- หน้าแรก
- ชะตาลับใต้ต้นท้อ
- ตอนที่ 10: ยิ่งคิดยิ่งสยอง
ตอนที่ 10: ยิ่งคิดยิ่งสยอง
ตอนที่ 10: ยิ่งคิดยิ่งสยอง
วันนั้นเจ้าลิงที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ บุกไปถึงตำหนักอัสนีเพื่อท้าประลองกับท่านเทพเหวินจ้ง
ทว่าท่านเทพเหวินจ้งกลับทำหูทวนลม ปล่อยให้เจ้าลิงอาละวาด ลงไปนอนกลิ้งเกลือก หรือก่อกวนอย่างไร เขาก็ยังคงนิ่งเฉยราวกับรูปปั้นดินปั้น เอาแต่ก้มหน้าก้มตากวาดพื้นต่อไป
แม้เจ้าลิงจะร่ายคาถาทำให้พื้นทที่เพิ่งกวาดสะอาดสกปรกเลอะเทอะอีกครั้ง ท่านเทพเหวินจ้งก็ทำเป็นมองไม่เห็น เล่นเอาความอดทนของเจ้าลิงแทบระเบิดออกมา
ทว่า แม้ท่านเทพเหวินจ้งจะเมินเฉยได้ แต่เหล่าขุนพลเทพสายฟ้าคนอื่นๆ กลับทนไม่ไหว
ขุนพลเทพสายฟ้าเหล่านี้ในอดีตชาติล้วนเป็นศิษย์ของนิกายเจี๋ยเจี้ยว ขนาดเง็กเซียนฮ่องเต้พวกเขายังไม่เห็นอยู่ในสายตา แล้วจะนับประสาอะไรกับลิงปีศาจตัวเล็กๆ เพียงตัวเดียว พวกเขาจึงพากันตะโกนด่าทอเจ้าลิงทันที
เจ้าลิงเองก็ใช่ว่าจะยอมคน มันกระโดดขึ้นไปนั่งไขว่ห้างบนป้ายหน้าตำหนักอัสนีแล้วตะโกนด่าสวนกลับไปอย่างดุเดือด
เมื่อด่ากันไปด่ากันมา เรื่องราวจึงลุกลามบานปลายกลายเป็นการลงไม้ลงมือ
เริ่มจากหนึ่งต่อหนึ่ง จากนั้นก็ผลัดกันเข้ามาสู้ จนสุดท้ายกลายเป็นการรุมกินโต๊ะ...
เจ้าลิงนั้นไม่เคยหวั่นเกรงการตะลุมบอนเช่นนี้อยู่แล้ว มันดึงขนออกมาหนึ่งกำมือ เสกเป่าเป็นลิงตัวน้อยนับไม่ถ้วน ออกอาละวาดจนตำหนักอัสนีปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด
ถึงกระนั้น ท่านเทพเหวินจ้งก็ยังไม่ยอมชายตามองแม้แต่แวบเดียว
จนกระทั่ง...
"ศิษย์รุ่นที่สามของนิกายเจี๋ยเจี้ยวมีน้ำยาแค่นี้เองรึ? น่าผิดหวังเสียจริง! พวกเจ้ามันก็แค่พวกไร้ประโยชน์ ต่อให้มัดรวมกันเข้ามา ก็ยังเทียบนาจาคนเดียวไม่ได้ด้วยซ้ำ ขายขี้หน้านิกายเจี๋ยเจี้ยวจริงๆ! ข้าไม่รู้เลยว่าพวกเจ้าได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพมาได้อย่างไร หรือว่าใช้เส้นสายเข้ามาทางประตูหลัง?"
เจ้าลิงที่เชื่ออย่างสนิทใจว่าการได้เป็นเทพคือวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่ใครๆ ต่างใฝ่ฝัน หารู้ไม่ว่าศิษย์นิกายเจี๋ยเจี้ยวเหล่านี้ถูกสังหารและจำใจต้องมารับตำแหน่งเทพ คำพูดนี้จึงเหมือนการเอามีดไปกรีดแผลเก่าของพวกเขาเข้าอย่างจัง
โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "ต่อให้มัดรวมกันก็ยังเทียบนาจาไม่ได้ ขายขี้หน้านิกายเจี๋ยเจี้ยว" นั้นเปรียบเสมือนการราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ต่อให้เป็นพระอิฐพระปูนก็ยังต้องโกรธจนควันออกหู
ไม้กวาดในมือท่านเทพเหวินจ้งชะงักลง เมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเหม่อลอย ไร้ชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย กลับอัดแน่นไปด้วยโทสะที่ควบแน่นจนทำให้หัวใจของเจ้าลิงสั่นสะท้าน
วินาทีนั้น เจ้าลิงรู้ตัวทันทีว่าเจอของจริงเข้าให้แล้ว
และผลการต่อสู้ก็เป็นไปตามที่มันคาดการณ์ไว้
ร้อยกระบวนท่าไร้ผู้แพ้ชนะ สามร้อยกระบวนท่าเริ่มตกเป็นรอง!
ผลลัพธ์นี้ทำให้เจ้าลิงรู้สึกท้อแท้และหมดอารมณ์ที่จะสู้ต่อ
ขนาดท่านเทพเหวินจ้งที่ดูซึมกระทือมานับหมื่นปียังเก่งกาจถึงเพียงนี้ แล้วอวี่หยวน เทพธิดาจินหลิง หรือหยางเจี้ยนที่ร้ายกาจกว่านี้เล่า จะเก่งกาจขนาดไหน?
เจ้าลิงฝืนต้านรับอยู่อีกครู่หนึ่ง ก่อนจะหลอกล่อด้วยกระบวนท่าแล้วรีบเรียกเมฆตีลังกาเหาะหนีออกมา
หลังจากนั้น มันก็ไปท้าประลองกับเทพดาราวารีและเทพดาราอัคคี แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
แม้อวี่หยวนและเทพธิดาจินหลิงจะมีพลังด้อยกว่าท่านเทพเหวินจ้งอยู่บ้าง แต่ด้วยคาถาอาคมและของวิเศษสารพัดชนิด พวกเขากลับกดดันเจ้าลิงได้หนักหน่วงยิ่งกว่าท่านเทพเหวินจ้งเสียอีก
ผ่านการประลองมาหลายยก แม้เจ้าลิงจะไม่ถึงกับพ่ายแพ้และยังพอกุมความได้เปรียบอยู่บ้าง แต่ความสะเทือนใจที่ได้รับกลับหนักหนายิ่งกว่าตอนโดนศิษย์รุ่นที่สองของนิกายฉานเจี้ยวและเจี๋ยเจี้ยวไล่ทุบตีเสียอีก
"สิ่งที่เจ้าท้อน้อยพูดเป็นความจริง"
"อย่าว่าแต่ศิษย์รุ่นที่สองเลย แม้แต่ศิษย์รุ่นที่สามของทั้งสองนิกาย เล่าซุนก็ยังเอาชนะได้ยาก"
"เล่าซุนหลงตัวเองมาตลอด ที่แท้ก็เป็นเพียงกบในกะลา"
อารมณ์ของเจ้าลิงดำดิ่งถึงขีดสุด
แต่ภายใต้ความหดหู่นั้น ความกระหายในพลังอำนาจที่ไม่เคยมีมาก่อนก็ลุกโชนขึ้น
"สักวันหนึ่ง เล่าซุนจะเป็นฉีเทียนต้าเซิ่ง ผู้ยิ่งใหญ่เสมอฟ้าดินให้จงได้!"
ทันใดนั้น เจ้าลิงก็นึกถึงคำพูดของหลี่อันหรานที่ว่า 'คนอย่างหยางเจี้ยนที่เป็นยอดฝีมือของศิษย์รุ่นที่สาม ต้องรอให้กินท้อสวรรค์และยาจินตันทิพย์เข้าไปก่อน ถึงจะพอสูสีได้บ้าง'
เจ้าลิงเบนเป้าหมายไปที่ตำหนักดุสิต หรือพูดให้ถูกคือ ยาจินตันทิพย์ในตำหนักดุสิต
แล้วความจริงอันโหดร้ายก็ปรากฏ
ยังไม่ทันได้ย่างกรายเข้าไปในตำหนักดุสิต มันก็ถูก 'วัวเขียว' ที่ผูกไว้กับเสาหน้าตำหนักจับได้ และเตะกระเด็นออกมา
ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ถึงสิบสามครั้ง!
สิ่งนี้ทำให้เจ้าลิงตระหนักได้ว่า ที่มันโดนเตะออกมาไม่ใช่เพราะประมาท แต่เป็นเพราะมันสู้เจ้าวัวตัวนี้ไม่ได้จริงๆ!
ฉีเทียนต้าเซิ่งผู้เกรียงไกร กลับเอาชนะไม่ได้แม้แต่สัตว์พาหนะที่เฝ้าหน้าตำหนักดุสิต?
นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้วใช่ไหม?
สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ในอนาคตที่เจ้าท้อน้อยทำนายไว้ เขากลับสามารถขโมยกินทั้งท้อสวรรค์และยาจินตันทิพย์ได้สำเร็จ!
แค่คิดเจ้าลิงก็ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"โลกไซอิ๋วนี่ลึกล้ำสุดหยั่งถึง! เล่าซุนควรรีบกลับไปกบดานที่เขาฮัวกั๋วซานจะดีกว่า!"
...
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าลิงก็เงยหน้ามองหลี่อันหราน
'โลกไซอิ๋ว' เป็นคำศัพท์ที่มันได้ยินมาจากหลี่อันหราน
แม้จะไม่เข้าใจความหมายที่แน่ชัดของคำว่า 'โลกไซอิ๋ว' แต่มันมั่นใจว่าโลกไซอิ๋วกับตัวมันต้องมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง
เพราะหลี่อันหรานมักจะเอ่ยถึงชื่อของมันในความคิดเชื่อมโยงกับโลกไซอิ๋วอยู่บ่อยครั้ง!
นั่นหมายความว่า ตัวมันเองกำลังเดินอยู่บนเส้นทางแห่งโลกไซอิ๋ว!
เมื่อเชื่อมโยงเรื่องนี้เข้ากับถ้ำในภูเขาองคุลีที่ถูกจัดเตรียมไว้เพื่อมันโดยเฉพาะ, สวนท้อสวรรค์ที่ดูเหมือนจะกลัวว่ามันจะไม่ขโมยกิน, และยาจินตันทิพย์ที่มันไม่ควรจะมีปัญญาขโมยมากินได้เลย
แผนการร้าย!
นี่มันเป็นแผนการร้ายที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า!
เบื้องหลังโลกไซอิ๋วนี้ จะต้องมีแผนการสมรู้ร่วมคิดอันน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่อย่างแน่นอน!
ยิ่งใหญ่ขนาดที่ต้องให้เง็กเซียนฮ่องเต้ พระยูไล และปรมาจารย์ไท่ซ่างเหล่าจวินร่วมมือกันจัดฉาก และตัวมันก็เป็นหมากตัวสำคัญในกระดานนี้ รวมถึงอาจารย์ราคาถูกอย่างพระถังซัมจั๋งนั่นก็น่าจะเป็นหนึ่งใน...
"กรอด... กรอด..."
ทันใดนั้น เจ้าลิงก็ได้ยินเสียงแผ่วเบา เมื่อมองตามเสียงไป ก็เห็นแมลงตัวจิ๋วขนาดเท่าเมล็ดข้าวกำลังกัดกินลูกท้ออยู่บนต้นท้อฝั่งตรงข้าม ร่างครึ่งหนึ่งมุดเข้าไปในผลท้อแล้ว
เจ้าลิงกระโดดผลุงเข้าไป เตรียมจะดึงมันออกมาบี้ให้แหลกคามือ แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามา... นี่มันสวนท้อของตาแก่เง็กเซียน ไม่ใช่เขาฮัวกั๋วซานของเล่าซุนเสียหน่อย!
ตาแก่เง็กเซียนนั่นจิตใจอำมหิต วางแผนทำร้ายข้า แล้วทำไมข้าต้องช่วยกำจัดศัตรูพืชให้ด้วย?
ปล่อยให้หนอนเจาะกินให้หมดสวนไปเลยยิ่งดี!
เจ้าลิงเลิกสนใจแมลงพวกนั้น หันหลังกลับไปหาหลี่อันหรานพลางครุ่นคิดในใจ
เจ้าท้อน้อยนี่หยั่งรู้อดีตและอนาคต แถมยังล่วงรู้ความลับสวรรค์มากมาย หากลงไปถึงโลกมนุษย์แล้ว ข้าจะปล่อยให้มันหนีไปไม่ได้เด็ดขาด!
มีแต่ต้องเก็บมันไว้ข้างกายเท่านั้น ข้าถึงจะรู้เรื่องราวต่างๆ มากขึ้น และมีโอกาสหนีรอดจากแผนการร้ายอันมหึมานี้ เพื่อไปคิดบัญชีกับพวกตัวการที่อยู่เบื้องหลัง!
ใช่แล้ว! ห้ามปล่อยให้มันหนีไปเด็ดขาด!
หลี่อันหรานหารู้ไม่ถึงความคิดในใจของเจ้าลิง หลังจากได้รับถ่ายทอดคาถาแปลงกาย เขาก็มุ่งมั่นฝึกฝนอย่างตั้งใจ
อาจเป็นเพราะเขามีพรสวรรค์ในการเรียนรู้โดยธรรมชาติ หรืออาจเป็นเพราะพื้นฐานอันลึกล้ำกับค่าความประทับใจ 100 แต้มที่มีต่อเจ้าลิง การฝึกฝนของเขาจึงราบรื่นอย่างเหลือเชื่อ
เพียงไม่กี่นาที เขาก็รู้สึกว่าตนเองจับเคล็ดลับได้แล้ว
หลี่อันหรานท่องคาถา ตะโกนก้อง "เปลี่ยน!" บิดกายวูบหนึ่ง กลายเป็นก้อนหินขนาดเท่ากำปั้น
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้คาถาแปลงกาย ข้อบกพร่องจึงเห็นได้ชัดเจน ก้อนหินของเขามีรูปทรงเหมือนลูกท้อเปี๊ยบ แถมยังมีขนปุยเล็กๆ งอกออกมา ดูเหมือนงานแกะสลักหินรูปท้อมากกว่าก้อนหินธรรมชาติ
"คงเป็นปัญหาตอนเดินลมปราณในช่วงท้าย"
"ในหัวข้าไม่ควรนึกภาพลูกท้อ แต่ควรนึกภาพก้อนหินทรงรี"
หลี่อันหรานทบทวนข้อผิดพลาด เตรียมจะคลายคาถาเพื่อลองใหม่ แต่เจ้าลิงเริ่มหมดความอดทนแล้ว
"พอแล้ว! พอแล้ว! ยังไงเจ้าก็ต้องเข้าไปอยู่ในแขนเสื้อของเล่าซุน ไม่มีใครเห็นอยู่แล้ว แค่แปลงเป็นหินเพื่อกลบกลิ่นอายและลมปราณได้ก็พอ!"
คาถาแปลงกายทั่วไปส่วนใหญ่เป็นภาพลวงตา ที่ดีขึ้นมาหน่อยคือการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ แต่ 'วิชาแปดเก้าเร้นลับ' นั้นเป็นสุดยอดวิชาแปลงกายที่เปลี่ยนไปถึงระดับแก่นแท้
หากแปลงเป็นหิน ก็จะเป็นหินจริงๆ ไร้ซึ่งกลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต ต่อให้เป็นผู้ที่มีตบะแก่กล้ากว่ามาก ก็ยากที่จะจับผิดได้
"จงเล็กลง! เล็กลง! เล็กลง!"
เจ้าลิงร่ายคาถา เป่าลมเบาๆ ใส่หลี่อันหราน ทำให้ร่างของหลี่อันหรานหดเล็กลงเท่าถั่วลิสง จากนั้นก็จับยัดใส่แขนเสื้อ แล้วเรียกเมฆตีลังกาเหาะออกจากสวนท้อสวรรค์ทันที
แต่เหาะไปได้ไม่ไกล ก็เห็นเมฆมงคลลอยมาแต่ไกล บนเมฆนั้นมีนักพรตชราผู้หนึ่ง ผิวพรรณเปล่งปลั่งดั่งทารก หนวดเคราและคิ้วขาวโพลน ถือแส้ปัดแมลงอยู่ในมือ
นั่นคือคนคุ้นเคยของเจ้าลิง เทพไท่ไป๋จินซิงนั่นเอง
เมื่อเห็นเจ้าลิงมาแต่ไกล ไท่ไป๋จินซิงก็รีบตะโกนเรียก "ท่านมหาเทพช้าก่อน! ท่านมหาเทพช้าก่อน! ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าที่ตำหนักหลิงเซียวเพื่อสอบถามความ"