- หน้าแรก
- ส่งหายนะสู่ทางสว่าง เมื่อผมสร้างเกมดัดนิสัยและแจกรางวัลสุดโกง
- บทที่ 30: พรรคเหอฮวนรอดแล้ว
บทที่ 30: พรรคเหอฮวนรอดแล้ว
บทที่ 30: พรรคเหอฮวนรอดแล้ว
บทที่ 30: พรรคเหอฮวนรอดแล้ว
เจ้าแมวขาวน้อย 'ซูเฉียนเสี่ยว' เผ่นหนีออกมาจากข้างกายของหลินหยวนราวกับสายลม จนกระทั่งหลุดพ้นจากเขตแดนของพรรคหมื่นวิถี นางถึงได้กล้าถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยเรื่องเหนือความคาดหมาย
ไม่เพียงแต่จะได้พบกับสุดยอดสายลับคนดังของพรรคมาร แต่ยังได้นำ 'โอกาส' อันดีงามกลับไปยังพรรคเหอฮวนอีกด้วย
แม้ว่าในภายหลัง นางจะต้องลืมช่วงเวลาที่ได้อยู่ร่วมกับศิษย์พี่ผู้นั้นเพราะฤทธิ์ของหนอนกู่ แต่นางก็พึงพอใจแล้ว ขอเพียงแค่จดจำได้ลางๆ ว่าเคยได้พบพานกับบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ก็เพียงพอ
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยวิธีการอันแยบยลและพรสวรรค์อันปราดเปรื่องของศิษย์พี่ ในอนาคตเขาจะต้องก้าวขึ้นเป็นผู้นำของพรรคมาร นำพาพรรคมารให้เติบใหญ่และเกรียงไกรอย่างแน่นอน
"การได้ร่วมงานกับอัจฉริยะที่โดดเด่นเช่นนี้ ช่างเป็นเกียรติแก่ข้ายิ่งนัก"
แถมศิษย์พี่ยังใจกว้างมาก ไม่เพียงแต่ทำตามคำขอของนางจนสำเร็จเกินคาด แต่ยังไม่คิดค่าหินวิญญาณแม้แต่ก้อนเดียว ขอเพียงแค่ให้พวกนางฝึกพูดให้คล่องแล้วมาช่วยพากย์เสียงตัวละครให้เขาเท่านั้น
และในอนาคต หากมีความจำเป็น พวกนางต้องช่วยศิษย์พี่พากย์เสียงโดยไม่มีเงื่อนไข สิบครั้งแรกทำให้ฟรี ส่วนหลังจากนั้นค่อยคิดค่าจ้างตามระเบียบการ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูเฉียนเสี่ยวก็รู้สึกอบอุ่นวาบในหัวใจ อุ้งเท้านุ่มนิ่มของนางดูจะมีเรี่ยวแรงในการก้าวเดินมากขึ้นโข
แต่ไม่นาน นางก็กลับมาทำสีหน้าจริงจัง
ดินแดนของพรรคมารนั้นตั้งอยู่ใน 'โลกใบเล็ก' การจะกลับไปได้ จำเป็นต้องผ่านรอยแยกมิติทีละชั้น ทว่าพลังเวทของนางไม่เพียงพอที่จะทำเช่นนั้น
โชคดีที่เหล่าเซียนจารย์ของพรรคมารจะคอยเสริมพลังเวทพยุงรอยแยกเหล่านี้ไว้ชั่วคราว ขอเพียงหารอยแยกเหล่านี้เจอ นางก็จะสามารถกลับไปยังสำนักต้นสังกัดในพรรคมารได้
เนื่องจากการข้ามมิติกินพลังเวทมหาศาล แม้แต่ระดับเซียนจารย์ก็ยังไปมาหาสู่บ่อยๆ ไม่ได้ การเดินทางหนึ่งเที่ยวอาจทำให้พลังเวทพร่องไปหลายวัน หากไม่มั่นใจว่าจะได้กำไรคุ้มค่า พวกเขาคงไม่ยอมขยับตัวแน่
"ได้ยินว่าผู้บำเพ็ญเพียรบางคนสามารถเมินเฉยต่อการสูญเสียพลังเวทและไปมาหาสู่ได้อย่างอิสระ ไม่รู้ว่าเป็นพรสวรรค์แบบไหนกันนะ น่าอิจฉาจริงๆ"
แอบชื่นชมผู้มีตบะแก่กล้าในใจ ซูเฉียนเสี่ยวก็พบรอยแยกมิติที่ลอยผ่านมาพอดี และฝั่งตรงข้ามนั่นก็คือพรรคเหอฮวน
นางจึงกระโจนขึ้น อาศัยการคุ้มกันจากหนอนกู่ในร่าง กระโดดเข้าไปในรอยแยกนั้น และกลับสู่ดินแดนพรรคมารได้ในที่สุด
ร่างกายของแมวขาวนั้นเล็กกะทัดรัด ช่วยลดการใช้พลังเวทในการข้ามมิติได้มากโข แต่เมื่อกลับมาถึงแล้ว นางก็สามารถเผยร่างจริงได้
หลังจากคืนร่างเดิม ซูเฉียนเสี่ยวถอนหายใจยาว รู้สึกว่าร่างจริงนี่แหละสบายตัวที่สุด
นางเปลี่ยนมาสวมชุดกระโปรงยาว คาบผมไว้ในปากขณะรวบผมมัดด้วยกระดิ่ง เผยให้เห็นลำคอระหง
หมุนตัวหนึ่งรอบ สะบัดชายกระโปรง กระดิ่งที่ห้อยอยู่ปลายผมส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งใสกังวาน
เด็กสาวในวัยแรกแย้มมักมีประกายสดใสในตัว แต่งตัวอย่างไรก็น่ามอง
และร่างจริงของซูเฉียนเสี่ยวนั้นยิ่งเปี่ยมไปด้วย 'ปราณกำเนิด' เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ราวกับดวงตะวันดวงน้อยที่ไม่เคยหยุดฉายแสง
นางหยิบคันฉ่องทองแดงที่เก็บไว้ออกมา ส่องดูตัวเองแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ซูเฉียนเสี่ยว เจ้าช่างน่ารักที่สุดเลย"
หลังจากให้กำลังใจตัวเองเสร็จ นางก็ฮัมเพลงเดินจากไป ข้างนอกนั่นคือเขตของพรรคเหอฮวน
"ศิษย์พี่หญิง ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ"
ซูเฉียนเสี่ยวตะโกนเรียกศิษย์พี่อย่างร่าเริง แต่ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ไม่มีใครขานรับ
ซูเฉียนเสี่ยวไม่ได้ถือสาเรื่องนี้นัก นางมุดพงหญ้าอย่างชำนาญ แล้วลากตัวศิษย์พี่ที่กำลังเมาหลับอยู่ออกมา
นอกจากนี้ ยังมีคนที่กำลังเพ้อฝันว่ามีคู่หมั้น คนที่หัวเราะคิกคักอย่างโง่งมขณะอ่านนิยายรักประโลมโลก คนที่พยายามกล่อมตัวเองว่า "ความรักไม่ต้องเคร่งครัดนักหรอก แบบไหนก็ดีทั้งนั้น" และคนที่ดูเหมือนจะไม่แคร์อะไรอีกแล้ว
หลังจากลากศิษย์พี่กว่าสิบคนมารวมตัวกันที่โถงหลัก ซูเฉียนเสี่ยวก็เท้าสะเอวตำหนิอย่างไม่พอใจ
"ศิษย์พี่หญิง ข้าไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ทำไมพวกท่านถึงได้เหลวแหลกกันอีกแล้ว? ครั้งที่แล้วข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าให้ดื่มสุราแค่วันละจอก จำกัดขนมหวาน หมั่นบำเพ็ญเพียร และใส่ใจดูแลความงามกับผิวพรรณบ้าง?"
ศิษย์พี่คนหนึ่งที่กลิ่นเหล้าหึ่ง ยกมือที่สั่นเทาขึ้นมาแล้วพูดเสียงอ้อแอ้ "ถึงสวยไปก็ไม่มีใครมองอยู่ดี ช่างมันเถอะน่า"
"ใช่ๆ ข้าว่าข้าปลงแล้วล่ะ ชาตินี้คงไม่มีหวังแล้ว" ศิษย์พี่อีกคนเสริมพร้อมรอยยิ้มเหม่อลอย
"ถึงไม่มีคนรัก แต่ข้าก็ยังมีพวกเจ้าเป็นญาติมิตร การได้แก่เฒ่าไปตามลำพังด้วยกันแบบนี้ ก็อาจจะเป็นความสุขอย่างหนึ่งก็ได้นะ"
"ใช่แล้วๆ มีความสุขจะตายไป"
"เสี่ยวเสี่ยว แม้แต่ระดับเซียนจารย์ยังถอดใจ เจ้าเองก็อย่าพยายามเลย มาเหลวแหลกไปด้วยกันเถอะ"
"นั่นสิ อย่าพูดเรื่องที่ไม่อยากฟังเลย ครั้งนี้เจ้าเอาของน่าสนใจอะไรกลับมาบ้างหรือเปล่า? ภาคต่อของนิยายเล่มที่แล้วมาหรือยัง? ข้าทนรอเห็นพระเอกนางเอกรักกันไม่ไหวแล้วเนี่ย"
มองดูเหล่าศิษย์พี่ที่เกินเยียวยา ซูเฉียนเสี่ยวก็รู้สึกปวดหัวตุบ
นับตั้งแต่บรรยากาศในโลกบำเพ็ญเพียรเริ่มเสื่อมถอย ศิษย์พรรคเหอฮวนก็ค่อยๆ สูญเสีย 'ปราณชีวิต' และกลายเป็นพวกหมดไฟ
ตอนนี้ศิษย์พี่บางคนเริ่มหันมาเสพความรักของชาวบ้านแทน และไม่มีความคิดที่จะออกไปตามหาคู่ครองที่ดีด้วยตัวเองอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อสัมผัสม้วนตำราไม้ไผ่ในอกเสื้อ นางก็กลับมากระตือรือร้นทันที
หลังจากกวาดตามองกลุ่มศิษย์พี่ นางก็ชี้ไปยังศิษย์พี่ผมสั้นที่นั่งท่าทางไม่สำรวม เพิ่งตื่นนอนและกำลังหาวหวอดๆ "ศิษย์พี่เย่ว์ชิงหยวน"
"ฮ้าว~ ข้าอยู่นี่" เย่ว์ชิงหยวนที่สวมเพียงชุดซับในสีขาวตอบอย่างเกียจคร้าน
"รูปลักษณ์ของท่านเมื่อครั้งก่อนถูกศิษย์พี่ท่านนั้นเลือก หรือก็คือศิษย์พี่ที่เป็นสุดยอดสายลับคนนั้นนั่นแหละ อีกฝ่ายลดตัวลงมาใช้ท่านเป็นต้นแบบในการสร้าง 'เกม' คืนนี้ท่านจะต้อง..."
"เกมคืออะไร?" เย่ว์ชิงหยวนถามพลางเกาจักแร้อย่างงุนงง
"เวลาคุยกับข้าอย่าเกาไปทั่วสิเจ้าคะ!"
"ก็มันคันนี่นา ข้าไม่ได้อาบน้ำมาหลายวันแล้ว"
"ใช้วิชาชำระล้างไปก่อนสิเจ้าคะ! ดูสภาพพวกท่านตอนนี้สิ แต่ละคนซกมกยิ่งกว่าคนธรรมดาอีก ยังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรกันอยู่ไหมเนี่ย? ข้าไปจูงสุนัขมายังจะสะอาดกว่าเลย!"
หลังจากบ่นชุดใหญ่ ซูเฉียนเสี่ยวก็ท่องคาถาสงบจิตในใจกว่าสิบรอบ พรอารมณ์เย็นลง นางจึงกล่าวต่อ "เกมคือวิธีการปฏิสัมพันธ์และความบันเทิงรูปแบบหนึ่งที่เล่นผ่านม้วนตำราไม้ไผ่ สรุปง่ายๆ คือ ท่านไปเล่นมันก่อน แล้วทำความคุ้นเคยกับบทพูด จากนั้นก็ต้องพากย์เสียงบทของตัวเอง พองานเสร็จให้มารายงานตัวกับข้าที่นี่ แล้วใช้หนอนกู่ลบความทรงจำส่วนสำคัญ เข้าใจไหม?"
"แล้วการพากย์เสียงคืออะไรอีกล่ะ?"
"ไปดูให้เห็นกับตาก่อนเถอะเจ้าค่ะ! แยกย้ายกันได้ ไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อย! เย่ว์ชิงหยวน รีบหน่อย ข้าต้องส่งม้วนตำราที่พากย์เสียงแล้วกลับไป!"
กลุ่มศิษย์พี่มองดูซูเฉียนเสี่ยวที่กำลังโมโหเดินจากไป แล้วหันมามองหน้ากันอย่างงุนงง
"วันนี้ซูเฉียนเสี่ยวดูโมโหเป็นพิเศษนะ ตอนท้ายนางไม่เรียกข้าว่าศิษย์พี่ด้วยซ้ำ"
"บางทีนางอาจจะยังไม่ยอมรับความจริง พรรคเหอฮวนไม่มีอนาคตแล้ว ให้สำนักที่ไร้อนาคตเช่นนี้จบสิ้นลงในรุ่นเราคงดีกว่า"
"ใช่ วิถีบำเพ็ญชั้นต่ำแบบนี้ไม่มีคุณสมบัติที่จะสืบทอดต่อไปหรอก พวกเราแค่มีความสุขก็พอแล้ว"
แม้คำพูดจะดูปล่อยวาง แต่สีหน้าของศิษย์พี่คนนั้นกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
แววตาของนางแฝงความเศร้าจางๆ เพราะครั้งหนึ่งนางก็เคยเปี่ยมด้วยไฟฝันเหมือนซูเฉียนเสี่ยว เชื่อว่าตนจะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์และกอบกู้ความรุ่งโรจน์ของพรรคเหอฮวนกลับมาได้
ทว่า เมื่ออยู่ต่อหน้ากระแสแห่งยุคสมัย ความพยายามของปัจเจกบุคคลนั้นช่างไร้ค่า
สุดท้าย นางก็ทำได้เพียงปล่อยตัวไปตามกระแส ใช้ชีวิตดั่งความฝันอันมัวเมาไปวันๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของนาง คนอื่นๆ ก็พลอยเงียบเสียงลง และถอนหายใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงในที่สุด
เย่ว์ชิงหยวนหยุดเกาขา มองม้วนตำราไม้ไผ่ในมือแล้วเอ่ยว่า "ช่างเถอะ ช่วยศิษย์น้องอีกสักครั้งแล้วกัน อย่างไรนางก็เป็นศิษย์น้องของพวกเรา นางอยากจะพยายาม งั้นเราก็มาร่วมพยายามเป็นเพื่อนนางสักครั้งเถอะ"
"ตกลง ลำบากเจ้าแล้วนะ เย่ว์ชิงหยวน"
"เรื่องเล็กน้อย ข้าไปดูก่อนนะ ขาดเหลืออะไรเดี๋ยวข้ามาเรียก"
เย่ว์ชิงหยวนนำม้วนตำรากลับเข้าห้องไป ผ่านไปสองชั่วยาม นางก็วิ่งพรวดพราดออกมา
ดวงตาของนางแดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าผ่านการร้องไห้มานับครั้งไม่ถ้วน
ทว่าอารมณ์ของนางในยามนี้กลับตื่นเต้นถึงขีดสุด ราวกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง นางคว้าตัวศิษย์ร่วมสำนักคนแรกที่เจอแล้วตะโกนอย่างสุดเสียง
"พรรคเหอฮวนรอดแล้ว!"
"...อะไรนะ?"