เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: การค้าทองคำ

บทที่ 1: การค้าทองคำ

บทที่ 1: การค้าทองคำ


ตอนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ในชิคาโก้ อากาศก็ยังคงหนาวเหน็บเหมือนเดิม

แม้จะเป็นปี 1943 ที่สงครามโลกกำลังปะทุอย่างรุนแรงในยุโรปและเอเชีย แต่ชิคาโก้ในฐานะเมืองอุตสาหกรรมใหญ่ที่อยู่ห่างจากแนวหน้าสงคราม และยังเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญของอเมริกา ก็ยังคงดูสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองอยู่ดี

ถนนที่คึกคักในเวลากลางวัน ร้านค้าต่าง ๆ ที่เรียงรายกันพราวตา และสุภาพบุรุษสุภาพสตรีที่เดินไปมาขวักไขว่ ทำให้บรรยากาศดูมีชีวิตชีวาไม่ต่างจากศตวรรษที่ 21 เลย

ถ้าไม่ติดว่าบนถนนมีโปสเตอร์โฆษณาสงครามแปะอยู่เป็นระยะ ๆ ก็คงยากจะเชื่อว่าที่อีกฟากหนึ่งของโลกกำลังมีสงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

แต่เรื่องทั้งหมดนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโจเซ่เลยสักนิด

ตอนนี้เขากำลังเดินฝ่าถนนอันวุ่นวายด้วยเสื้อโค้ทตัวใหญ่ที่ใส่แล้วดูหลวมโพรก ก่อนจะเลี้ยวเข้าร้านค้าริมถนนร้านหนึ่ง

“ดูไปก่อนเลยนะ ถ้าอยากได้อะไรก็ค่อยว่ากัน!” เจ้าของร้านแก่ ๆ เอ่ยโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเลย ในขณะที่เสียงกระดิ่งที่ประตูดังแจ้งการมาถึงของโจเซ่

ที่นี่เป็นร้านขายของเบ็ดเตล็ด มีตั้งแต่ของชิ้นเล็ก ๆ อย่างกรรไกรหรือมีด ไปจนถึงของใหญ่ ๆ อย่างวิทยุหรือแผ่นเสียง ทุกอย่างถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

แต่โจเซ่ไม่ได้มาซื้อของ เขามาขายของต่างหาก

“ได้ยินมาว่าคุณรับซื้อทอง?” โจเซ่เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ ถามเจ้าของร้านแก่ที่กำลังยุ่งอยู่กับวิทยุเก่า ๆ เครื่องหนึ่ง

พอได้ยินแบบนั้น เจ้าของร้านก็เงยหน้าขึ้นมานิด ๆ มองเขา แล้วก็ชะงักนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าเป็นแค่เด็กหนุ่มอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี แต่ก็พยักหน้าอยู่ดี

โจเซ่ไม่ลังเลเลย ควักถุงเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋าเสื้อโค้ท วางมันลงบนเคาน์เตอร์แล้วเปิดออก เผยให้เห็นเครื่องประดับทองคำด้านใน

“หืม? ดูคล้าย ๆ งานฝีมือของชนพื้นเมืองอินเดียนแดงนะ แต่ก็ยังไม่ใช่ซะทีเดียว ได้มายังไงเนี่ย?” เจ้าของร้านถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ ขณะจ้องเครื่องทองในถุง

“ทำไมล่ะ? ถ้าเป็นของอินเดียนแดงจะขายได้แพงกว่ารึไง?” โจเซ่ไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ยิงคำถามกลับแทน

“ก็ไม่เชิงหรอกนะ เพราะมันไม่ค่อยเข้ากับรสนิยมของคนทั่วไปเท่าไหร่” เจ้าของร้านยักไหล่หน่อย ๆ ที่นี่รสนิยมหลักก็ไม่พ้นของพวกคนผิวขาว งานฝีมือแบบดิบ ๆ ของชาวอินเดียนแดงมันไม่ถูกใจคุณหญิงคุณนายหรอก สุดท้ายทองพวกนี้ก็จบที่การโดนหลอมใหม่อยู่ดี

“แล้วคุณให้เท่าไหร่ล่ะ?” โจเซ่ถามอีกครั้ง เขาไม่สนเรื่องดีไซน์หรอก เพราะเขารู้อยู่แล้วว่านี่ไม่ใช่ทองของอินเดียนแดงเลย

“ใจเย็น ๆ สิ ไอ้หนู! รอแป๊บ!” เจ้าของร้านแก่พูดปลอบ แล้วก็หันหลังไปค้นหาอะไรบางอย่างอย่างช้า ๆ

พอเห็นแบบนั้นโจเซ่ก็ไม่ได้รีบร้อนอะไร เพราะเขาสืบมาแล้วว่าที่นี่เป็นร้านเก่าแก่ประจำย่าน แล้วก็ทำหน้าที่เป็น “โรงจำนำ” ไปในตัวด้วย

แล้วสิ่งที่เขาเอามาขายก็แค่ทอง ไม่ใช่ของผิดกฎหมายอะไร

ก็... ถ้าจะว่าไปตามกฎของรูสเวลต์ที่ออกเมื่อสิบปีก่อน การซื้อขายทองโดยเอกชนมันก็ผิดกฎหมายจริงนั่นแหละ ซึ่งกฎหมายนี้จะยังไม่ถูกยกเลิกอย่างถาวรจนกว่าจะถึงยุคของนิกสันในอีกยี่สิบกว่าปีข้างหน้า

แต่ความจริงก็คือ ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มขึ้น กฎข้อนี้ก็ไม่ได้เข้มงวดเท่าเมื่อก่อนแล้ว

ยิ่งพอมีผู้อพยพหลั่งไหลเข้ามามากมาย รัฐบาลสหรัฐก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นต่อการซื้อขายทองแบบลับ ๆ ดังนั้นการซื้อขายทองในระดับเล็ก ๆ ก็เลยกลายเป็นเรื่องปกติทั่วไป

แน่นอนว่า วิธีที่ปลอดภัยที่สุดก็คือการขายทองให้ธนาคารในราคาสามสิบห้าดอลลาร์ต่อออนซ์ (1 ออนซ์ ประมาณ 28 กรัม)

แต่ทำแบบนั้น... มันขาดทุนยับ

เพราะราคาทองในตลาดตอนนี้มันพุ่งไปที่ห้าสิบดอลลาร์ต่อออนซ์แล้ว

ต่างกันตั้งสิบห้าดอลลาร์เลยนะ ซึ่งไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลย

เพราะอย่าลืมว่า ค่าครองชีพในยุคนี้ เงินดอลลาร์มันมีอำนาจซื้อสูงมาก

ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างในเมืองใหญ่อย่างชิคาโก้ ถ้าไปกินข้าวในร้านธรรมดา ๆ สั่งชุดใหญ่ที่มีทั้งกาแฟ เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ก็แค่ประมาณห้าสิบถึงหกสิบเซ็นต์ ส่วนเบอร์เกอร์ชิ้นโต ๆ ก็แค่ยี่สิบเซ็นต์เท่านั้นเอง

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าคนธรรมดาจะออกไปกินข้าวนอกบ้านทุกวัน สิบห้าดอลลาร์ก็พอกินหรูอยู่สบายได้เป็นอาทิตย์เลยล่ะ

ทองที่โจเซ่เอามาวันนี้ก็ไม่ได้มากหรือน้อยเกินไป อยู่ที่ประมาณสิบออนซ์ ต่างกันถึงร้อยห้าสิบดอลลาร์ นี่มันเท่ากับรายได้สองถึงสามเดือนของคนทั่วไปเลยนะ

อย่าไปหลงตัวเลขว่ารายได้เฉลี่ยของชาวอเมริกันในปี 1943 มันทะลุหลักพันดอลลาร์แล้ว

เพราะคนที่เข้าใจว่า “รายได้เฉลี่ย” มันแปลว่าอะไร... ก็จะรู้ดี

ความจริงแล้ว สำหรับคนทำงานธรรมดาในเมือง รายได้ทั้งปีที่อยู่ราว ๆ เจ็ดถึงแปดร้อยดอลลาร์ก็ถือว่าดีมากแล้ว

ทำไมหนุ่มสาวอเมริกันถึงอยากเข้ากองทัพกันนักในช่วงสงครามโลก?

ก็เพราะเงินเดือนมันดีไงล่ะ!

ทหารยศพลทหารธรรมดาก็ได้เดือนละห้าสิบดอลลาร์ พอยศสูงขึ้นแต่ละขั้นก็จะเพิ่มอีกสิบถึงยี่สิบดอลลาร์ ถ้าเป็นสิบตรีเงินเดือนก็พุ่งไปที่ร้อยดอลลาร์ต่อเดือน ยังไม่รวมเบี้ยเลี้ยงต่างหาก

เพราะงั้น... ร้อยห้าสิบดอลลาร์นี่ไม่ใช่เงินน้อย ๆ เลย

โจเซ่เองก็ไม่ได้มีทองในมือเยอะนัก ดังนั้นจะให้ไปขายธนาคารแล้วเสียส่วนต่างเยอะขนาดนี้ เขาไม่ยอมอยู่แล้ว ถึงต้องเสี่ยงหน่อยก็ยอม

โชคดีที่เจ้าของร้านแก่ไม่ทำตัวน่าสงสัยอะไร เขากลับมาพร้อมกับเครื่องมือหลายอย่าง ทั้งถ้วยตวงน้ำ เครื่องชั่ง ฯลฯ

“ทองชุดนี้ความบริสุทธิ์ไม่สูงนัก น่าจะแค่ประมาณ 80% เท่านั้น ฉันให้ได้แค่สี่สิบดอลลาร์ต่อออนซ์นะ” เจ้าของร้านสรุปหลังจากใช้วิธีวัดค่าความถ่วงจำเพาะของทอง

“ตกลง!” โจเซ่ไม่แปลกใจกับคำตอบนั้นเลย เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าทองชุดนี้ความบริสุทธิ์ไม่สูง จะเอาให้ดีได้ไง ในเมื่อโลกนั้นเทคโนโลยีโลหะยังไม่ได้พัฒนา ไหนจะพวกป่าเถื่อนที่ยังหลอมเหล็กไม่เป็นอีก

ดังนั้นเขาก็เลยรับราคาที่เจ้าของร้านเสนอมาแบบไม่มีปัญหา

“ดีเลย รวมแล้วได้ 9.8 ออนซ์ ฉันจะไม่หักเธอละกัน นับให้ครบสิบออนซ์เลย นี่ สี่ร้อยดอลลาร์ เอาไปเลย ไอ้หนู!” พอเห็นว่าโจเซ่ตกลงง่าย ๆ เจ้าของร้านก็ไม่พูดมาก หันหลังไปหยิบเงินก้อนหนึ่งจากเคาน์เตอร์ ดึงออกมาสองใบ แล้วส่งที่เหลือให้โจเซ่

โจเซ่รับเงินม้วน ๆ นั้นมา แกะยางรัดออกแล้วนับดู มีแบงค์ห้าสิบดอลลาร์แปดใบ เป๊ะเลย

ในเมื่อยุคนั้นอเมริกายังไม่มีระบบบัตรเครดิต แบงค์ใบใหญ่ก็เลยไม่ได้หายากแบบในศตวรรษที่ 21 ที่บางทีจะเจอแบงค์ห้าสิบใบยังยากเลย

“ช่วยแลกแบงค์ห้าสิบให้หน่อยได้มั้ยครับ? อยากได้แบงค์ย่อยหน่อย สักใบละห้า หรือสิบก็ได้” โจเซ่นับเงินเสร็จ ตรวจสอบว่าเป็นของแท้ แล้วก็ผลักแบงค์ห้าสิบกลับไปหนึ่งใบ

ถึงแม้จะไม่ใช่ธนบัตรหายาก แต่ด้วยกำลังซื้อที่สูงของมัน มันก็ไม่สะดวกนักถ้าไม่มีแบงค์ย่อยติดตัวไว้

เจ้าของร้านไม่พูดอะไรมาก แค่พยักหน้า แล้วก็แลกมาให้เป็นแบงค์ห้าดอลลาร์หนึ่งม้วน

พอนับเงินจนเรียบร้อย โจเซ่ก็มัดรวมใหม่ เก็บใส่กระเป๋าเสื้อ เตรียมตัวจะออกจากร้าน

“ถ้ามีของแบบนี้มาอีก ก็เอามาขายกับฉันได้นะ ‘ลุงฮอว์ก’ คนนี้เขาชื่อเสียงดีแถวนี้เลยล่ะ!” เสียงเจ้าของร้านตะโกนไล่หลังมาตอนที่โจเซ่เดินถึงหน้าประตู

“แน่นอน!” โจเซ่ชะงักเล็กน้อยตอนที่ได้ยินแบบนั้น พยักหน้า แล้วก็เดินจากไป

--------------------

เรื่องนี้ต้นฉบับจบแล้ว 380 ตอน

--------------------

FB Page: Rubybibi นิยายแปล [ฝากกดติดตามเพจด้วยนะคะ อัพเดททุกวัน อ่านตอนใหม่ก่อนใคร จิ้มที่นี่เลยค่ะ]

ชั้นหนังสือรวมผลงานทุกเรื่อง จิ้มที่นี่เลยค่ะ >> Rubybibi

ผลงาน [นิยายแปล] ของ Rubybibi

⚙️เกิดใหม่ ในปี 1943 พร้อมระบบพ่อค้าข้ามมิติ

🐛เกิดใหม่เป็นก็อบลินพร้อมระบบจำลองชีวิต

🏪ระบบอะไร? ยิ่งเจ๊งยิ่งรวย! เริ่มต้นด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต

💂‍ดินแดนของฉันมีแต่ทหารระดับเทพ

📀มาร์เวล: ระบบโหลดเทมเพลตตัวเอกแบบสุ่ม

🔮จ้าวแห่งเวทมนตร์ในจักรวาลมาร์เวล

🃏ฮอกวอตส์: ระบบสุ่มกาชา

🎁วันสิ้นโลก: สิ่งของที่ผู้หญิงใช้จะได้คืนหมื่นเท่า

🔯พรสวรรค์ระดับ SSS คูลดาวน์เร็วขึ้นล้านเท่า

🍻ปลุกพลังเซียนดาบแห่งสุรา ฉันเก่งขึ้นได้ด้วยการดื่ม (จบแล้ว)

🐉ปรมาจารย์สัตว์อสูรระดับเทพ (จบแล้ว)

💰เส้นทางสู่มหาเศรษฐีด้วยระบบสุ่มเทคโนโลยีหมื่นโลก (จบแล้ว)

🎭ผจญภัยในจักรวาลมาร์เวลกับระบบจำลองตัวละคร

🍁ระบบคัดลอกพรสวรรค์แห่งวันสิ้นโลก (จบแล้ว)

🏰เริ่มต้นด้วยความไร้เทียมทานและสร้างมหานครนิรันดร์ (จบแล้ว)

🍀ระบบเทพเจ้าผู้สร้าง : กำเนิดใหม่ในโลกบรรพกาล

🌟ผจญภัยในโลกวันพีซกับระบบจำลองตัวละคร

🍥ระบบอัญเชิญนินจาสู่จักรวาลมาร์เวล

😈จอมมารที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งฮอกวอตส์ (จบแล้ว)

🦸‍สงครามแห่งมาตุภูมิอเมริกันคอมิกส์ (จบแล้ว)

🎀วันสิ้นโลกกับระบบสุ่มเสบียงไม่จำกัดทุกวัน (จบแล้ว)

🍄วันสิ้นโลก: รูเล็ตต์ของฉันเลเวลสูงกว่าคนอื่น (จบแล้ว)

🎮อัตราดรอป 100% ณ จุดเริ่มต้นของโลกในตำนาน (จบแล้ว)

🌞เกิดใหม่เป็นอพอลโล่เทพแห่งดวงอาทิตย์ พร้อมระบบหีบสมบัติ (จบแล้ว)

💥มาร์เวล: เมื่อผมแต่งงานกับแบล็ควิโดว์ (จบแล้ว)

💫คุณปู่ตะลุยมัลติเวิร์ส (จบแล้ว)

🧙จอมเวทย์สูงสุดแห่งฮอกวอตส์ (จบแล้ว)

--------------------

จบบทที่ บทที่ 1: การค้าทองคำ

คัดลอกลิงก์แล้ว