- หน้าแรก
- บทท่านเทพดีนี่ หวานปากข้าล่ะสิสหายพรต
- บทที่ 3 ทอง! ตำนาน!
บทที่ 3 ทอง! ตำนาน!
บทที่ 3 ทอง! ตำนาน!
บทที่ 3 ทอง! ตำนาน!
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เฉียนอวิ๋นยกอ่างน้ำอุ่นมาที่ห้องของศิษย์พี่เพื่อปลุกเขาตื่นและปรนนิบัติล้างหน้าล้างตาเช่นเคย
แต่ที่ทำให้นางประหลาดใจคือ ศิษย์พี่ตื่นอยู่ก่อนแล้ว และกำลัง "เต้นรำ" อยู่ที่ลานบ้าน
ทว่าศิษย์พี่บอกว่านี่ไม่ใช่การเต้นรำ
แต่เป็นกายบริหารที่เรียกว่า "แสงตะวันหลากสี" ต่างหาก
หลังจากซูหลีทำกายบริหารจบไปหนึ่งชุด เฉียนอวิ๋นก็ส่งสิ่งที่ศิษย์พี่ประดิษฐ์ขึ้นที่เรียกว่า "แปรงสีฟัน" พร้อมโรยเกลือละเอียดไว้ด้านบนให้เขา
เมื่อซูหลีแปรงฟันเสร็จ เฉียนอวิ๋นก็ยื่นผ้าเช็ดหน้าบิดหมาดที่อุณหภูมิกำลังพอเหมาะให้
"เฉียนอวิ๋น เรื่องพวกนี้ต่อไปข้าทำเองได้"
ขณะรับผ้าเช็ดหน้ามา ซูหลีรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเคยชินกับการดูแลเอาใจใส่ของเฉียนอวิ๋นเสียแล้ว หากต่อไปมีศิษย์น้องหญิงเข้ามาจริงๆ
ศิษย์น้องคนใหม่คงคิดว่าเขารังแกเฉียนอวิ๋น บังคับให้นางคอยเสิร์ฟน้ำยกข้าวแน่ๆ แล้วทีนี้เขาจะทำอย่างไรเล่า?
"ไม่ได้เจ้าค่ะ"
มือเล็กๆ ของเฉียนอวิ๋นหยิบผ้าเช็ดหน้าไป แล้วบรรจงเช็ดคราบเกลือละเอียดที่มุมปากของซูหลีออกอย่างเบามือ ท่าทางนั้นดูสนิทสนมเป็นธรรมชาตินัก ราวกับทั้งสองคุ้นเคยกับการกระทำเช่นนี้ดี
"ถ้าศิษย์พี่ทำเอง ท่านจะต้องขี้เกียจ แล้วเอาน้ำบ่อเย็นๆ มาล้างหน้าแปรงฟันลวกๆ อีกรอบเป็นแน่"
ซูหลี: "..."
มองดูเฉียนอวิ๋นที่แสนอ่อนโยนตรงหน้า
ซูหลีไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมบทละครชีวิตของเฉียนอวิ๋นถึงเขียนว่านางจะ "หิ้วหัวเขาเพื่อบรรลุเต๋า" ได้
ระบบนี้มันมีปัญหาหรือเปล่าเนี่ย?
"ติ๊ง ระบบขอยืนยันอีกครั้งว่าประสิทธิภาพของระบบนั้นยอดเยี่ยม โปรดอย่าสงสัยในตัวระบบ"
ซูหลี: "..."
ซูหลีเพิ่งจะบ่นในใจไปหยกๆ เสียงของระบบก็ดังขึ้นทันที
แต่ซูหลีคร้านจะใส่ใจมัน
หลังมื้อเช้า เฉียนอวิ๋นก็ออกไปตากผ้า
ครึ่งชั่วยามต่อมา ซูหลีก็มาถึงทุ่งราบขนาดเล็กด้านนอกดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง ซึ่งสามารถรองรับผู้คนได้นับแสน
เนื่องจากพิธีรับศิษย์ยังไม่เริ่ม ทั่วทั้งทุ่งราบจึงถูกปิดกั้นด้วยอาคมม่านทมิฬ ทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นสถานการณ์ข้างใน
เหล่าผู้อาวุโสที่รีบรุดมาจากยอดเขาต่างๆ ทำได้เพียงรออยู่ด้านนอก แต่กลิ่นอายดินปืนแห่งสงครามการแย่งชิงก็ได้คละคลุ้งไปทั่วแล้ว
ณ ทุ่งราบเล็กๆ ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่จุคนได้หลายหมื่นคนนี้ ทุกยอดเขาและทุกหอของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิงต่างมารวมตัวกันเพื่อรับศิษย์ เติมเลือดใหม่เข้าสำนัก
ขอเพียงเห็นอัจฉริยะที่มีรากปราณดีและถูกชะตา โดยทั่วไปแล้วย่อมเกิดการแย่งชิงตัวกันอุตลุด
ทว่า ต่อให้แย่งกันแทบตาย สุดท้ายอำนาจการตัดสินใจก็ยังอยู่ในมือของศิษย์ใหม่อยู่ดี
"เข้ามาได้"
สิ้นเสียงประกาศของผู้คุมกฎ อาคมม่านทมิฬก็ถูกปลดออก
วินาทีที่อาคมสลายไป ซูหลีสัมผัสได้ถึงกระแสลมกรรโชกแรงที่พัดผ่านตัวเขาไปวูบใหญ่
ฉากนี้ทำให้ซูหลีนึกถึงภาพโรงอาหารโรงเรียนตอนเปิดให้กินข้าว ทำเอาเขาตกใจจนต้องกอดเฉียนอวิ๋นแน่นเพื่อปลอบขวัญตัวเอง
เฉียนอวิ๋นที่ถูกศิษย์พี่กอดทำเพียงกะพริบตาปริบๆ มือเล็กขาวผ่องนุ่มนิ่มไร้กระดูกของนางวางทาบลงเบาๆ บนมือใหญ่ของศิษย์พี่ที่โอบเอวนางอยู่
"น้องชาย! ข้าเห็นรากปราณของเจ้าช่างยอดเยี่ยมนัก! เป็นอัจฉริยะด้านยุทธ์ที่ร้อยปีจะพบสักคน! ตาแก่อย่างข้ามีวิชาฝ่ามือชุดหนึ่งที่ร่วงหล่นมาจากฟากฟ้า! ดูท่าจะมีวาสนากับเจ้า เจ้าอยากกลับไปกับตาแก่ผู้นี้หรือไม่?"
"น้องชาย ชอบวิชาดาบไหม? วิชาดาบของยอดเขาปราณม่วงคืออันดับหนึ่งในทวีปเฉียนหลิง! สนใจมาเรียนดาบกับลุงไหม?"
"น้องสาว พี่สาวมาจากยอดเขาส้มนะจ๊ะ รังเกียจผู้ชายหรือเปล่าเอ่ย?"
"แม่หนู พูดตามตรงนะ หน้าตาเจ้าเหมือนน้องสาวแท้ๆ ที่พลัดพรากจากกันไปนานแบบคนละพ่อคนละแม่ของข้าเปี๊ยบ! มาที่ยอดเขาหมัดเทพของข้าเถอะ! รับรองว่าภายในสิบปี พลังหมัดระยะประชิดของเจ้าจะต่อยฟ้าแยกได้เลย!"
"ไอ้หนู! มาที่ยอดเขาสุนัขสวรรค์ของข้าเดี๋ยวนี้! ไม่เพียงมีหอพักเรือนเดี่ยว แต่เครื่องนอนยังครบครันสุดๆ แถมฟรีคัมภีร์ลับ 'สุนัขสวรรค์' อีกหนึ่งเล่ม! จำคติพจน์สำนักเราไว้! ใช้การเลียเข้าสู่วิถีเต๋า! เลียจนได้ดีแล้วจะมีทุกอย่าง!"
"หากสวรรค์ไม่ให้กำเนิดเจ้า ศิษย์น้องหญิง วิถีแห่งดาบก็คงมืดมนดุจราตีกาล! มาที่หอดาบของข้าเถอะ! หากเจ้าต้องการกระบี่ เจ้าต้องมีกระบี่จริงๆ เสียก่อน!" (ล้อเลียนสำนวนกำลังภายใน)
"นักเรียน ชอบการลอบสังหารไหม? ชอบการแทรกซึมไหม? ข้าชื่อหวังฮา ยินดีต้อนรับสู่การเสวนาวิถีแห่งแอสซาซิน"
เหล่าผู้อาวุโสของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิงต่างเล็งเป้าหมายไปยังศิษย์ที่ตนหมายตาไว้แล้ว
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิงไม่ได้เหมือนสำนักทั่วไป แต่เหมือนมหาวิทยาลัยแบบครบวงจรที่มีสอนทุกสาขาวิชาเสียมากกว่า
และตอนนี้ ก็คือช่วงเวลาที่แต่ละคณะกำลังแย่งชิงนักศึกษากัน
ดังนั้น เวลาดึงคน ย่อมมีการกระทบกระทั่งกันบ้างเป็นธรรมดา
ตัวอย่างเช่น ผู้อาวุโสจากหออัคคีภูตผีกับผู้อาวุโสจากหอแบกโลงศพไล่ศพกำลังตบตีแย่งเด็กผู้ชายคนหนึ่ง
ผู้อาวุโสหนอนกู่กับผู้อาวุโสยอดเขาจิตรกรรมก็นอนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่บนพื้นเพื่อแย่งเด็กผู้หญิง
ยังมีผู้อาวุโสอีกหลายท่านที่เปิดศึกตะลุมบอน (ห้ามใช้อาคม) จนหัวร้างข้างแตกเลือดอาบ ร้อนถึงคนข้างๆ ต้องตะโกนห้ามทัพว่า "อย่าตีกัน อย่าตีกัน แบบนี้ไม่ถึงตายหรอก"
พูดตามตรง ซูหลีเองก็ตกใจกับภาพเหตุการณ์นี้เหมือนกัน
เฉียนอวิ๋นมองดูศิษย์พี่ รอการตัดสินใจของเขา
สำหรับเฉียนอวิ๋นแล้ว ไม่ว่าศิษย์พี่จะทำอะไร นางก็จะทำตามนั้น
"เฉียนอวิ๋น พวกเราแยกย้ายกันไปดูต้นกล้าดีๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยมาเจอกัน"
"อื้อ"
เฉียนอวิ๋นพยักหน้า แล้วเดินไปในทิศทางตรงกันข้ามกับซูหลี
หลังจากแยกทางกัน ซูหลีในชุดขาวผู้สง่างามและหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยาก ก็หลับตาลงแล้วเปิดใช้งานระบบบทละครชีวิต เมื่อซูหลีลืมตาขึ้นอีกครั้ง บทละครหลากสีสันก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
บทละครแบ่งออกเป็นเจ็ดสี: ขาว, น้ำเงิน, เขียว, ฟ้า, แดง, ม่วง, และทอง
สีเหล่านั้นเป็นตัวแทนระดับโชคชะตาของแต่ละคน
โดยทั่วไปแล้ว คนธรรมดาที่ไม่มีรากปราณจะเป็นสีขาว เฉพาะผู้บำเพ็ญเพียรเท่านั้นถึงจะมีการแบ่งแยกสี
ตั้งแต่ระบบตื่นขึ้น จนถึงตอนนี้ซูหลีเห็นแค่เฉียนอวิ๋นคนเดียวที่มีบทละครสีทอง
ทว่า ซูหลีคิดว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์และธิดาศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิงก็น่าจะมีบทละครสีทองเช่นกัน
ส่วนสีของบทละครตัวเองนั้น...
ซูหลีมองไม่เห็นเลย
เมื่อเดินไปบนทุ่งราบ ต้องยอมรับเลยว่าสายตาของพวกผู้อาวุโสและผู้ติดตามนั้นเฉียบคมจริงๆ
โดยพื้นฐานแล้ว หนุ่มสาวที่มีบทละครสีเขียวขึ้นไปล้วนถูกพวกเขาหมายหัวไว้หมดแล้ว!
ศิษย์ใหม่ที่มีบทละครสีม่วงโผล่มาหนึ่งหรือสองคน ยิ่งถูกพวกผู้อาวุโสแย่งชิงกันแทบเป็นแทบตาย! ชนิดที่ว่าตายก็ไม่ยอมปล่อยมือ...
แม้จะมีศิษย์ที่มีบทละครสีแดงหลุดรอดสายตาไปบ้าง แต่ซูหลีก็ไม่สนใจเลยสักนิด เพราะพวกนั้นเป็นผู้ชายล้วน
โดยปกติแล้ว คนที่มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรดีและมีรากปราณยอดเยี่ยม ย่อมมีโชคชะตาที่ไม่เลว เพราะพรสวรรค์และรากปราณถือเป็นโชคชะตาประเภทหนึ่งมาตั้งแต่ต้น
"คงไม่เหลือโอกาสให้เก็บตกแล้วมั้ง" เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ซูหลีไม่ได้ผิดหวังอะไรมากนัก เพราะเป็นไปตามที่คาดไว้
การจะหาช้างเผือกในป่าใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้น
ทว่า จังหวะที่ซูหลีหันหลังกลับจะไปตามหาเฉียนอวิ๋น ก็มีบางสิ่งที่นุ่มนิ่มชนเข้ากับหน้าท้องของเขา
"ขอโทษค่ะ"
ขณะที่ซูหลีก้มลงไปช่วยพยุงอีกฝ่ายขึ้นมา ทันใดนั้น! แสงสีทองก็สาดส่องกระแทกตาอัลลอยไทเทเนียม 24K ของซูหลีเข้าอย่างจัง!
ในหูของซูหลี ราวกับมีเสียงสะท้อนของตาแก่จากเกมการ์ดชื่อดังดังกึกก้องขึ้นมา
สีทอง!
ระดับตำนาน!