เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 2 การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

Chapter 2 การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

Chapter 2 การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว


ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดัง “เอี๊ยดดด..” พร้อมกับประตูที่ถูกเปิดออก

เฉิงเจียวหยางที่กำลังวุ่นวายกับการเช็ดผมอยู่ในห้องน้ำก็ต้องตกใจ และเธอก็ได้เอนตัวออกมาจากห้องน้ำเพื่อดูว่าใครมา เธอเห็นสวีชิงเดินผ่านประตูไป

“ทำไมแม่กลับมามาเร็วจังเลยคะ...?” เธอถามอย่างสงสัย นี่มันยังไม่ถึงเวลาเลิกงานเลยนะ สวีชิงเริ่มออกไปทำงานตอนบ่ายโมงเอง ซึ่งใช้เวลาเดินทางไปกลับเพียงสองชั่วโมงเองนะ

เมื่อสวีชิงได้ยินเสียงลูกสาวตะโกนถามมา จากสีหน้าที่ดูเคร่งเครียด เธอก็ได้สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและก็ฝืนยิ้มออกมาในขณะที่ตอบ “เจ้านายปล่อยให้พวกเราออกก่อนได้จ๊ะ วันนี้”

“อ๋อ...” เฉิงเจียวหยางกล่าวอย่างไม่ทันได้คิดอะไร พร้อมกับหันมาวุ่นวายกับการเช็ดผมให้แห้งต่อ

การอาบน้ำไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเธอเลย หลังจากที่เธอได้เดินสำรวจไปรอบๆ ห้องครัวแคบๆ อยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเธอก็หากาต้มน้ำไฟฟ้าเพื่อต้มน้ำเจอจนได้

แย่ที่สุดคือหลังจากที่เธออาบน้ำเสร็จแล้ว กลับพบว่าสวีเจี่ยวเจียวไม่มีครีมบำรุงผิวใดๆเลย !!

“เจี่ยวเจียว ลูกยังไม่ได้กินข้าวเหรอจ๊ะ?” ขณะที่สวีชิงได้หันไปสังเกตเห็นอาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ เหมือนไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว

เฉิงเจียวหยางแขวนผ้าเช็ดตัวไว้ที่ผนัง และเธอก็เดินออกมาจากห้องน้ำ  พร้อมกับตอบคำถาม “หนูไม่ค่อยหิวค่ะ”

“หนูเพิ่งดัดแปลงเสื้อผ้าเก่าๆเสร็จค่ะ” เฉิงเจียวหยางกล่าว พร้อมกับชี้ไปที่ชิ้นส่วนของวัสดุที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นข้างๆเตียง

“อ๋อ...ใช่!!” เฉิงเจียวหยางมองไปที่สวีชิง “อาจารย์ที่โรงเรียนเก่าของหนูโทรมา บอกให้มารับใบตอบรับการเข้ามหาวิทยาลัย วันนี้แม่กลับมาเร็ว แม่สามารถพาหนูไปโรงเรียนได้นะคะ”

“ประกาศผลการเข้ามหาวิทยาลัยออกแล้วเหรอ...? เยี่ยมเลย งั้นเราไปกันเลยมั้ยจ๊ะ!!” เมื่อสวีชิงได้ยินเกี่ยวกับการการรับเข้าเรียนของมหาวิทยาลัยก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก

มุมปากของเฉิงเจียวหยางได้ยกขึ้นเล็กน้อย

หลังจากที่เดินตามสวีชิง และพวกเขาเดินผ่านตรอกซอกซอยหลายแห่งในที่สุด พวกเขาก็มาถึงประตูหลังโรงเรียนจนได้ เฉิงเจียวหยางรู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าโรงเรียนของสวีเจี่ยวเจียวไม่ได้อยู่ไกลจากที่เธออาศัยอยู่เลย

เมื่อสวีชิงหยุดเดิน เฉิงเจียวหยางก็กล่าวขึ้นในทันทีว่า “อาจารย์บอกว่า อาจารย์กำลังรอเราอยู่ที่ห้องทำงานแล้วค่ะ”

แน่นอนว่าสวีชิงเดินนำทางอีกครั้ง และพวกเขาก็เดินไปยังอาคารที่อยู่ไม่ไกลจากประตูโรงเรียนมากนัก

อาจารย์ซึ่งกำลังโทรหาเฉิงเจียวหยาง ได้หันมาเห็นเธอพอดี เขากำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานได้โบกมือเธอด้วยมือเดียว ในขณะที่อีกมืออีกข้างของเขากำลังวางสายโทรศัพท์

“อาจารย์เจียว” สวีชิงใช้ความคิด และเริ่มกล่าวทักทายก่อน

อาจารย์เจียวเงยหน้าขึ้นมาและเห็นพวกเขาทั้งสองอยู่ด้วยกัน มันทำให้เขาต้องคลี่ยิ้มออกมา “คุณแม่ของเจี่ยวเจียวก็มาด้วย”

“พวกเราต้องขอโทษอาจารย์เจียวด้วยนะคะ ที่ทำให้ต้องรอนานเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไรเลยค่ะ จดหมายตอบรับชุดแรกเพิ่งมาถึงและในฐานะอาจารย์ของพวกเขา สิ่งสุดท้ายที่ฉันสามารถทำได้สำหรับพวกเด็กๆ คือการส่งจดหมายแจ้งให้พวกเขาทราบเป็นการส่วนตัวเนี่ยล่ะค่ะ”

สวีชิงพยักหน้ารับ และมองไปยังใบประกาศผลที่อยู่ในมือของอาจารย์เจียวด้วยความคาดหวัง

อาจารย์เจียวสังเกตเห็นว่าสวีชิงได้มองใบที่อยู่ในมือของเขาอยู่ เขาจึงหัวเราะและส่งหนังสือแจ้งการรับเข้ามหาวิทยาลัยของสวีเจี่ยวเจียวไปให้ พร้อมกับกล่าวขึ้นมาว่า “ผลสอบของเจี่ยวเจียวนั้นค่อนข้างดีเลยทีเดียว เธอได้รับการยอมรับเข้ามหาวิทยาลัย F ที่โด่งดังที่สุดในจังหวัดของเราเลยล่ะ”

“ยังไงก็ตามนะเจี่ยวเจียว” อาจารย์เจียวได้มองไปที่เฉิงเจียวหยาง แล้วกล่าวต่อว่า “ฉันจำได้ว่า ตอนนั้นฉันถามคุณเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของคุณก่อนการสอบเข้ามหาวิทยาลัย คุณบอกว่าคุณต้องการเลือก การเงิน หรือเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาเอกของคุณ ฉันไม่รู้ว่าคุณสนใจวิชาเอกภาษาต่างประเทศมากกว่า ...”

“ภาษาต่างประเทศ...? วิชาภาษาอังกฤษ...?” ในขณะนี้ที่สวีชิงกำลังอ่านเห็นเนื้อหาของใบตอบรับการเข้าเรียนและเธอก็หันไปมองเฉิงเจียวหยางด้วยความประหลาดใจ

คำพูดของอาจารย์และการแสดงออกของสวีชิง ทำให้ตาของเฉิงเจียวหยางต้องเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย เป็นไปได้มั้ยว่า ก่อนหน้านี้เจ้าของเดิมของร่างนี้กรอกข้อมูลในใบหลักสูตรและเก็บมันไว้เป็นความลับโดยที่ไม่ได้บอกใครเลย?

ระหว่างทางกลับบ้านสวีชิงไม่สามารถยอมรับได้และถามออกไปว่า “เจี่ยวเจียว วันนั้นตอนที่ลูกกรอกแบบฟอร์มของลูก ลูกบอกกับแม่ว่าอันดับแรกที่ลูกเลือกคือวิชาเอกการเงิน... ทำไมลูกถึงเลือกที่จะเข้าเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ นี่ลูกกำลังจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัย F หลักสูตรภาษาต่างประเทศจริงๆ เหรอ...?”

“อาจจะ...” เฉิงเจียวหยางแสดงสีหน้าเฉยเมย “หลักสูตรภาษาอังกฤษ ก็เป็นทางเลือกที่ดีนะคะ”

“แต่...ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ลูกอ่อนที่สุดเลยนะ!!”

เอ่อ....

เฉิงเจียวหยางกะพริบๆ ใช่แล้ว ... เธอเกือบลืมไปเลยว่า ตอนนี้เธออยู่ในร่างของสวีเจี่ยวเจียว

“เจี่ยวเจียวปีหน้า...แทนที่ลูกจะไปเรียนมหาวิทยาลัย ลูกเรียนซ้ำอีกปีดีกว่ามั้ยจ๊ะ? ไม่อย่างนั้นการเรียนที่มหาวิทยาลัยจะเป็นเรื่องยากสำหรับลูกนะ” สวีชิงพยายามพูดด้วยความหวังดี

“ไม่คะ!!” หลังจากพูดจบ เฉิงเจียวหยางก็เพิ่งรู้ตัวว่าน้ำเสียงของเธอรุนแรงเกินไป เธอเปลี่ยนน้ำเสียงแล้วพูดต่อว่า “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูอาจจะไม่เก่งภาษาอังกฤษก็จริง แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปต่างประเทศหรือการเข้าทำงานกับบริษัทต่างประเทศ เราก็ต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษก่อนใช่ไหมคะ...? และตอนนี้หนูก็ได้รับการตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย F แล้วด้วย และการเรียนรู้ที่ดีในอนาคตของหนู จะได้ใช้ภาษาอังกฤษมากขึ้นด้วยค่ะ”

เมื่อได้พูดความจริงออกไปแล้ว ในตอนแรกเฉิงเจียวหยางก็ยังแอบกังวลอยู่มากที่สวีเจี่ยวเจียว เลือกที่จะสมัครหลักสูตรวิชาเอกภาษาจีน!! เมื่อก่อนตอนเฉิงเจียวหยางอายุสิบขวบ เธอได้ไปอยู่กับปู่ของเธอในยุโรป หลังจากนั้นเธอก็เริ่มศึกษาด้านการจัดการทางการเงินเพื่อเตรียมตัวเป็นทายาทที่ดีของปู่ ดังนั้นหากเธอได้รับการตอบรับในหลักสูตรวิชาเอกภาษาจีน เธอจะต้องคิดที่จะเปลี่ยนสาขาวิชาเอกของเธออย่างแน่นอน

“เจี่ยวเจียวในอนาคต...ลูกอาจจะลำบากได้นะ” สวีชิงกล่าวด้วยความลังเล

“อืมมม...” เฉิงเจียวหยางที่กำลังยุ่งอยู่กับการสะบัดผมยาวๆของเธอไปด้านหลัง เลยทำให้พวกเขาจ้องมองมาที่เธอ เมื่อเธอหยุดเดินกะทันหัน

“แม่พาเงินมาหรือเปล่าคะ...? หนูอยากไปตัดผม”

เธอสังเกตว่าหน้าม้าของเฉิงเจียวหยางนั้นยาวขึ้นเล็กน้อย สวีชิงจึงกล่าวว่า“เมื่อเรากลับถึงบ้าน แม่จะตัดหน้าม้าให้หนูเอง”

“หนูต้องการเปลี่ยนทรงผมด้วย ผมทรงนี้ไม่ได้แย่นะคะ แต่เมื่อหนูมองมันแล้วมัน ทำให้หนูหัวเราะไม่ออกเลยล่ะค่ะ”

สีหน้าของสวีชิงแข็งทื่อไปชั่วขณะ ตั้งแต่ลูกสาวของเธอยังเป็นเด็กผมของสวีเจี่ยวเจียวเธอได้เป็นคนตัดให้ตลอด...

“เอาล่ะ เราไปร้านทำผมกันเถอะค่ะ” สวีชิงได้เอามือแตะกระเป๋าของเธอ แต่เมื่อเธอคิดถึงเรื่องเงิน ใบหน้าของเธอก็แสดงออกถึงความกังวลขึ้นมา

เนื่องจากเฉิงเจียวหยางเธอมีสายตาที่สั้น เธอจึงให้ความสำคัญกับสถานการณ์ตรงตอนนี้ของเธอและไม่ทันได้สังเกตสีหน้าของสวีชิงเลย สิ่งที่เธอคิดตอนนี้คือทรงผมแบบไหนที่เหมาะกับเธอที่สุด

หลังจากเดินผ่านที่ทำการไปรษณีย์ที่เฉิงเจียวหยางเคยเข้าไปก่อนหน้านี้ พวกเขาก็แวะเข้าร้านเสริมสวยที่มีขนาดน้อยกว่ายี่สิบตารางฟุตเป็นร้านเล็กๆและอยู่ตรงข้ามสถานีรถบัส

“ยินดีต้อนรับค่ะ!” เมื่อเดินเข้ามาในร้าน พวกเขาได้รับการต้อนรับทันทีจากผู้ช่วยร้านทำผมที่มีรูปร่างผอมและดูสะดุดตา

“ลูกสาวของฉันต้องการเปลี่ยนทรงผมค่ะ” สวีชิงกล่าว

“ได้ค่ะ...เชิญทางนี้ได้เลยค่ะ”

เฉิงเจียวหยางใช้สายตาสำรวจภายในร้านแห่งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาที่ทำผมที่ร้านเล็กๆ แบบนี้ และด้วยการออกไปตกแต่งร้านกับทรงผมแปลกๆ ของผู้ช่วยเจ้าของร้าน แค่นี้เธอก็หมดหวังในช่างทำผมของร้านนี้แล้ว

เมื่อเห็นว่าผู้ช่วยคนนั้นกำลังจะพาเธอไปสระผม เฉิงเจียวหยางจึงรีบพูดขึ้นมาว่า “ฉันสระผมมาแล้ว แค่ตัดอย่างเดียวค่ะ”

“โอเคค่ะ...เชิญนั่งที่ตรงนี้ก่อนนะคะ” ผู้ช่วยคนนั้นดึงเก้าอี้ของร้านเสริมสวยออกมาให้เธอนั่ง

หลังจากนั้นก็ชายหนุ่มที่ดูดีออกมาพร้อมกับมีผู้ช่วยยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเฉิงเจียวหยาง เขาปรับเก้าอี้ของเธอขึ้นมาให้อยู่ในกระจกในระดับสูงกว่าใบหน้าเธอไม่มาก ก่อนที่จะพูดว่า “คุณต้องการเปลี่ยนทรงผมเป็นแบบไหน...?”

“คุณมีปากกาและกระดาษมั้ยคะ...??” เฉิงเจียวหยางถามแทนที่จะเป็นคำตอบ

ชายหนุ่มถึงกับทำหน้างงงวย แต่ยังไงลูกค้าก็คือราชา ดังนั้นเขาจึงหันไปขอให้ผู้ช่วยคนหนึ่งนำปากกาและกระดาษมาให้เฉิงเจียวหยาง

ร้านเสริมสวยมีขนาดเล็ก ดังนั้นหากมีการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยทุกคนก็จะรู้หมด ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าหรือผู้ช่วยของพวกเขาต่างก็ดูว่าเกิดอะไรขึ้น และมีความอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก

เฉิงเจียวหยางไม่ได้สนใจสายตาที่ทุกคนมองมาและวางกระดาษสีขาวลงบนโต๊ะด้านหน้าของเธอ ก่อนที่จะเริ่มวาดรูปภาพที่ทรงผมที่ต้องการลงบนกระดาษอย่างรวดเร็ว ในรูปภาพเป็นภาพคล้ายหญิงสาวที่มีชั้นผมสั้นที่น่าดึงดูดแก่สายตา

ช่างทำผมยืนอยู่ด้านหลังของเฉิงเจียวหยาง ก็ต้องตกใจอย่างมาก

ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของผู้ช่วย ทำให้เขาต้องเดินเข้ามาดูและมันทำให้เขาต้องรู้ทึ่งมาก

แม้แต่สวีชิงที่รอดูอยู่ข้างๆเธอ ก็แทบจะไม่สามารถเก็บอาการความประหลาดใจบนใบหน้าของเธอไว้ได้เลย

“โอเค!! เสร็จล่ะ ทำทรงนี้ค่ะ” เฉิงเจียวหยางวางปากกาลง ปลายนิ้วเรียวของเธอชี้ไปที่รูปภาพบนกระดาษสีขาวในขณะที่เธอมองไปที่ช่างทำผม แล้วพูดต่อว่า “ไม่มีปัญหาใช่มั้ยคะ...?”

ช่างทำผมดึงได้ดึงสติของตัวเองกลับมา จากนั้นก็ร้องอุทานด้วยความชื่นชม เมื่อเขามองไปที่เฉิงเจียวหยาง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ไม่มีปัญหา! ฉันไม่คิดเลยว่าผู้หญิงที่สวยๆอย่างคุณ จะเป็นนักศึกษาที่เรียนทางด้านศิลปะมาด้วย”

ไร้สาระเกินไปละ! เฉิงเจียวหยางได้เอนหลังพิงเก้าอี้และเห็นว่าช่างทำผมกำลังเดินไปรอบๆ เพื่อให้คนอื่นเห็นสิ่งที่เธอวาด ซึ่งนั่นมันทำให้เธอใจร้อน “เร็วๆหน่อยนะคะ ฉันรีบค่ะ”

“ได้ครับ...จะรีบทำเดี๋ยวนี้!”

สวีชิงที่นั่งมองดูลูกของเธอจากด้านหลัง ตอนนี้มีความรู้สึกมากมายเต็มไปหมด ประมาณสองวันที่แล้วเธอได้รับโทรศัพท์จากโรงพยาบาลเกี่ยวกับเรื่องของเจี่ยวเจียวที่ได้เข้ารับการรักษาแบบฉุกเฉิน มันทำให้เธอรู้สึกกลัวมากๆ จนเหมือนกับว่าวิญญาณครึ่งหนึ่งจากร่างกายของเธอได้หลุดออกไปเลยก็ว่าได้ แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การเลี้ยงดูลูกสาวด้วยตัวคนเดียวจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่เธอคิดว่ามันคุ้มค่ามาก นอกจากนี้เจี่ยวเจียวยังเป็นเด็กที่ทำงานหนักและมีผลการเรียนที่ดีเสมอมา เธอจึงไม่เคยคิดเลยว่าลูกสาวคนเก่งของเธอจะถูกรถชน และถูกส่งไปที่ห้องฉุกเฉิน!!

ตอนนั้นตำรวจจราจรให้เธอดูวิดีโอจากกล้องวงจรปิดเกี่ยวกับเหตุการณ์อุบัติเหตุทางรถยนต์ คนที่ผิดก็ไม่ได้เป็นคนขับ แต่เป็นเจี่ยวเจียว!! ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ เจี่ยวเจียวเดินร้องไห้และไม่ทันได้มองทาง ขณะที่เธอกำลังเดินข้ามถนน คนขับเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน แต่ก็ไม่ทันรถได้พุ่งตัวชนเข้ากับร่างของเจี่ยวเจียว ทำให้เธอล้มลงไปนอนกับพื้นและศีรษะของเธอไปกระแทกกับถนน นี่ทำให้เธอได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แต่โชคยังดีที่ไม่มีอาการบาดเจ็บอื่นๆ และน่าเสียดายที่คนขับรถไม่ได้โชคดี ด้วยความตกใจอย่างมากคนขับจึงมีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน!!

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของเธอในวันนั้น แต่ในตอนที่เธอต้องการถาม เธอกลับไม่กล้าที่จะถามออกไป เนื่องจากมันอาจจะทำให้ลูกสาวของเธออารมณ์เสียได้ เห็นได้ชัดว่ามันเป็นหัวข้อที่น่าเศร้าเกินกว่าจะพูดออกไป

โชคดีที่เจี่ยวเจียว ในตอนนี้เธอดูร่าเริงมากขึ้น ... แต่ในขณะเดียวกันเธอกลับรู้สึกว่าโชคไม่ดีเลยที่เธอรู้สึกเหมือนไม่เข้าใจลูกสาวของเธอเลย

เธอไม่รู้มาก่อนว่าเจี่ยวเจียวจะวาดรูปได้ดีขนาดนี้…! ก่อนหน้านี้เจียวเจียวไม่เคยวาดอะไรเลยตอนอยู่ที่บ้าน ทันทีที่เธอจบการศึกษาจากโรงเรียน เจี่ยวเจียวนำสมุดบันทึกและสมุดแบบฝึกหัดไปทั้งหมดไปขายให้ร้านค้ามือสอง ตอนนี้ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของที่ที่เจี่ยวเจียวเคยศึกษามาก่อนอยู่เลย

เมื่อเห็นลักษณะที่หน้าตาของเจี่ยวเจียวได้เปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ภายใต้กรรไกรของช่างทำผม สวีชิงรู้สึกค่อนข้างรู้สึกผิด ทุกวันนี้เธอไม่สามารถหาเลี้ยงชีพ ทำให้ลูกสาวของเธอสุขสบายได้ เนื่องจากความสามารถที่จำกัดของเธอ และเพื่อประหยัดเงินเธอจึงต้องตัดผมให้ลูกสาวของเธอด้วยตัวเองอยู่เสมอ

“เสร็จแล้ว!” เสียงของช่างทำผม ได้ขัดจังหวะความคิดของสวีชิง

เฉิงเจียวหยางเปิดตาขึ้นและได้เห็นทรงผมใหม่ของเธอผ่านกระจก มันมีหน้าม้าแบบบางๆ บนหน้าผาก และรับกับดวงตาที่สวยงามของเธอ ทำให้ดวงตาของเธอโดดเด่นมากขึ้น ในขณะที่เส้นผมเส้นสั้น ๆ ล้อมรอบแก้มของเธอมันทำให้เธอดูสวยขึ้น ทำให้คางของเธอดูเล็กเข้ากับรูปหน้าของเธอ และด้วยรูปร่างบอบบาง รูปลักษณ์โดยรวมจึงทำให้ทรงผมสั้นที่มีเสน่ห์แบบนี้เหมาะกับเธอมากๆ

“มันเป็นอย่างไรบ้าง...?” ช่างทำผมถามอย่างคาดหวัง

“ก็ไม่แย่ค่ะ” เฉิงเจียวหยางตอบอย่างเฉยเมย

“ผู้หญิงสวยๆแบบหนู เหมาะที่จะไปเป็นนักแสดงหนังมาก จริงมั้ย...?”

“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ” เฉิงเจียวหยางตอบ เมื่อเธอมองไปที่ช่างทำผม “ฉันไม่ใช่ดารานักแสดงและฉันก็ไม่ชอบที่จะโพสต์ท่า ให้คนแปลกหน้าดูหรอกนะคะ”

เพียงมองนิดเดียว เฉิงเจียวหยางก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าช่างทำผมต้องการถ่ายรูปของเธอ เพื่อใช้เป็นโฆษณา

“คุณพอช่วยวาดให้เราเพื่อเป็นการฉลองที่คุณได้มาที่นี่ได้มั้ย..??” ช่างทำผมถามอย่างไม่ยอมแพ้

“คุณจะให้อะไรฉันเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน”

ช่างทำผมจ้องที่เธออย่างว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่าเธอจะขออะไรบางอย่างเพื่อแลกกับการวาดภาพ แต่เขาก็ตอบกลับอย่างรวดเร็ว “เราจะไม่เรียกเก็บเงินคุณ สำหรับการบริการของเราในครั้งนี้”

“โอเค...อ้อ! ฉันยังสามารถวาดภาพให้คุณได้อีกหนึ่งรูปนะ ถ้าคุณทำผมให้แม่ของฉันด้วย” เฉิงเจียวหยางพูดพร้อมกับชี้ไปที่สวีชิง

“ได้...ไม่มีปัญหา!!” ช่างทำผมรับคำเห็นด้วยทันที

“ไม่ ไม่เป็นไรจ๊ะ…” สวีชิงโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

“ฟรีเลยนะแม่...ทำไมแม่ไม่ลองใช้ประโยชน์จากโอกาสนี้ล่ะคะ!?” เฉิงเจียวหยางมองไปที่สวีชิงอย่างประหลาดใจและโดยไม่รอให้สวีชิงปฏิเสธซ้ำ เธอก็เริ่มวาดรูปอีกรูป

หากเธอมีเงินมากพอ เธอจะพาสวีชิงไปยังร้านค้าทุกประเภทเพื่อปรับโฉมใหม่ให้สวีชิงทั้งหมด ความงามดั้งเดิมของเธอหายไปและตอนนี้ความงามแบบเดิมของเธอได้จางหายไปเหลือแต่เค้าของหญิงชราเท่านั้น

ทรงผมของสวีชิง มียากและดูซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเทียบกับทรงผมของเฉิงเจียวหยาง เนื่องจากทรงผมของเธอไม่เพียงแต่เปลี่ยนเป็นแบบใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องได้รับการแก้ไขมันเพิ่มอีกด้วย อย่างไรก็ตามช่างทำผมไม่ได้บ่นอะไรเลย มือของเขาเปลี่ยนทรงผมของสวีชิงได้อย่างมืออาชีพและตรงตามการออกแบบบนกระดาษ แต่เนื่องจากต้องได้รับการแก้ไขทรงผมใหม่ จึงใช้เวลาเกือบสี่ชั่วโมงกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ทรงผมอาจส่งผลต่อรูปลักษณ์และอารมณ์ของบุคคล หลังจากทรงผมของสวีชิงเปลี่ยนไป มันแตกต่างจากทรงผมก่อนหน้านี้ของเธอมาก เมื่อเทียบกับผมหางม้าเรียบดูเรียบๆของเธอก่อนหน้านี้

ช่างทำผมชื่นชมผลงานชิ้นเอกของเขา ขณะกล่าวชมไปด้วยว่า “ผู้หญิงสวยที่มีความสามารถอย่างคุณ สามารถเป็นนักออกแบบได้เลยนะ!!”

ผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ช่วยพูดเสริมว่า “ด้วยความสูงของเธอ เธออาจจะเป็นนางแบบแฟชั่นก็ได้นะ! ดูเธอตอนนี้สิ เมื่อเทียบกับคนดังทั่วไป เธออาจจะสามารถมีชื่อเสียงโด่งดังกว่าเขาด้วยซ้ำ”

“สิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เธอมีชื่อเสียงได้เลยนะ นางแบบในโลกใบนี้มีมากมายก็จริง แต่จะมีสักกี่คนที่โด่งดังและมีชื่อเสียงไปทั่วโลกได้” ปากของช่างทำผมกระตุกขณะที่เขาพูด

“แต่นางแบบก็สามารถทำเงินได้อย่างมาก เมื่อเร็วๆนี้เหมือนจะประกาศรับสมัครแข่งขันมองนางแบบหน้าใหม่อยู่นะ ได้ข่าวว่าผู้ที่ชนะจะได้รับรางวัลสองแสนดอลลาร์ ในขณะที่รางวัลที่สองและสามก็ได้รับเงินรางวัลเช่นกัน ตอนนี้น่าจะมีหลายคนได้ลงสมัครไปแล้วด้วย แม้แต่น้องสาวของฉันก็รีบไปสมัครเลยนะ คุณเป็นคนที่สวยคุณไม่อยากลองดูเหรอ! ใครจะไปรู้บางทีคุณอาจจะชนะก็ได้นะ!” ผู้ช่วยดูตื่นเต้นมากในขณะที่พูด เขาเริ่มที่จะพูดเร็วขึ้นเรื่อยๆ

“ลูกสาวของฉันเพิ่งเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Fค่ะ”

สวีชิงไม่สามารถรอให้เข้าพูดจบได้ จึงพูดขัดจังหวะขึ้นมา เพราะเธอมีความเห็นเสมอว่าการศึกษาเป็นวิธีที่เหมาะสมและสามารถช่วยให้ลูกของเธอสุขสบายในอนาคตได้ ยิ่งไปกว่านั้นลูกสาวของเธอเพิ่งสอบเข้าได้ที่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังอีกด้วย

ดูเหมือนว่าผู้ช่วยยังต้องการที่จะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเขาสังเกตเห็นสายตาของช่างทำผมเขาก็เลือกที่จะไม่พูดออกมาแทน แม้จะรู้สึกไม่พอใจก็ตาม

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ด้วยรูปลักษณ์ของลูกสาวของคุณ ฉันคิดว่าจะมีโอกาสที่ดีในอนาคต” ช่างทำผมกล่าวในขณะที่หัวเราะไปด้วย

"ขอบคุณมากค่ะ!!" การแสดงออกของสวีชิงเริ่มดีขึ้นมาก หลังจากได้ยินคำพูดนั้น

“ไปกันเถอะค่ะ” เฉิงเจียวหยางกล่าว ในขณะที่เธอยืนขึ้น

จบบทที่ Chapter 2 การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว