำเป็นไม่ได้ยินประโยคสุดท้ายนั้น รีบสตาร์ทรถขับไปตามทางที่มาร์ก็อทบอก
จนไปถึงที่หมาย โจเซ่ถึงได้รู้ว่าที่มาร์ก็อทบอกจะพาไปซื้อเสื้อผ้า ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า
แต่เป็นร้านตัดสูทสั่งทำสุดหรู แบบที่เขาเคยได้ยินชื่อมาจากชาติก่อนนั่นเอง
เพียงแต่ในยุคนี้ ร้านตัดสูทยังไม่ทำตัวหยิ่งเหมือนยุคหลัง ยังมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปขายให้ด้วย
หลังจากโดนช่างในร้านวุ่นวายวัดตัวนั่นนี่ มาร์ก็อทก็ช่วยเลือกให้โจเซ่ทั้งชุดสำเร็จรูปสามเซ็ตแบบเต็มยศ แล้วก็สั่งทำเพิ่มอีกสามชุด
ทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้คูปองแม้แต่ใบเดียว แต่จ่ายเป็นเงินสดก้อนหนา ๆ
แน่นอนว่าความเป็นคุณหนูไฮโซชิคาโก้ของมาร์ก็อทก็ช่วยได้เยอะเหมือนกัน
สรุปก็คือ ของขาดแคลนหรือระบบจำกัดทั้งหลาย มันก็เอาไว้กีดกันคนธรรมดาเท่านั้นแหละ
หลังจากซื้อเสื้อผ้าเสร็จ ทั้งคู่ก็แวะไปร้านรองเท้าอีกร้าน กระบวนการก็คล้าย ๆ กัน
จากนั้นก็แวะร้านนาฬิกา ควักเงินหลายพันซื้อนาฬิกาเบรเกต์มาเรือนหนึ่ง
แม้ว่าในยุคหลังชื่อเสียงของเบรเกต์จะถูกแซงโดยแบรนด์อย่างปาเต็ก ฟิลิปป์ หรือ คอนสแตนตินที่โผล่มาทีหลัง แต่ในเวลานี้ เบรเกต์ยังคงเป็นแบรนด์ชั้นนำสุดหรูที่ไร้คู่แข่งอยู่ดี
ปัจจุบัน เบรเกต์ไม่ได้ทำแค่นาฬิกาเท่านั้น แต่ยังผลิตเครื่องมือการบิน การเดินเรือ ไปจนถึงเครื่องบินรบเลยทีเดียว
หลังจากช้อปปิ้งเสร็จและจัดการแต่งตัวใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า โจเซ่ก็เปลี่ยนลุคไปอย่างสิ้นเชิง ผสมกับหน้าตาหล่อเหลาที่มีอยู่แล้ว บวกกับรูปร่างสูงโปร่ง และความมั่นใจของคนที่ “ทะลุมิติ” มา บุคลิกโดยรวมของเขาก็ยิ่งดูโดดเด่น
จากหนุ่มหล่อธรรมดา ๆ เขากลายเป็นสุภาพบุรุษสมัยใหม่เต็มตัว
จริงดังที่โบราณว่าไว้ “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” นั่นเอง
FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]
……….