- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในโลกพี่น้องปริศนาฯ ทั้งที ขอใช้วิทยาศาสตร์ขยี้เวทมนตร์หน่อยเถอะ
- บทที่ 17 ประกายความหวังในการยุติความขัดแย้ง
บทที่ 17 ประกายความหวังในการยุติความขัดแย้ง
บทที่ 17 ประกายความหวังในการยุติความขัดแย้ง
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวก็ถึงเวลาพักเที่ยงแล้ว
“ในที่สุดก็ได้เรียนอะไรน่าสนใจบ้างแล้ว! เช้านี้เปิดหูเปิดตาผมจริงๆ!”
ชิบะ โยรุพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ใช่ค่ะ วิธีการสร้างสูตรเวทมนตร์เร่งความเร็วส่วนบุคคลมีหลากหลายมาก แต่ละวิธีก็ให้ผลลัพธ์เรื่องความเร็วในการร่ายเวทที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้เปิดโลกทัศน์จริงๆ ค่ะ”
ชิบะ มิยูกิ พยักหน้าเห็นด้วย
“เดี๋ยวเธอจะไปหาพี่ชายใช่ไหม?”
โยรุเก็บความตื่นเต้นลง ก่อนจะหันไปถามสาวน้อยข้างกาย
“ใช่ค่ะ เดี๋ยวฉันต้องแวะไปที่ห้องท่านประธานนักเรียนด้วย”
มิยูกิพยักหน้า
“คุณไม่ไปด้วยกันเหรอคะ?”
มิยูกินึกขึ้นได้ว่าหมอนี่ก็เป็นสมาชิกสภานักเรียนเหมือนกัน ถึงจะยังไม่รู้ตำแหน่งแน่ชัดก็เถอะ
“ไปสิ จำเป็นต้องไปเลยล่ะ”
พอนึกถึงสายตาของนานากุสะ มายูมิ ที่สื่อความหมายว่า ‘ถ้าไม่มา นายตายแน่’ โยรุก็เผลอยิ้มออกมา
ต้องยอมรับเลยว่า มายูมิเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจจริงๆ
“ไปด้วยกันไหมคะ?”
มิยูกิหยุดเดิน เอียงคอเล็กน้อยแล้วเอ่ยชวน
“นึกไม่ถึงเลยนะเนี่ย ว่าเธอจะไม่รังเกียจให้ฉันไปเป็น ‘กขค’ ระหว่างพี่น้องคู่รักหวานแหววอย่างพวกเธอ”
โยรุแสร้งทำหน้าประหลาดใจ แล้วส่งยิ้มล้อเลียนกลับไป
“แน่นอนว่าฉันกับท่านพี่มีความรักให้กัน!”
“แต่ ‘กขค’ คืออะไรเหรอคะ?”
มิยูกิยืดอกรับอย่างภูมิใจก่อนจะเอ่ยถามด้วยความใสซื่อ เธอไม่เข้าใจความหมายของคำแสลงนี้จริงๆ
“ก็หมายถึง... คนที่เข้าไปขัดจังหวะคู่รักเวลาเขาสวีทกันไงล่ะ!”
โยรุโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูมิยูกิ
“คะ... คะ... คู่รัก... หมายความว่า...”
“คะ... คุณพูดบ้าอะไรเนี่ย?”
“แต่ว่า... ถ้าเป็นท่านพี่ล่ะก็...”
ใบหน้าของมิยูกิแดงแปร๊ดเป็นลูกตำลึงสุก เธอเริ่มลนลานทำตัวไม่ถูก ก่อนจะหลุดเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ ตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
“พรืด!”
“ฮ่าๆๆ...”
โยรุกลั้นขำไม่ไหว มิยูกินี่ตลกกว่าชิบาตะ มิซึกิ ซะอีก
“คุณ... คุณแกล้งฉัน!”
มิยูกิสะดุ้งตื่นจากภวังค์ฝันหวาน หันมามองค้อนโยรุด้วยสายตาเคืองๆ แก้มป่องด้วยความงอน
“มิยูกิ เคยมีคนบอกไหมว่าเธอน่ารักมาก?”
โยรุถือวิสัชนาเอื้อมมือไปหยิกแก้มป่องๆ ของเธอ มิยูกิตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบปัดมือเขาออก
แต่เธอก็ไม่ได้โกรธจริงจังอะไร เพราะเริ่มคุ้นเคยกันแล้ว และเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่น เธอรู้สึกผ่อนคลายเวลาอยู่กับโยรุมากกว่า
“จะไปหรือไม่ไปคะ?”
“ถ้าไม่ไปก็ช่างหัวคุณแล้ว!”
มิยูกิกระทืบเท้าปึงปังเดินหนีไปทางห้องเรียนของพี่ชาย
“ยัยหนูนี่ก็น่ารักดีแฮะ”
โยรุหัวเราะในลำคอ แล้วรีบสาวเท้าตามไปติดๆ
“ทัตสึยะ ท่านประธานเรียกหาฉันเหรอ?”
“แน่ใจนะว่าไม่ได้เรียกผิดคน?”
เมื่อเดินมาใกล้ห้อง E ปี 1 พวกเขาก็ได้ยินเสียงชิบะ เอริกะ ถามย้ำด้วยความไม่เชื่อหู
“ไม่ผิดหรอก ท่านประธานเรียกชื่อเธอชัดเจน”
ทัตสึยะพยักหน้ายืนยัน
“แต่ทำไมท่านประธานถึงเรียกฉันล่ะ?”
เอริกะงงเป็นไก่ตาแตก เธอไม่ได้ทำผิดกฎโรงเรียนอะไรสักหน่อย
ส่วนเรื่องชวนเข้าสภานักเรียน เอริกะตัดทิ้งไปได้เลย
เธอเป็นนักเรียนหลักสูตรสองนะ!
เป็นพวกที่โดนนักเรียนหลักสูตรหนึ่งเรียกอย่างเอ็นดู (?) ว่า ‘วีดส์’ (วัชพืช)!
จะได้รับคำเชิญจากสภานักเรียนเหรอ? เป็นไปไม่ได้!
ไม่มีทางเด็ดขาด!
“เรื่องนั้นฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ทัตสึยะเองก็สงสัย แต่ก็คร้านจะถาม เดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง
“หรือว่าจะเป็นเรื่องนั้น?”
“กะจะเรียกไปคิดบัญชีย้อนหลังหรือเปล่า?”
เอริกะนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานแล้วพูดอย่างหัวเสีย
ก็นั่นเป็นเหตุผลเดียวที่พอนึกออกว่าทำไมประธานนักเรียนถึงอยากเจอหน้าเธอ
“เอาล่ะ เลิกมโนได้แล้ว ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง!”
โยรุเดินเข้าไปขัดจังหวะความคิดฟุ้งซ่านของเอริกะ
“อ้าว!”
“ชิบะ โยรุ กับ มิยูกิ!”
“อะไรกัน?”
“พวกนายสองคนก็โดนท่านประธานเรียกตัวเหมือนกันเหรอ?”
เอริกะถาม
“ลืมไปแล้วเหรอว่ามิยูกิได้รับเชิญให้เข้าสภานักเรียน?”
“โดนเรียกตัวไปก็เรื่องปกติ!”
โยรุจงใจละเรื่องของตัวเองไว้ เขาอยากรู้จังว่าถ้ายัยนี่รู้ว่าเขาเป็นคนเสนอชื่อเธอ หน้าตาจะเป็นยังไง
“อ้อ จริงด้วย!”
เอริกะพยักหน้าหงึกหงัก เหมือนเพิ่งนึกออก
“ไปกันเถอะ ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง”
โยรุพูดจบก็เดินนำลิ่วไปทางห้องสภานักเรียน
ภายในห้องสภานักเรียนอันกว้างขวาง เต็มไปด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน บนโต๊ะทำงานตัวยาวกลางห้อง นานากุสะ มายูมิ กำลังง่วนอยู่กับการจัดเอกสาร คนอื่นๆ ก็ก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเอง บรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษและเสียงปากกาขีดเขียนเบาๆ
“ฮ้า~”
“เสร็จสักที!”
มายูมิวางปากกาลงแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจอย่างสบายใจ
ตุ้บ!
กองเอกสารชุดใหม่ถูกวางกระแทกลงตรงหน้ามายูมิ
“นี่คือส่วนที่ยังไม่เสร็จค่ะ ดีจังเลยนะคะที่คุณเคลียร์งานเก่าเสร็จพอดี”
อิจิฮาระ สุซุเนะ วางงานใหม่ให้มายูมิเสร็จสรรพ แล้วหันกลับไปทำงานของตัวเองต่อหน้าตาเฉย
“หา?”
“ยังมีอีกเหรอเนี่ย?”
มายูมิมองกองเอกสารที่สูงเกือบท่วมหัวด้วยสีหน้าสิ้นหวัง เริ่มโอดครวญ
“ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องรีบดึงตัวคนเก่งๆ พวกนั้นเข้ามาให้เร็วที่สุด”
“ยิ่งเข้ามาเร็ว ก็ยิ่งเรียนรู้งานเร็ว แล้วก็จะได้เริ่มทำงานเร็วขึ้น!”
มายูมิประกาศกร้าวด้วยความมุ่งมั่น
“ท่านประธานคะ คุณคิดว่าสองคนที่ชิบะ โยรุ แนะนำมาจะไหวจริงๆ เหรอคะ?”
สุซุเนะไม่ได้อยากจะขัด แต่คิดว่าถ้าต้องร่วมงานกันในอนาคต เธอไม่อยากเสียเวลามานั่งแก้งานให้ใครเพราะตามเธอไม่ทัน
คำถามของสุซุเนะดึงความสนใจของอีกสองคนได้ชะงัด นากาโจ อาซึสะ และ วาตานาเบะ มาริ ต่างหยุดมือแล้วหันมามองมายูมิเป็นตาเดียว
“ความจริงแล้ว... ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
คำตอบของมายูมิทำเอาทั้งสามคนอึ้งกิมกี่
“แล้วคุณยังจะ...”
มาริพูดไม่ออก
นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?!
“แต่นี่เป็นคำแนะนำจากรุ่นน้องคนนั้นเชียวนะคะ!”
“ยังไงซะ ชิบะ โยรุ ก็เป็นปีศาจที่ล้มฮัตโตริได้ง่ายๆ ฉันคิดว่าคำพูดของเขาน่าเชื่อถือมากนะคะ!”
มายูมิยิ้มบางๆ เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของเพื่อนๆ ก่อนจะอธิบายเหตุผล
“อืม ท่านประธานพูดมีเหตุผล บางทีเขาอาจจะมีข้อมูลวงในหรือรู้ความสามารถที่เราไม่รู้ก็ได้ ใครจะไปรู้”
สุซุเนะหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดตามความเคยชิน พลางวิเคราะห์ตาม
เมื่อได้ยินดังนั้น อาซึสะและมาริก็ไม่ได้โต้แย้ง
การกำเนิดของเวทมนตร์เองก็น่าทึ่งพออยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังพัฒนานี้ เวทมนตร์เพิ่งเป็นที่รู้จักในสังคมได้ไม่ถึงร้อยปี การจะมีเวทมนตร์รูปแบบแปลกใหม่โผล่ขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ
“เปล่าค่ะ เหตุผลที่ฉันเชื่อเขาเพราะสัญชาตญาณล้วนๆ ค่ะ”
คำพูดต่อมาของมายูมิทำเอาทั้งสามคนชะงักค้างไปอีกรอบ
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“ฉันแค่รู้สึกว่าคนที่เขาแนะนำมา น่าจะใช้ได้น่ะค่ะ”
มายูมิใช้นิ้วชี้จิ้มที่หน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วผายมือยิ้มร่าให้ทั้งสามคน
“อีกอย่าง เราก็แค่ลองดูไงคะ ยังไงเราก็มี ‘คนคนนั้น’ คอยช่วยสแกนให้อยู่แล้ว ถ้าไม่เวิร์กก็แค่จบกันไป แต่ถ้าเวิร์ก... เรากำไรมหาศาลเลยนะคะ?”
มายูมิพูดพลางมองไปที่เก้าอี้ว่างข้างๆ ขยิบตาให้ทั้งสามคนอย่างมีเลศนัย
“ก็เป็นไปได้ค่ะ”
อาซึสะพยักหน้า
“แต่สองคนที่ชิบะ โยรุ แนะนำมา เป็นนักเรียนหลักสูตรสองทั้งคู่นะคะ อย่างที่รองประธานฮัตโตริบอก ไม่เคยมีธรรมเนียมให้นักเรียนหลักสูตรสองเข้าสภานักเรียนมาก่อน ดังนั้นพวกเขาน่าจะเข้าได้แค่คณะกรรมการคุมกฎ แต่คณะกรรมการคุมกฎมีโควตาว่างแค่ 2 ที่ แล้วโมริซากิ ชุน ล่ะคะ?”
สุซุเนะขมวดคิ้วถาม
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าสองคนนั้นมีความสามารถจริง ก็รับเข้าทั้งคู่เลยสิ ไม่มีปัญหาหรอก”
มาริไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่
“เอ่อ...”
สุซุเนะไปไม่เป็นชั่วขณะ
“เธอจะบอกว่ามันผิดกฎเหรอ?”
มาริเดาใจสุซุเนะออกทันที
“ยังไงซะ การให้นักเรียนหลักสูตรสองมาเป็นคณะกรรมการคุมกฎก็เป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนอยู่แล้ว ในเมื่อเรากำลังจะสร้างข้อยกเว้น ก็ไม่ต้องไปกังวลเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นหรอก”
มาริไม่ยี่หระกับเรื่องนี้เลยสักนิด
“อืม บางทีการดึงพวกเขาเข้ามา อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้นักเรียนหลักสูตรสองทุกคนเห็นว่า โรงเรียนไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขาก็ได้นะคะ”
มายูมิพยักหน้าเห็นด้วยกับมาริ
“เธอคิดเหมือนฉันเลย!”
มาริพยักหน้ารับ
ปัญหาใหญ่ที่สุดของโรงเรียนมัธยมปลายที่หนึ่งในตอนนี้ หนีไม่พ้นความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหลักสูตรหนึ่งกับหลักสูตรสอง
เดิมทีโรงเรียนตั้งกฎนี้ขึ้นเพื่อคัดกรองพรสวรรค์ จะได้ทุ่มเททรัพยากรปั้นคนเก่งให้ถูกจุด ส่วนนักเรียนหลักสูตรสองก็เป็นกำลังสำรอง แต่ไปๆ มาๆ มันกลายเป็นเครื่องมือสร้างอีโก้ให้นักเรียนหลักสูตรหนึ่งไปซะงั้น
เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก ที่คนเก่งกว่าจะได้รับโอกาสมากกว่า
แต่ปัญหามันอยู่ที่ ‘คน’ นี่แหละ
อยู่โรงเรียนเดียวกันแท้ๆ ได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่าก็เรื่องนึง แต่ดันไปเหยียดหยามคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่าสารพัด ใครมันจะไปพอใจ?
และเพราะสภานักเรียนรุ่นก่อนๆ นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว ยังทำเหมือนเห็นดีเห็นงามไปด้วย ความขัดแย้งมันเลยฝังรากลึกและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
นี่คือสิ่งที่มายูมิในฐานะประธานนักเรียนกังวลใจมาตลอด
เธอไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายอย่าง ‘การลุกฮือของนักเรียนหลักสูตรสอง’ หรือ ‘การประท้วงต่อต้านการกดขี่’ ในยุคของเธอ
การปรากฏตัวของชิบะ โยรุ, ชิบะ ทัตสึยะ และชิบะ มิยูกิ ทำให้มายูมิเริ่มมองเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในการแก้ปัญหานี้
เพราะโยรุไม่ได้สนโลกเรื่องการแบ่งแยกชนชั้น และทัตสึยะเองก็ดูจะไม่ได้เกรงกลัวบารมีของพวกหลักสูตรหนึ่ง แถมยังปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียม
ในฐานะพี่ชายของตัวแทนนักเรียนใหม่ ทัตสึยะคงไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก ถึงพลังเวทจะด้อยไปหน่อย แต่เขาอาจจะมีพรสวรรค์ด้านอื่นมาทดแทนก็ได้ อย่างเช่นความสามารถในการอ่านสูตรเวทมนตร์ตอนทำงานนั่นไง
“บางที... นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ก็ได้!”