- หน้าแรก
- บทท่านเทพดีนี่ หวานปากข้าล่ะสิสหายพรต
- บทที่ 1 ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว
บทที่ 1 ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว
บทที่ 1 ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว
บทที่ 1 ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว
ณ ตีนเขาหน้าประตูทางเข้าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง มีเต่าหินสองตัวตั้งตระหง่านอยู่
บนหัวของเต่าหินทั้งสองมีคำกลอนคู่เขียนแปะไว้
บนหัวเต่าตัวซ้าย: "ทำนายบุพเพสันนิวาส ยอดคนรักเดียวใจเดียว"
บนหัวเต่าตัวขวา: "ทำนายวาสนาสมบัติ ระวังเฒ่าหวังข้างบ้านตีท้ายครัว"
ระหว่างเต่าหินทั้งสองมีธงผืนหนึ่งโบกสะบัด ถัดจากธงคือแผงลอยเล็กๆ บนแผงมีกระบอกใส่ติ้วไม้ไผ่วางอยู่ และหน้าแผงนั้นมีชายหนุ่มรูปงามในชุดขาวนั่งประจำการ
สายลมแห่งขุนเขาพัดผ่าน จอนผมของเขาปลิวไสว ช่างดูไม่สำรวมเอาเสียเลย!
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วสะบัดพัดจีบกางออก
คำขวัญแนวนอนเขียนว่า: "เรื่องทำนายทายทัก ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าข้า!"
พลิกพัดอีกด้าน: "แต่ไม่แม่นเสมอไป"
"เปิดร้านแล้วจ้า"
สิ้นเสียงตะโกนเบาๆ ของชายหนุ่มรูปงาม ตีนเขาดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิงก็พลันเกิดแรงสั่นสะเทือนเลือนลาง!
ไม่นานนัก เบื้องหน้าแผงทำนายดวงของชายหนุ่มก็มีผู้คนมาต่อแถวยาวเหยียดร่วมร้อยเมตร!
"ท่านอาจารย์ซู! แม่หมูบ้านข้าจนป่านนี้ยังไม่ออกลูกเลย! ทำอย่างไรดีขอรับ!"
"ไม่ต้องรีบร้อน คืนนี้เจ้าจงร้องเพลงให้แม่หมูฟังเพื่อผ่อนคลาย สักเจ็ดวันให้หลังค่อยเตรียมตัวดูแลแม่หมูหลังคลอดเถิด"
"ท่านอาจารย์ซู! ข้าเป็นเศรษฐีใหญ่ในตำบลหลินเจียง ใครๆ ต่างก็ให้เกียรติเรียกว่านายท่านลู่ ข้ามีอนุภรรยาสิบแปดคนกับลูกอีกกว่าสามสิบชีวิต ข้าอยากถามว่าลูกคนไหนควรจะสืบทอดกิจการเพื่อให้ตระกูลรุ่งเรืองที่สุด"
ชายหนุ่มรูปงามนามว่า ซูหลี หุบพัดกระดาษลง "ขอถามนายท่านลู่ ลูกกว่าสามสิบคนของท่าน ไม่มีใครหน้าตาเหมือนท่านเลยรึ?"
นายท่านลู่ครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วตบเข่าฉาด "ท่านนี่คำนวณแม่นราวจับวาง ลูกกว่าสามสิบคนของข้า ไม่มีใครเหมือน..."
ทันใดนั้น ใบหน้าของนายท่านลู่ก็ซีดเผือดราวกับไก่ต้ม
"สหายเต๋าซู ข้าเป็นศิษย์สายนอกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง ช่วงนี้ข้าใช้จิตสัมผัสคุยกับนางในฝันทุกคืน แต่คุยได้แป๊บเดียวนางก็บอกว่าจะไปอาบน้ำ อยากถามสหายเต๋าซูว่า ข้ายังมีหวังในตัวนางไหม?"
"คืนนี้หลังจากนางในฝันของเจ้าอาบน้ำเสร็จ นางจะไปที่ป่าเล็กหลัง ยอดเขาชาเขียว ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเรา พี่ชาย ท่านลองตามไปดูได้ แต่จำไว้ว่าต้องเข้มแข็งนะ"
"ท่านอาจารย์ ข้าเจ็บหัวใจเหลือเกิน ท่านช่วยนวดให้หน่อยได้ไหมเจ้าคะ?"
"แม่นาง ดื่มน้ำร้อนเยอะๆ นะ"
"สหายเต๋าซู ทำไมข้าถึงเป็นคนอ่อนโยนปานนี้ แต่กลับไม่มีสาวใดมาจีบเลย หรือข้าจะไม่มีดวงเรื่องความรัก?"
ซูหลีนับนิ้วคำนวณ "สหายเต๋าท่านนี้ไม่ต้องกังวล อีกสามปีท่านจะได้พบเนื้อคู่ แนะนำว่าตอนนี้ให้ท่านไปฝึกวิชาฟันดาบเตรียมไว้ก่อนเถิด"
"ท่านอาจารย์ซู เมื่อไหร่ข้าจะรวย?"
"ขออภัย คำถามนี้ข้าตอบไม่ได้ ทว่านักพรตผู้นี้คำนวณได้ว่า อีกสามปีจะมีเพื่อนบ้านแซ่หวังย้ายมาอยู่ข้างบ้านท่าน จำไว้ว่าให้รีบกลับบ้านเร็วๆ หน่อยก็แล้วกัน"
"สหายเต๋า อีกสองปีข้าจะสอบเข้าเป็นศิษย์สายในได้หรือไม่?"
"เรื่องนั้นข้าคำนวณไม่ได้ แต่นักพรตผู้นี้รู้ว่าม้าของเจ้ากำลังจะหาย รีบไปผูกไว้ให้แน่นเถิด"
ตั้งแต่เช้าจรดเที่ยง ไม่ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหรือชาวบ้านร้านตลาดที่ตีนเขาดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง ต่างก็มุ่งหน้ามาหาซูหลีเพื่อดูดวง
บ้างถามเรื่องคู่ครอง บ้างถามเรื่องโชคลาภ บ้างถามเรื่องการบำเพ็ญเพียร ซูหลีพยายามตอบคำถามอย่างสุดความสามารถ ส่วนอันไหนตอบไม่ได้ ก็คือตอบไม่ได้
เพราะอย่างไรเสีย สโลแกนร้านก็บอกอยู่ว่า "แต่ไม่แม่นเสมอไป"
จนกระทั่งตะวันตรงศีรษะ ซูหลีมองดูเวลาแล้วจึงเก็บแผงเพื่อกลับขึ้นเขา
ขณะที่ขี่ของวิเศษบินกลับไปยัง ยอดเขาอวี้ซาง ซูหลีหลับตาลง พลันหน้าต่างสถานะก็ปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
"ชื่อ: ซูหลี"
"เพศ: ชาย"
"ขอบเขต: เตาหลอม ขั้นกลาง (แต้มชะตา: 250 / 1,000) (เมื่อแต้มชะตาครบ 1,000 จะสามารถทะลวงด่านได้)"
"เคล็ดวิชา: วิถีเซียนอวี้ชาง (ขั้นที่ 1) (แต้มชะตา: 380 / 5,000) (เมื่อแต้มชะตาครบ 5,000 จะสามารถทะลวงด่านได้)"
"รายการได้รับแต้มชะตาวันนี้โดยละเอียด: 1. แนะนำเจะแก่หวังเรื่องการเลี้ยงหมู ได้รับ 0.1 แต้ม 2. แจ้งความจริงเรื่องภาวะมีบุตรยากแต่กลับมีลูกหลานเต็มบ้านให้นายท่านลู่ทราบ ได้รับ 1 แต้ม 3..."
"หมายเหตุ: ณ เวลา 12:15 น. แต้มชะตารวมที่ได้รับวันนี้: 25 แต้ม"
"ได้แค่ 25 แต้มเองเหรอ? ดูท่าการดูดวงจะไม่เหมาะกับข้าเสียแล้ว" ซูหลีถอนหายใจแผ่วเบา
เพียงแค่ซูหลีกำหนดจิต แต้มชะตา 25 แต้มนั้นก็ถูกเติมเข้าไปในขอบเขตพลังของเขา
"ขอบเขต: เตาหลอม ขั้นกลาง (แต้มชะตา: 275 / 1,000)"
เมื่อมองดูหน้าต่างสถานะที่น่าอนาถจนน้ำตาแทบไหล ซูหลีค่อยๆ ลืมตาขึ้น แหงนหน้ามองฟ้าทำมุมสี่สิบห้าองศา แม้แสงแดดจะแสบตาไปบ้างก็ตาม
ท่ามกลางสายลมและแสงแดด แม้จะไม่มีเสียงเพลงคลออารมณ์ แต่ซูหลีก็ยังเริ่มตัดพ้อต่อชีวิต
บางคนตายตอนแปดขวบ แต่ถูกฝังตอนแปดสิบ
ซูหลีโชคดีกว่านั้นหน่อย มีชีวิตอยู่ต่อมาได้อีกสิบปี แล้วตายตอนอายุสิบแปด
จากนั้นเขาก็ทะลุมิติมา
อันที่จริง ซูหลีก็ไม่รู้ว่าตัวเองทะลุมิติมาได้อย่างไร
ในชาติก่อน ซูหลีเป็นเด็กกำพร้า
แต่ถึงจะเป็นเด็กกำพร้า ซูหลีก็พึ่งพาความพยายามของตัวเองจนสอบเข้ามัธยมต้นได้ และสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ในที่สุด ทว่าในวันที่ซูหลีตรวจผลสอบเข้ามหาวิทยาลัย...
เมื่อคะแนนสูงลิ่วถึง 650 ปรากฏต่อหน้าซูหลี! เมื่อเขาทำคะแนนเกินเกณฑ์รับสมัครปริญญาตรีไปถึงสองร้อยคะแนน...
เขา... ก็ดีใจจนตาย
มันเป็นอะไรที่... กะทันหันมาก
เมื่อซูหลีลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาพบว่าตัวเองกลายเป็นเด็กเจ็ดขวบ ยังคงเป็นเด็กกำพร้า และซ้ำร้ายยังเป็นเด็กกำพร้าท่ามกลางไฟสงคราม
ในสงครามนั้น ซูหลีได้พบกับสหายผมสั้นคนหนึ่งที่ผอมแห้งกว่าเขาเสียอีก เนื้อตัวเปรอะเปื้อโคลน ใบหน้ามอมแมมด้วยเขม่าถ่านจนแทบดูไม่ออก
แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมี 'ช้างน้อย' หรือไม่ แต่ซูหลีก็ถือว่าเขาเป็นพี่น้องกัน
เพราะตอนแย่งหมั่นโถว หมอนั่นใจกล้าบ้าบิ่นสุดๆ
ทว่า แม้ซูหลีจะเห็นเขาเป็นพี่น้อง แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะเห็นซูหลีเป็นเด็กผู้หญิง
เพราะในตอนนั้น ซูหลีไว้ผมยาวมาก แถมหน้าตายังจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดูคล้ายกับตัวละครการ์ตูนหนุ่มหน้าหวานอย่างไรอย่างนั้น
แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ
ซูหลีกับพี่น้องคนนั้นพึ่งพาอาศัยกัน แต่ในระหว่างหลบหนีความวุ่นวายของสงคราม ซูหลีกับเขาก็พลัดหลงกัน
ครึ่งปีต่อมา ในฤดูหนาวที่หิมะโปรยปราย ราวกับฉากในละครรักร้าว...
ซูหลีที่ทั้งหิวทั้งหนาวและโดดเดี่ยว ได้พบกับหญิงขี้เมาคนหนึ่งที่หิ้วไหสุราเดินผ่านมา
ยังไม่ทันที่ซูหลีจะปฏิเสธ หรือจะพูดให้ถูกคือไม่มีแรงจะปฏิเสธ เขาก็ถูกหิ้วกลับมายังยอดเขาอวี้ซางแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง แล้วนางก็รับซูหลีเป็นศิษย์
หลังจากหญิงคนนั้นสร่างเมา นางถึงเพิ่งรู้ว่าซูหลีเป็นเด็กผู้ชาย
ทว่ายอดเขาอวี้ซางรับแต่ศิษย์หญิงเท่านั้น สาเหตุที่รับซูหลีมาได้ ก็โทษได้เพียงว่าตอนเด็กๆ ซูหลีหน้าสวยเกินไป แถมผมยาวถึงเอว นางที่กำลังเมามายจึงดูผิดไป
เรื่องนี้ค่อนข้างน่าอับอาย แต่ก็รับเป็นศิษย์ไปแล้ว
ดังนั้น ซูหลีจึงกลายเป็นศิษย์ชายคนแรกในประวัติศาสตร์ของยอดเขาอวี้ซาง
ส่วนเจ้าเพื่อนเกลอคนนั้น ซูหลีเคยถามอาจารย์ดูแล้ว อาจารย์ช่วยซูหลีคำนวณเล็กน้อยแล้วพูดสั้นๆ ว่า "ไม่ต้องห่วง มันสุขสบายกว่าเจ้าอีก" แล้วก็จบแค่นั้น
เขาปลอดภัยดี ซูหลีก็เบาใจ
และในปีที่ซูหลีอายุเก้าขวบ อาจารย์ของซูหลีก็ได้พาเด็กหญิงตัวน้อยอีกคนกลับมา นางน่ารักราวกับตุ๊กตาแกะสลักจากหยกสีชมพู
แต่หลังจากพาเด็กหญิงคนนั้นกลับมาได้ปีเดียว อาจารย์ของซูหลีก็หนีหายไป ทิ้งให้ซูหลีกับศิษย์น้องพึ่งพากันและกันเพียงลำพัง
ส่วนสาเหตุที่นางหนีไป ซูหลีเองก็สุดรู้
แปดปีผ่านไป แม้ใครต่อใครจะเรียกขานอาจารย์ของเขาว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งในโลกบำเพ็ญเพียร แต่ความทรงจำที่ซูหลีมีต่ออาจารย์ก็เลือนรางลงทุกที
แต่ถ้าให้บรรยายถึงนาง...
ซูหลีผู้อาศัยการศึกษาภาคบังคับเก้าปี บวกมัธยมปลายสามปี และข้อสอบจำลองอีกห้าปี จนสอบได้คะแนนเกินเกณฑ์มา 200 คะแนน สามารถจำกัดความนางได้ด้วยคำเดียว:
"ใหญ่โตมโหฬาร!"
เอาเถอะ จะหนีก็หนีไป เพราะในฐานะดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเฉียนหลิง ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิงไม่มีปัญหาเรื่องเลี้ยงเด็กสองคนอยู่แล้ว
และซูหลีก็วางแผนว่าจะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย หรืออย่างแย่ที่สุดก็เป็นเจ้าหน้าที่กินเงินเดือนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
หลังจากอาจารย์จากไป การที่ซูหลีเลื่อนระดับถึงขอบเขตเตาหลอมได้ภายในสองปีนับว่าน่าทึ่งมาก แม้แต่ผู้อาวุโสในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ยังชมเชย แต่หลังจากบรรลุขอบเขตเตาหลอมแล้ว ซูหลีก็พบว่ายากจะก้าวหน้าต่อไปได้
และปัญหาก็เกิดตรงนี้!
คุณสมบัติขั้นต่ำของการเป็นเจ้าหน้าที่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เฉียนหลิง คือต้องอยู่ ขอบเขตถ้ำนภา!
แต่ทว่า!
สวรรค์ยังมีตา! เมื่อสามวันก่อน! ในขณะที่ซูหลีกำลังฝันกลางวันว่าจะแต่งภรรยาสักสิบแปดคน ระบบ ก็ตื่นขึ้น!
ในตอนนั้น ซูหลีไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง กดผูกมัดระบบทันที
ระบบคืออะไร?
มันคือแสงสว่าง! คือเปลวเพลิง! คือตัวตนที่จะพานำไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตและได้แต่งงานกับเศรษฐีนีแสนสวย!
แต่ไม่นานนัก...
ซูหลีก็ต้องนึกเสียใจ
เมื่อระบบผูกมัดสำเร็จและแจ้งว่า: "โฮสต์ตกลงยอมโสดเป็นเวลาหนึ่งพันปีเพื่อผูกมัดระบบนี้" ซูหลีถึงกับอึ้งกิมกี่
แต่ซูหลีก็ยกเลิกการผูกมัดไม่ได้แล้ว
"โสดแล้วไง? ขอแค่ได้เป็นยอดเซียน เมื่อเทียบกับอายุขัยหลายหมื่นปี การมีแค่แม่นางทั้งห้าเป็นเพื่อนสักพันปีจะเป็นไรไป? ผ่านไปพันปี ข้าก็กลับมาเป็นชายชาตรีได้อีกครั้ง!"
ซูหลีปลอบใจตัวเองเช่นนั้น
แต่ผ่านไปสามวัน ซูหลีก็พบอย่างรวดเร็วว่าระบบนี้มันมีอะไรทะแม่งๆ
ก่อนที่ระบบจะตื่นขึ้น ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของซูหลีแม้จะช้า แต่ก็ยังมีความคืบหน้า
แต่...
หลังจากระบบนี้ตื่นขึ้น...
ซูหลีพบว่าไม่ว่าจะบำเพ็ญเพียรอย่างไร ก็ไร้ผล
จนกระทั่งระบบแจ้งเตือนเขาว่า:
"การเลื่อนระดับขอบเขตของโฮสต์ จะต้องใช้แต้มชะตาแลกมาเท่านั้น"
ถ้ามีแค่นั้นก็ยังพอทน! แต่นี่ยังไม่ใช่เรื่องที่น่าเหลือเชื่อที่สุด
เรื่องที่น่าเหลือเชื่อและน่าสิ้นหวังที่สุดคือ...
"ศิษย์พี่ ท่านกลับมาแล้ว อาหารกลางวันพร้อมแล้วเจ้าค่ะ"
ขณะที่ซูหลีเพิ่งร่อนลงจอดบนยอดเขาอวี้ซาง เด็กสาวผมดำยาวสลวยในชุดกระโปรงยาวสีแดงอ่อนก็ค่อยๆ เดินตรงมาหาซูหลี
เรือนผมสีหมึกงดงามปลิวไสวไปตามลมยามค่ำคืน มีเพียงไม่กี่ช่อที่ถูกเกล้าไว้อย่างประณีตด้วยปิ่นหยกเรียบง่าย ส่วนที่เหลือปล่อยสยายคลอเคลียไหล่ขาวเนียนลาดมน
ภายใต้แขนเสื้อบางเบาดุจปีกจักจั่น มือเรียวงามประสานกันไว้เบื้องหน้า ผิวพรรณเนียนละเอียดดั่งยอดอ่อน ขาวผ่องดุจหิมะน้ำแข็ง ให้ความรู้สึกนุ่มนวลไร้กระดูก
เด็กสาวมีดวงตางดงามราวกับโมราสีแดง น้ำเสียงของนางนุ่มนวลอ่อนหวานเสมอมา
ทว่า...
ซูหลีมองตัวอักษรสีทองที่ลอยอยู่เหนือศีรษะของเด็กสาว ซึ่งเป็นบทละครชีวิตของนาง
เมื่อเปิดบทละครดู ทั้งหมดล้วนว่างเปล่า
แต่เมื่อพลิกไปหน้าสุดท้าย กลับเขียนไว้ว่า:
"หนึ่งพันปีให้หลัง เฉียนอวิ๋นสังหารศิษย์พี่ซูหลี ตัดศีรษะหิ้วไว้ในมือ บรรลุวิถีเซียน"