- หน้าแรก
- ความคิดต้องห้ามที่สามพิภพได้ยิน
- บทที่ 6: เจ้าร้องไห้ผิดคนแล้ว!
บทที่ 6: เจ้าร้องไห้ผิดคนแล้ว!
บทที่ 6: เจ้าร้องไห้ผิดคนแล้ว!
เขาลวี่ฉี
ชื่อฟังดูไพเราะงดงาม แต่คนส่วนใหญ่มักถูกหลอกด้วยชื่อนี้ เพราะในบรรดาภูเขาหลังสำนักหนานหลิง เขาลวี่ฉีนับว่าอันตรายเป็นอันดับต้นๆ
ไม่ใช่แค่เพราะเคยมีรอยแยกหุบเหวมารปรากฏขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่เป็นเพราะที่นี่มีสัตว์อสูรที่สามารถจำแลงกายได้อาศัยอยู่
สัตว์อสูรขั้นจำแลงกายมีตบะอย่างน้อยระดับ 'วิญญาณแรกกำเนิด' การจัดการกับศิษย์ใหม่ตัวน้อยๆ ที่เพิ่งเข้าสำนักและยังดึงปราณเข้าร่างไม่สำเร็จนั้นง่ายดายราวบี้มด
หลัวเซินก็คิดเช่นนั้น เขาหูไวตาไวสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าอวิ๋นหลีไม่ค่อยชอบหน้าศิษย์หญิงที่เพิ่งรับเข้ามากลุ่มนี้เท่าไหร่นัก
อวิ๋นหลีเป็นหลานสาวของเจ้าสำนัก และเจ้าสำนักเองก็ไม่มีทายาท มีข่าวลือหนาหูว่านางมีโอกาสสูงที่จะได้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักหนานหลิงคนต่อไป
ตระกูลหลัวเดิมทีเป็นตระกูลเล็กๆ นอกรีต หากต้องการยืนหยัดในดินแดนใต้ ก็จำเป็นต้องเกาะขอนไม้ใหญ่
สำนักหนานหลิงที่เป็นสำนักชั้นนำในแดนใต้ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด การที่เขาได้เข้าสำนักหนานหลิงแถมยังเข้าถึงตัวหลานสาวเจ้าสำนักได้ นับเป็นวาสนาที่สวรรค์ประทานให้ชัดๆ!
ดังนั้นโอกาสสร้างผลงานมาถึงแล้ว! ขอแค่กำจัดศิษย์หญิงพวกนี้ให้อวิ๋นหลี หลานสาวเจ้าสำนักย่อมต้องมองเห็นความดีความชอบของเขา การจะช่วยให้ตระกูลรุ่งโรจน์ในภายหลังก็เป็นเรื่องง่ายดาย!
อีกอย่าง พวกนางก็แค่ศิษย์หญิงใหม่ไม่กี่คน ไม่ใช่บุคคลสำคัญอะไร หากศิษย์สายนอกไร้หัวนอนปลายเท้าหายไปสักกลุ่ม ต่อให้ผ่านไปหลายสิบปีก็ไม่มีใครสนใจจะสืบสาวราวเรื่องหรอก
ประจวบเหมาะกับเขามีเส้นสายกับผู้ดูแลศิษย์สายนอกอยู่บ้าง แค่ส่งของกำนัลไปสักหน่อย ใครจะมารู้เรื่องราวที่แท้จริงเล่า?
ส่วนเหตุผลที่อวิ๋นหลีเกลียดศิษย์หญิงกลุ่มนี้ ใครจะไปสน? รู้แค่ว่าเขาต้องลงมือก็พอ!
ทว่า หลัวเซินวางแผนไว้อย่างดิบดี แต่ความเป็นจริงกลับพลิกผันไปเจ็ดสิบสองตลบ จบลงในสภาพที่บิดเบี้ยวไปหมด
เดิมทีเขาตั้งใจจะล่อพวกศิษย์หญิงเข้าปากเสือ เอ้ย ปากอสูร แล้วตัวเองก็หนีออกมา แบบนี้ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวไม่ใช่หรือ?
ถึงตอนนั้น พวกนางก็กลายเป็นอาหารอสูรไป ส่วนเขาก็ลอยตัวเหนือปัญหา
แต่ทำไมตอนนี้เขากลับต้องวิ่งหนีตายเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกนาง ในสภาพที่ดูทุลักทุเลสุดๆ ไปได้เล่า
เจ้าสัตว์อสูรระดับกลั่นลมปราณขั้นกลางตัวนั้นไม่ได้ไล่ตามพวกผู้หญิง แต่มันเอาแต่วิ่งงับก้นเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย!
ถ้าเขาไม่หัวไว ป่านนี้คงโดนลากไปกินนานแล้ว!
พอมองไปที่พวกศิษย์หญิงอีกที จะให้เขาไม่เอะใจได้ยังไง? ต้องเป็นฝีมือพวกนางแน่ๆ ไม่อย่างนั้นทำไมสัตว์อสูรถึงไล่แต่เขาแล้วเมินพวกนางหน้าตาเฉย?
"กรี๊ดๆๆ! วิ่งเร็ว! สัตว์อสูรมาแล้ว วิ่งๆ!"
ใต้เงาไม้ใหญ่สูงตระหง่าน หญิงสาวในชุดสีเทาหลายคนถลกกระโปรงวิ่งกันป่าราบ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัว ขาซอยยิกจนมองแทบไม่ทัน แถมยังวิ่งเร็วกว่าหลัวเซินที่ใช้พลังปราณช่วยเสริมความเร็วเสียอีก
"ตายแน่ๆ ตายแน่ๆ! สัตว์อสูรจะกินเราแล้ว!"
"ทำไมซวยแบบนี้เนี่ย? พวกเรายังดึงปราณเข้าร่างไม่สำเร็จด้วยซ้ำ!"
ถ้าไม่ใช่เพราะต้องวิ่งหนีตาย หญิงสาวทั้งสามคนคงอยากกอดคอกันร้องไห้โฮ เพราะพวกนางช่างดวงซวยเหลือเกิน!
หลัวเซินที่รั้งท้ายสุดทนไม่ไหวอีกต่อไป กัดฟันแน่นแล้วแอบซัดยันต์สี่แผ่นออกไป ตรึงร่างของทั้งสี่คนที่วิ่งนำหน้าให้อยู่กับที่
แน่นอนว่ายันต์แผ่นที่สี่มีไว้สำหรับศิษย์หญิงคนหนึ่งที่มีศิษย์รับใช้ชายติดตามมาด้วย แม้เจ้าศิษย์รับใช้คนนั้นจะไม่พูดไม่จา แต่ฝีเท้ากลับรวดเร็วไม่แพ้กัน
หลัวเซินจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนถ้าวิ่งแพ้เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนัก? ต่อให้ต้องเสียยันต์ตรึงกายไปสี่แผ่น เขาก็ยอมแลก
ดังนั้น เมื่อเจ้าสำนักและเหล่าผู้อาวุโสมาถึง ภาพที่เห็นจึงเป็นพวกศิษย์หญิงกำลังจะตกเป็นอาหารอันโอชะของสัตว์อสูร
ในวินาทีนั้น ทุกคนโกรธจนแทบคลั่ง
โดยเฉพาะเจ้าสำนัก หัวใจเขาแทบหยุดเต้น ชั่วขณะนั้นเขาไม่รู้สึกถึงจังหวะชีพจรของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
เพียงชั่วพริบตา หมีดำที่กำลังอ้าปากกว้างโชว์เขี้ยวโง้งเปื้อนเลือดก็ถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ หัวหลุดจากบ่าไปคนละทิศละทาง
ภาพอันน่าสยดสยองทำให้แม้แต่พวกศิษย์หญิงที่เกือบจะถูกกินยังยืนอึ้งตัวแข็งทื่อ ทำอะไรไม่ถูก
"ทำไมมันถึงแหลกเป็นชิ้นๆ ล่ะ? ข้าฟันไปแค่ดาบเดียวเองนะ?" ผู้อาวุโสหกถามอย่างสงสัย
แม้เขาจะลงดาบไปแค่ครั้งเดียว แต่ดาบนั้นก็รุนแรงถึงตาย ผ่ากลางหน้าผากสัตว์อสูรพอดิบพอดี
แถมผู้อาวุโสหกยังมั่นใจว่าหลังดาบนั้น สัตว์อสูรไม่มีทางรอดแน่
"นั่นสิ ข้าก็ลงมือไปทีเดียวเหมือนกัน ทำไมสภาพศพมันถึงได้เละเทะขนาดนั้น? แบบนี้หลานสาวข้าไม่ตกใจแย่เหรอ" ประมุขยอดเขาหิมะหยกขมวดคิ้วเล็กน้อย
แน่นอนว่าเหตุผลที่นางเรียกอีกฝ่ายว่าหลานสาว ไม่ใช่เพราะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือด
แต่เป็นเพราะนาง เจ้าสำนัก และผู้อาวุโสบางคน ล้วนเป็นเด็กกำพร้าที่อดีตเจ้าสำนักรับมาเลี้ยงดูเมื่อหลายปีก่อน
พวกเขาสนิทสนมกันมาก เรียกกันว่าพี่ใหญ่ น้องรองเป็นการส่วนตัว ดังนั้นการเรียกบุตรสาวของเจ้าสำนักว่าหลานสาวจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
พอคิดว่าหลานสาวอาจจะกลัวภาพสยดสยองตรงหน้า
เหล่าประมุขยอดเขาและผู้อาวุโสต่างพากันขมวดคิ้ว รู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมา
【คนนึงสับทีนึง อีกคนก็ฟันทีนึง สภาพมันก็ต้องเละเป็นหมูบะช่อสิ จะให้ทุกคนฟันลงจุดเดียวกันเป๊ะๆ ได้ยังไงเล่า?】
ในความเงียบงัน เสียงในใจที่เต็มไปด้วยความสงสัยของเด็กสาวก็ดังขึ้น
ราวกับจะยืนยันความคิดนั้น หลานเยว่เกาหัวแกรกๆ ด้วยความงุนงง สีหน้าบอกชัดว่าไม่เข้าใจพวกผู้ใหญ่พวกนี้เลยจริงๆ
ผู้อาวุโสหก: "..."
ประมุขยอดเขาหิมะหยก: "..."
พวกเขาลืมเจ้าเด็กน้อยที่มีเสียงในใจดังลั่นคนนี้ไปได้ยังไงกันนะ? คราวนี้เสียหน้าต่อหน้าหลานสาวหมดแล้ว!
【สมแล้วที่เป็นนางเอก ต่อให้พวกเราไม่โผล่มาช่วย ลูกสาวข้าก็ต้องมีวิธีเอาตัวรอดแน่ๆ】
เสียงในใจของหลานเยว่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ใช่แล้ว นี่แหละคือความภูมิใจของแม่ยกตัวยง!
ความสามารถในการเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสของนางเอก ไม่ใช่แค่เพราะนักเขียนลำเอียงให้บทส่งหรอกนะ
เหตุผลที่นิยายเรื่อง เส้นทางเซียนสู่นิรันดร์ เรื่องนี้โดนใจนางนักหนา ก็เพราะนางเอกไม่เคยหวั่นเกรงต่ออันตราย มักใช้สติปัญญาพาพรรคพวกหนีรอดจากความตายได้เสมอ!
แม้นักเขียนจะใจร้ายที่เขียนปูมหลังนางเอกได้รันทดสุดๆ แต่ต้องยอมรับว่าฉากสำคัญและฉากต่อสู้อื่นๆ เขียนออกมาได้ดีมาก
นางเอกและทีมค่อยๆ พัฒนาฝีมือจนก้าวสู่เส้นทางแห่งความเป็นอมตะ
ไม่ใช่นิยายบำเพ็ญเพียรดาดๆ ที่มีแต่ 'เจ้ารักข้า ข้าไม่รักเจ้า' 'เจ้าไม่รักข้า ข้าไปรักนาง' หรือ 'เขาหนี เธอตาม ต่อให้ติดปีกก็หนีไม่พ้น' อะไรเทือกนั้น
เอาเป็นว่า มันซึ้งกินใจสุดๆ!
ข้างต้นไม้โบราณสูงใหญ่ หญิงสาวในชุดเสื้อแขนสั้นสีน้ำตาลเทาชะงักกึก นางเผลอมองหญ้าต้นหนึ่งในมือโดยไม่รู้ตัว
หญ้าต้นนี้คือสมุนไพรวิญญาณระดับ 2 สิ่งดึงดูดใจที่อันตรายถึงชีวิตสำหรับสัตว์อสูรระดับกลั่นลมปราณ
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือหญ้าเกล็ดปลา ของโปรดที่พวกสัตว์อสูรประเภทหมีชอบเคี้ยวนักหนา
ถ้าคนพวกนี้ไม่โผล่มา นางคงแอบโยนหญ้านี้ทิ้งไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม นางไม่แน่ใจว่าเสียงนั้นหมายถึงนางหรือเปล่า จึงค่อยๆ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
สิบกว่าปีที่ผ่านมา สอนให้นางรู้ว่าเมื่อเผชิญปัญหา อย่าเพิ่งรีบออกหน้า แต่ต้องหาทางปกป้องตัวเองก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
ไม่ไกลนัก เหล่าผู้อาวุโสยังคงใจสลาย ไม่ว่าจะแผนการอะไร นั่นก็คือหลานสาวตัวน้อยของพวกเขา! เด็กน้อยที่ควรได้รับการทะนุถนอมจากทุกคนกลับต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ มันช่างน่าปวดใจจริงๆ!
ผู้อาวุโสหกที่เป็นแกนนำถึงกับเตะหลัวเซินและพวกกระเด็นไปให้พ้นทาง หลังจากกวาดตามองสักพัก เขาก็พุ่งเข้าไปหาศิษย์หญิงคนหนึ่ง คว้าคอเสื้อนางไว้แล้วปล่อยโฮออกมาดังลั่น
"โฮฮฮ หลานสาวข้าช่างน่าสงสารจริงๆ! นอกจากจะลำบากมาตั้งแต่เล็กแล้ว เข้าสำนักมายังโดนรังแกอีก!"
"ถ้าพวกข้าไม่บังเอิญผ่านมา หลานข้าคงกลายเป็นอาหารอสูรไปแล้ว! เจ้าสัตว์เดรัจฉานนั่นช่างน่ารังเกียจนัก!"
"โฮฮฮ โฮฮฮฮ..."
แม้แต่เจ้าสำนักยังขอบตาแดงก่ำ ขณะที่เขากำลังจะก้าวเข้าไปปลอบใจลูกสาว เสียงในใจที่สองก็ดังขึ้น
【เอ่อ... แต่ว่านะ มีความเป็นไปได้ไหมว่าคนที่ท่านร้องห่มร้องไห้ใส่อยู่นั่น ไม่ใช่หลานสาวท่านน่ะ?】
เมื่อเสียงในใจนี้แพร่สะพัดออกไป ทั่วทั้งเขาลวี่ฉีก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
นานๆ ครั้ง ถึงจะมีเสียงกาดำร้อง กา... กา... ดังแว่วมาให้ได้ยิน