- หน้าแรก
- มีร่างแยกทั้งที ถ้าไม่ป่วนโลกก็เสียของ
- บทที่ 2: ข้ามีความคิดอันอาจหาญ
บทที่ 2: ข้ามีความคิดอันอาจหาญ
บทที่ 2: ข้ามีความคิดอันอาจหาญ
บทที่ 2: ข้ามีความคิดอันอาจหาญ
การย่างกรายเข้าสู่ตลาดหลินอวิ๋นให้ความรู้สึกประหนึ่งได้ก้าวล้ำเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่งที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง
ณ ที่แห่งนี้ กลิ่นอายแห่งวิถีเซียนเริ่มปรากฏให้เห็นเด่นชัดขึ้น สองข้างทางเรียงรายไปด้วยแผงลอยนานาชนิด มีทั้งโอสถทิพย์ ยันต์วิญญาณ วัสดุวิญญาณ และสิ่งของล้ำค่าอีกมากมาย
ทว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของที่เฉิงเฉียน ชาวนาวิญญาณตัวจ้อย มิอาจเอื้อมถึงได้
กลุ่มลูกค้าหลักของเหล่าพ่อค้าเหล่านี้หาใช่พวกชาวนาวิญญาณที่ตรากตรำหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเช่นพวกเขา แต่เป็นเหล่าศิษย์จากตระกูลใหญ่ในตลาด ศิษย์ประจำสำนักหลินอวิ๋น เครือญาติของศิษย์สำนัก ตลอดจนผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในเขตตลาด
คนเหล่านี้คือผู้บำเพ็ญเพียรที่มีสิทธิ์เข้าออกตลาดหลินอวิ๋นได้อย่างอิสระ ในขณะที่เหล่าผู้บำเพ็ญสันโดษและชาวนาวิญญาณกลับต้องใช้ชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่ถูกตัดขาดและโดดเดี่ยว
เฉิงเฉียนมุ่งหน้าไปยังจุดพักของสำนักหลินอวิ๋น ยามนี้สถานที่จัดงานชุมนุมก้าวสู่เส้นทางเซียนซึ่งจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้ากำลังถูกจัดเตรียมอย่างขะมักเขม้น ศิลาทดสอบรากวิญญาณขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางลานกว้าง
เฉิงเฉียนมองภาพนั้นพลางลอบกำหมัดแน่น ก่อนจะเดินตรงไปยังอาคารที่พักของศิษย์ประจำการ
"ศิษย์พี่เฟิง ช่วงนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"
เฉิงเฉียนประสานมือคารวะศิษย์สำนักหลินอวิ๋นผู้หนึ่ง
เฟิงเซินเป็นศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักหลินอวิ๋น มีตบะอยู่ในขอบเขตกลั่นปราณขั้นที่ห้า เมื่อสามปีก่อนเขาได้รับภารกิจให้มาประจำการอยู่ที่นี่
เฉิงเฉียนรู้จักกับเขาเพราะเมื่อครั้งที่มาค้าขายข้าววิญญาณในอดีต ศิษย์พี่เฟิงผู่นี้เพิ่งจะมาถึงและยังไม่ประสีประสาในกลเม็ดเด็ดพรายของตลาดแห่งนี้ เฉิงเฉียนจึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือตามความเหมาะสม
นับแต่นั้นมา เฉินเฉียนก็พยายามหาโอกาสประจบเอาใจเขาเสมอมา ทว่าน่าเสียดายที่ในช่วงสองปีหลัง เฟิงเซินอาจจะเริ่มเขี้ยวลากดินมากขึ้นหรือถูกกลืนกินด้วยผลประโยชน์ เขาจึงเริ่มตีตัวออกห่างจากคนอย่างเฉิงเฉียนที่เก่งเพียงเรื่องเยินยอ
"โอ้? สหายเต๋าเฉิง เหตุใดจึงมาที่นี่เล่า? สองวันนี้ข้างานยุ่งยิ่งนัก คงไม่มีเวลามานั่งสนทนากับเจ้าหรอก"
พูดจบเขาก็เตรียมจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่รักษามารยาท สหายเต๋าเฉิงผู้นี้ช่างไร้ประโยชน์นัก ทั้งยังขี้เหนียวเกินทน เขาจึงไม่มีความสนใจจะเสียเวลากับคนผู้นี้แม้แต่น้อย
"ศิษย์พี่เฟิง ข้ามีเรื่องอยากจะรบกวนท่านสักหน่อย รบกวนท่านแล้วจริงๆ"
"เฮ้ มีเรื่องอะไรเหตุใดไม่รีบบอก"
เฟิงเซินชะงักฝีเท้าพลางมองดูผู้บำเพ็ญเพียรที่เดินขวักไขว่อยู่รอบๆ
"เอาอย่างนี้ ตามข้าออกไปคุยด้านนอก เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา หากช่วยได้ข้าก็จะช่วยอย่างสุดความสามารถ"
คนทั้งสองเดินออกมาด้านนอกอาคาร
"ว่ามาเถิด มีเรื่องอันใดกันแน่ อย่าได้อ้อมค้อม" น้ำเสียงของเฟิงเซินเริ่มแข็งกระด้างขึ้น
"อาสะใภ้ของข้าต้องการพาลูกๆ เข้ามาอาศัยในตลาดเพื่อพึ่งพิงข้า ข้าจึงหวังว่าท่านจะช่วยจัดการเรื่องป้ายแสดงตนให้พวกเขาสองคนสักหน่อย"
"อาสะใภ้รึ? มาพึ่งพิงเจ้า?"
"เฮ้อ ท่านอาของข้าประสบเคราะห์ร้ายทิ้งให้อาสะใภ้และลูกๆ อีกสองคนต้องอยู่อย่างไร้ที่พึ่ง..."
เฉิงเฉียนแสดงสีหน้ากระอักกระอ่วนและเปี่ยมด้วยความหวัง จงใจชักนำให้เฟิงเซินคิดไปไกล ธรรมชาติของคนย่อมมีความสอดรู้สอดเห็น ยิ่งเป็นเรื่องอื้อฉาวคาวโลกีย์เท่าไหร่ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจได้ดีเท่านั้น และมักจะละเลยรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ไป ทำให้เป้าหมายที่แท้จริงสัมฤทธิผลได้ง่ายขึ้น
การยอมทำลายชื่อเสียงตนเองเพื่อให้คนอื่นจินตนาการไปไกล จะทำให้อีกฝ่ายไม่สงสัยในความไม่สมเหตุสมผล แต่จะพุ่งเป้าไปที่เรื่องซุบซิบนินทาแทน
"เจ้าเด็กนี่... เจ้านี่มัน... ร้ายกาจจริงๆ" เฟิงเซินดูจะสนใจเรื่องราวของเฉิงเฉียนขึ้นมาทันที
"ก็แค่คนอาภัพสองคนมาอยู่ด้วยกันเพื่อความอบอุ่น จะปล่อยให้คนนอกมาฉวยโอกาสได้อย่างไร จริงไหมขอรับ?"
"ฮ่าฮ่าฮ่า ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมมาก หากมีข่าวดีเมื่อไหร่ ข้าต้องขอร่วมดื่มฉลองด้วยสักจอกแล้ว"
"แหะๆ"
เฉิงเฉียนแสร้งลูบศีรษะอย่างเขินอาย ก่อนจะหยิบถ่อผ้าที่บรรจุหินวิญญาณแปดสิบก้อนที่เตรียมไว้ออกมาจากอกเสื้อ
"รบกวนท่านด้วยนะขอรับ"
เฟิงเซินแง้มถุงผ้าออกดู เพียงแวบเดียวเขาก็เห็นหินวิญญาณถึงแปดสิบก้อน! นับว่ามากโขทีเดียว เพราะป้ายแสดงตนปกติมีราคาเพียงยี่สิบหินวิญญาณเท่านั้น
"มากไปแล้ว มากไปแล้ว เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเรา เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้"
ปากบอกว่ามากไป แต่เมือข้างหนึ่งกลับตบที่ถุงมิติข้างเอว หินวิญญาณพร้อมถุงผ้าขาดๆ นั้นพลันอันตรธานหายไปทันที
เมื่อเห็นอีกฝ่ายรับเงินไปแล้ว เฉิงเฉียนจึงกล้าที่จะเอ่ยถึงเรื่องที่สำคัญที่สุด
"ศิษย์พี่เฟิง ท่านกล่าวอะไรเช่นนั้น ข้าควรจะขอบคุณท่านให้มากด้วยซ้ำ อ้อ แล้วก็ลูกของอาสะใภ้ข้าอายุถึงเกณฑ์ทดสอบรากวิญญาณพอดี ข้าหวังว่าท่านจะช่วยอำนวยความสะดวกในตอนนั้นด้วยนะขอรับ"
สีหน้าของเฟิงเซินดูขัดเขินเล็กน้อย แน่นอนว่าหินวิญญาณทุกก้อนย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย ในเมื่อเงินเข้าถุงมิติไปแล้ว การจะให้ควักคืนย่อมยากยิ่งกว่าปลิดชีวิต
"สหายเต๋าเฉิง ในตอนนั้นจะมีศิษย์สายในจากสำนักมาร่วมงานด้วย ผู้บำเพ็ญที่เพิ่งมาถึงใหม่อาจจะไม่ค่อยตรงตามกฎระเบียบของสำนักนัก ข้า..."
ทางสำนักเกรงว่าพวกลัทธิมารจะส่งคนแฝงตัวเข้ามา จึงตั้งกฎไว้ว่าผู้บำเพ็ญที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ไม่อาจเข้าร่วมงานชุมนุมก้าวสู่เส้นทางเซียนได้ จะต้องผ่านการทดสอบรากวิญญาณหลังงานจบลง และต้องอาศัยอยู่เป็นเวลานานจนถึงรุ่นลูกหลานจึงจะมีโอกาสเข้าสำนัก
"ศิษย์พี่ พวกเขาลงทะเบียนภายใต้ชื่อของข้า มิใช่ว่ามีฐานะเหมือนน้องหรือลูกของข้าหรอกรึ? ส่วนเรื่องที่ว่าพวกเขามาถึงเมื่อไหร่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับคำพูดของท่านมิใช่หรือขอรับ?"
"อีกอย่าง มันยังช่วยให้ข้าดูมีหน้ามีตาต่อหน้าพวกเขาด้วย" เฉิงเฉียนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจพลางหยิบถุงผ้าเล็กๆ อีกถุงออกมาจากอกเสื้อ
"โธ่ เจ้านี่นะ เพื่อหน้าตาถึงกับยอมทุ่มเทขนาดนี้... เอาเถิด เห็นแก่ความสัมพันธ์ที่มีมานานปี ข้าจะช่วยเรื่องนี้ให้แล้วกัน"
เฟิงเซินรับถุงผ้ามาไว้ในมือพลางกล่าวกับเฉิงเฉียน
"ไม่มีทางเลือกนี่ขอรับ เพื่อสถานะในครอบครัวในวันหน้า ข้าจึงต้องทุ่มสุดตัว ทรัพย์สินทั้งหมดแลกกับสถานะคนในครอบครัว มันย่อมส่งผลดีในอนาคต ท่านเห็นด้วยไหมขอรับ?"
"ฮ่าฮ่า เจ้าเด็กเจ้าเล่ห์ ได้ทีแล้วยังจะมาทำเป็นไขสือ"
เฉิงเฉียนสนทนากับเฟิงเซินอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าไปในอาคารเพื่อรับป้ายแสดงตนชาวนาวิญญาณสองแผ่น
เฟิงเซินผู้กระตือรือร้นเดินมาส่งเฉิงเฉียนถึงประตูบ้าน เพียงไม่กี่คำพูดและการขยับปากเล็กน้อยก็ได้หินวิญญาณถึงหนึ่งร้อยก้อน ลาภลอยเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก
ทว่าชาวนาวิญญาณขี้เหนียวผู้นี้คงจะหมดตัวแล้วกระมัง เขาไม่นึกเลยว่าความพยายามรีดไถตามความเคยชินจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่งดงามเกินคาด
เฉิงเฉียนได้รับป้ายแสดงตนมาแล้ว จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังอาคารจัดการกิจการของตลาดเพื่อเช่าลานบ้านหลังเล็กๆ ในราคาหินวิญญาณสองก้อนต่อวัน
ถึงจุดนี้เขาได้ทุ่มเดิมพันหมดตัวแล้ว เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เขาจะอาศัยอยู่ในตลาดช่วงไม่กี่วันนี้จนกว่าจะถึงวันงานชุมนุม
คืนนี้เขาจะปรับสภาวะจิตใจ และในวันพรุ่งนี้เขาจะเริ่มสร้างร่างแยกขึ้นมา
เขากำลังครุ่นคิดว่า หากร่างแยกสามารถเข้าสำนักได้ เขาควรจะทำอย่างไรต่อไป?
จะถอนขนแกะอย่างไรดี? หรือว่าการเข้าสำนักจะเป็นเพียงการเป็นแรงงานที่ดูหรูหราขึ้นมาอีกนิด?
เขาจะพาร่างหลักออกจากตลาดหลินอวิ๋นได้หรือไม่?
เขาไม่เคยเข้าไปในสำนัก จึงไม่รู้ว่าสภาพแวดล้อมภายในเป็นเช่นไร แต่เมื่อเห็นเหล่าศิษย์ฝ่ายนอกวางอำนาจบาตรใหญ่และกอบโกยผลประโยชน์ในตลาดได้ถึงเพียงนี้ เขาคาดเดาว่าสภาพแวดล้อมในสำนักก็คงไม่ต่างกันนัก
แล้วจะหาหินวิญญาณได้อย่างไร?
เขียนยันต์? ปรุงยา? หลอมศัสตรา? วางค่ายกล?
สิ่งเหล่านี้คงทำไม่ได้ในระยะสั้น และหากต้องใช้เวลานานเกินไป เขาเกรงว่าร่างหลักจะรอไม่ไหว อีกอย่าง หากเขามีหินวิญญาณเหล่านั้น สู้มอบให้ร่างแยกไปเสียทั้งหมดจะไม่ดีกว่าหรือ
เฉิงเฉียนเกาศีรษะอย่างกังวลใจเล็กน้อย
"ข้าใจร้อนเกินไป ควรจะสร้างร่างแยกให้เสร็จก่อนค่อยไปหาเฟิงเซิน หากออกมาเป็นขยะเหมือนข้าจะได้ไม่ต้องเสียเงินเปล่า"
เฉิงเฉียนมีรากวิญญาณระดับต่ำสี่ธาตุ ขาดธาตุน้ำในเบญจธาตุ และรากวิญญาณแต่ละธาตุมีค่าเพียงสามสิบเท่านั้น นับว่าธรรมดาสามัญราวกับคนไร้ค่า
ทันใดนั้น เขาก็ฉุกคิดถึงคำถามหนึ่งขึ้นมาได้
เหตุใดเขาต้องสร้างร่างแยกเป็นชายที่เหมือนกับตนเองทุกประการด้วยเล่า?
ความคิดที่วาบขึ้นมาชั่วขณะนี้ ได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้แก่เขาโดยตรง
ผู้บำเพ็ญเพียรสตรีก็ไม่เลว หากนางเข้าสำนักได้ นางอาจจะไปเป็นผู้นำทางน้ำชาหรือสตรีผู้สูงศักดิ์ในวงสังคม แม้เขาจะไม่ประสีประสาเรื่องศิลปะการชงน้ำชา แต่เขาก็ผ่านโลกมามากพอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดอันอาจหาญนี้เป็นเส้นทางที่ใช้การได้
ต่อให้มองโลกในแง่ร้ายที่สุด หากร่างแยกเข้าสำนักไม่ได้ ผู้บำเพ็ญสตรีที่มีรากวิญญาณก็ยังเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดแห่งนี้
การได้เป็น 'ปทุมทอง' หรืออะไรทำนองนั้นก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ส่วนเรื่องที่ว่าเขาจะยอมรับได้ทางจิตใจหรือไม่น่ะหรือ?
ขอเพียงได้หินวิญญาณและพาตนเองหลุดพ้นจากที่นี่ได้ ต่อให้ต้องลดตัวลงไปเป็นสุนัขเขาก็ยอมรับได้ทั้งสิ้น สิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้คือความยากจนและความต่ำต้อยของตนเองต่างหาก
เฉิงเฉียนรู้สึกว่าความคิดนี้มีศักยภาพมหาศาล
ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนดีเด่อะไร หากร่างแยกเป็นผู้บำเพ็ญสตรี เขาจะสามารถใช้ฐานะของนางเล่นเล่ห์กลได้สารพัด
ในยามนี้ ในหัวของเขาพลันปรากฏภาพของต๋าจี่ ป่าวซื่อ...
อึ๋ย... เขาขนลุกซู่จนต้องเลิกคิดถึงมันไปก่อน
เขาจะวางแผนอย่างละเอียดอีกครั้งหลังจากสร้างร่างแยกในวันพรุ่งนี้