- หน้าแรก
- ทะลุมิติรักข้ามจอ ในที่สุดฉันก็หาคุณเจอ
- บทที่ 13 ผมเองก็เก่งเหมือนกันนะ
บทที่ 13 ผมเองก็เก่งเหมือนกันนะ
บทที่ 13 ผมเองก็เก่งเหมือนกันนะ
เมื่อเห็นแววตาที่ดูหมองลงของหยินอวี้เซวียน เคียน่าไม่คิดอะไรมาก เธอรีบยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้เขาแล้วเอ่ยเสียงหนักแน่น "ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะกัปตัน! ฉันเองก็ชอบคุณที่สุดเหมือนกัน!"
ภาพของเคียน่าที่โอบรอบลำคอเขาไว้และพยายามเขย่งปลายเท้าเพื่อยืนยันความรู้สึก ทำให้ความกังวลในใจของหยินอวี้เซวียนมลายหายไปจนสิ้น ความจริงแล้วเขาไม่ได้เก็บเรื่องพวกนี้มาคิดเล็กคิดน้อยหรอก เพราะอย่างไรเสียเขาก็เป็นเพียงคนที่เฝ้ามองเคียน่าเติบโตผ่านหน้าจอเกม แม้ค่าความชอบจะเต็มแม็กซ์ แต่เคียน่าไม่เคยพบเขามาก่อน เขาจะไปเทียบกับพี่เมย์ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอดได้ยังไงกัน?
กระนั้น ท่าทีของเคียน่าก็ทำให้หยินอวี้เซวียนหวั่นไหวไม่น้อย เขาจ้องมองใบหน้าจิ้มลิ้มและริมฝีปากสีเชอร์รี่ระเรื่อพลางกลืนน้ำลายลงคอ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก สองมือเลื่อนไปโอบเอวคอดกิ่วของเธอโดยไม่รู้ตัว
'อยากจูบเธอจัง' หยินอวี้เซวียนคิดในใจขณะจ้องมองใบหน้าของเคียน่า
'แต่ถ้าจู่ๆ จูบไปเลย เคียน่าจะโกรธไหมนะ?'
บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนเป็นสีชมพูระคนความคลุมเครือ บริเวณนั้นไร้ผู้คน มีเพียงชั้นวางสินค้าที่สูงท่วมศีรษะโอบล้อมทั้งคู่ไว้ราวกับกำแพง
เคียน่าดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เธอค่อยๆ หลับตาลงพริ้ม ราวกับดอกไม้ที่รอคอยการเด็ดดม
"เอือก!" หยินอวี้เซวียนกลืนน้ำลายอีกครั้ง เห็นเคียน่าเป็นใจขนาดนี้ เขาเองก็ไม่ใช่ไก่อ่อนเรื่องความรัก ในฐานะคนหนุ่มยุคใหม่ที่ผ่านการหล่อหลอมจากวัฒนธรรมอินเทอร์เน็ต เขาย่อมรู้วิธีการสานต่อสถานการณ์นี้ดี
"อื้ม!"
สัมผัสนุ่มนวลประทับลงบนริมฝีปาก หยินอวี้เซวียนลิ้มรสชาติของเคียน่าอย่างเก้ๆ กังๆ ส่วนเคียน่าเองก็พยายามจูบตอบอย่างเงอะงะไม่แพ้กัน หยินอวี้เซวียนนั้นมีความรู้ทฤษฎีแน่นปึกแต่ไร้ซึ่งประสบการณ์ภาคปฏิบัติ เรียกได้ว่าเป็นมือใหม่หัดขับโดยแท้
ทว่าที่นี่คือซูเปอร์มาร์เก็ตไม่ใช่ที่บ้าน พวกเขาจึงทำอะไรประเจิดประเจ้อมากไม่ได้ ไม่นานนักทั้งคู่ก็ผละออกจากกัน ใบหน้าแดงซ่านด้วยกันทั้งคู่ สายตาที่เคียน่ามองหยินอวี้เซวียนยิ่งดูหวานฉ่ำและอ่อนโยนขึ้นกว่าเดิม
เธอเป็นฝ่ายคล้องแขนหยินอวี้เซวียนก่อนอย่างแนบชิด
"กลับบ้านกันเถอะค่ะกัปตัน!" เคียน่าเอ่ยชวน
"ไม่เลือกขนมต่อแล้วเหรอ?" หยินอวี้เซวียนถามยิ้มๆ พลางเอื้อมมือไปบีบจมูกรั้นๆ ของเธอด้วยความหมั่นเขี้ยว
เคียน่าส่ายหน้า มองรถเข็นที่แทบจะล้นทะลัก "เราซื้อมาเยอะมากแล้วนะ ทั้งหมดนี่ต้องใช้เงินเยอะมากแน่ๆ เลยใช่ไหมคะ!"
หยินอวี้เซวียนยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินดังนั้น "ขอแค่ฉีเป่าของผมมีความสุข จะกี่บาทผมก็ยอมจ่ายทั้งนั้นแหละ!"
หลังจากชำระเงินเรียบร้อย ทั้งสองเดินหิ้วถุงขนมใบใหญ่หลายใบออกจากซูเปอร์มาร์เก็ต ลัดเลาะไปตามทางเดินอันเงียบสงบ ตัวซูเปอร์มาร์เก็ตในห้างอยู่ค่อนข้างไกลจากลานจอดรถ และต้องผ่านโซนร้านอาหารที่ตอนนี้คนพลุกพล่าน การจะเดินฝ่าฝูงชนพร้อมของพะรุงพะรังคงลำบากน่าดู พวกเขาจึงเลือกใช้ทางลัดผ่านสวนหย่อมเล็กๆ สำหรับนักท่องเที่ยว แม้ต้นไม้รอบข้างจะดูร่มรื่น แต่พอกลางคืนแล้วกลับดูวังเวงชอบกล
สายลมยามค่ำคืนพัดเอื่อยๆ ช่วยคลายความร้อนจากผิวกาย เส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ของเคียน่าปลิวไสวไปตามแรงลม แสงจันทร์สว่างไสวลอดผ่านแมกไม้ลงมากระทบใบหน้า ยิ่งขับเน้นให้เธอดูงดงามราวกับเทพธิดา
ตลอดทางทั้งคู่พูดคุยหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน ส่วนใหญ่เป็นเคียน่าที่เล่าเรื่องชีวิตในโรงเรียนเซนต์เฟรย่าให้เขาฟัง
"มีอยู่ครั้งหนึ่ง โบรเนียแอบเล่นเกมจนดึกดื่น แล้วย่องออกมาหาอะไรกินกลางดึก พอดีตอนนั้นฉันก็หิวจนตื่นเหมือนกันเลยกะว่าจะมาหาของกิน แต่ฉันดันกินเค้กที่เหลือครึ่งชิ้นในตู้เย็นหมดไปก่อนแล้ว โบรเนียน่าสงสารมาก เปิดตู้เย็นปุ๊บ พี่เมย์ก็เดินออกมาเข้าห้องน้ำพอดี เลยโดนจับได้คาหนังคาเขา! ตอนนั้นฉันหนีกลับห้องไปแล้ว ยัยเปี๊ยกโบรเนียเลยต้องรับกรรมแทนฉันไปเต็มๆ!"
"โบรเนียนี่ดวงซวยจริงๆ เลยน้า!"
หยินอวี้เซวียนมองเคียน่าที่เล่าไปยิ้มไป เขาก็พลอยรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขไปด้วย
ทว่า... ในยามที่เรากำลังชื่นชมความสงบสุขของชีวิต ชีวิตมักจะชอบมอบ "เซอร์ไพรส์" เล็กๆ น้อยๆ ให้เสมอ เหมือนกับที่มีคนบอกว่าให้ยิ้มเยอะๆ เพราะคนยิ้มเก่งมักจะโชคดี แต่เขาไม่ได้บอกว่าคนที่โชคร้ายน่ะ... แม้แต่จะยิ้มยังทำไม่ได้เลย
และในวินาทีนี้ ทั้งสองคนก็ยิ้มไม่ออกเสียแล้ว
"หยุด! พวกแกสองคนน่ะ!"
ชายหนุ่มผมทองแต่งตัวสไตล์พังก์หลุดโลกหลายคนเดินออกมาจากเงามืด จ้องมองหยินอวี้เซวียนและเคียน่าด้วยสายตาหาเรื่อง
"ส่งเงินที่มีในกระเป๋ามาให้หมด!"
"พี่ชาย! นี่มันยุคไหนแล้วครับ? ยังมีดักปล้นกันอยู่อีกเหรอ? เดี๋ยวนี้เวลาคนเขาออกจากบ้าน ไม่มีใครพกเงินสดกันแล้วโว้ย!"
บางทีพวกมันอาจเห็นทั้งคู่ถือของพะรุงพะรังเลยคิดว่าต้องมีเงินแน่ๆ ช่างน่าสมเพชจริงๆ
หยินอวี้เซวียนกวาดตามองคนกลุ่มนั้น พบว่าเป็นเพียงวัยรุ่นอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปด บางคนหน้ายังละอ่อนดูเด็กกว่านั้นด้วยซ้ำ เด็กพวกนี้คงหลงผิด คิดว่าการจับกลุ่มทำตัวเป็นนักเลงระรานชาวบ้านไปวันๆ มันเท่นักหรือไง?
"มองอะไรวะ! รีบส่งเงินมาเร็วเข้า!" รุ่นพี่ที่เป็นหัวโจกชักมีดพับผีเสื้อออกมาควงโชว์อย่างชำนาญ สายตาหื่นกระหายโลมเลียไปทั่วร่างของเคียน่า เห็นได้ชัดว่ามันถูกความงามของเคียน่าดึงดูดเข้าให้แล้ว และคงกำลังจินตนาการเรื่องต่ำช้าหลังจากได้เงินไป
เด็กคนอื่นเห็นลูกพี่ทำแบบนั้นก็รีบควักอาวุธออกมาบ้าง บางคนเพิ่งเคยทำเรื่องแบบนี้ครั้งแรก มือไม้ที่ถือมีดจึงสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นอีกฝ่ายชักอาวุธ แววตาของเคียน่าเปลี่ยนเป็นคมกริบทันที เธออาจเป็นคนจิตใจดี แต่สำหรับคนที่กล้ามาข่มขู่คนสำคัญที่สุดในชีวิตเธอ... ในสายตาของเคียน่า พวกมันถูกตัดสินโทษตายไปเรียบร้อยแล้ว
เธอไม่ใช่คนโง่ และไม่ใช่แม่พระที่จะเมตตาพร่ำเพรื่อ ไม่อย่างนั้นเธอคงเอาชีวิตไม่รอดจากการเร่ร่อนคนเดียวตั้งแต่อายุสิบสอง จากไซบีเรียมาจนถึงตะวันออกไกลหรอก
พวกวัยรุ่นผมทองรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทันใดนั้น หยินอวี้เซวียนก็เอื้อมมือไปขวางเธอไว้ ลูบศีรษะเธอเบาๆ แล้วพูดว่า "ฉีเป่า เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ฉันเอง!"
หยินอวี้เซวียนสังเกตเห็นสายตาที่ไอ้หัวโจกมองเคียน่าได้ตั้งแต่แรกแล้ว ใครมอบความกล้าให้มันมามองเมียชาวบ้านด้วยสายตาแบบนั้น! ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน?
ถ้าวันนี้เขาไม่ทำอะไรสักอย่าง ก็เสียชาติเกิดลูกผู้ชายแล้ว!
พวกแก... เลือกทางตายเองนะ!
"แต่ว่าพวกมันมีมีดนะ!" เคียน่าพูดด้วยความเป็นห่วง
ในสายตาของเคียน่า กัปตันของเธอเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่
"ฮ่าๆ! เคียน่า เธอประเมินฉันต่ำไปแล้วนะ! กัปตันของเธอน่ะ เก่งจะตายไป!"
หยินอวี้เซวียนพูดด้วยความมั่นใจ แค่ทักษะการต่อสู้พื้นฐานก็เพียงพอจะจัดการกับไอ้พวกเด็กเหลือขอที่วันๆ ไม่ทำอะไรพวกนี้ได้สบายๆ
หยินอวี้เซวียนวางของในมือลง หมุนข้อมือไปมาเพื่อวอร์มร่างกาย แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ไม่ได้ออกแรงมานานแล้ว หวังว่าพวกแกจะทำให้ฉันสนุกได้นะ!"