- หน้าแรก
- ส่งหายนะสู่ทางสว่าง เมื่อผมสร้างเกมดัดนิสัยและแจกรางวัลสุดโกง
- บทที่ 21 เบื่อจะมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ
บทที่ 21 เบื่อจะมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ
บทที่ 21 เบื่อจะมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ
บทที่ 21 เบื่อจะมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ
รัตติกาลมาเยือน
ดวงจันทร์ในค่ำคืนนี้ดูมัวหมองเป็นพิเศษ แสงจันทร์แม้จะสว่างไสวทว่ากลับเยือกเย็น ทำให้ยอดเขาของสำนักหมื่นวิถีดูหนักอึ้งยิ่งขึ้น
สำนักหมื่นวิถีแบ่งการปกครองออกเป็นสองส่วน คือสายนอกและสายใน ศิษย์สายนอกคือพื้นที่สำหรับผู้ฝึกตนขั้นกลั่นลมปราณ ต้องผ่านการทดสอบซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบรรลุขั้นสร้างรากฐานจึงจะสามารถเข้าสู่สำนักสายในได้
นอกจากนี้ ยังมีศิษย์ขั้นสร้างรากฐานบางส่วนปฏิบัติหน้าที่ในสำนักสายนอก โดยรับบทบาทเป็นทั้งอาจารย์ หมอ ผู้คุมกฎ และยามเฝ้าระวัง
นอกเหนือจากกำลังพลเหล่านี้ ยังมีอาจารย์เซียนอย่างน้อยสามท่านประจำการอยู่ เรียกได้ว่าระบบรักษาความปลอดภัยแทบจะไร้ช่องโหว่
จางเต๋อไฉเองก็รู้ดีว่าไม่อาจปะทะซึ่งหน้าได้ แต่วิชาของพรรคมารนั้นมีเล่ห์กลแพรวพราวที่แม้แต่เทพยดาหรือภูตผีก็ยากจะหยั่งรู้
ภายใต้เงามืดของซุ้มประตูเขา ร่างเลือนรางหลายร่างค่อยๆ คืบคลานออกมาจากใต้ดิน บิดเบี้ยวไปมาดั่งสายน้ำ ก่อนจะก่อตัวเป็นรูปร่างของจางเต๋อไฉและศิษย์ติดตามอีกหลายคน
ในยามนี้ จางเต๋อไฉยังคงดูเหมือนชายวัยกลางคนร่างท้วมเล็กน้อย แต่สีหน้าและแววตานั้นแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาของเขาแดงก่ำ สวมชุดคลุมสีดำสนิท มีสมบัติวิเศษสีดำทมิฬลอยวนเวียนอยู่รอบกาย ดูสมกับเป็นอาจารย์เซียนจากพรรคมารอย่างแท้จริง
ในพรรคมาร เขาคือจางเต๋อไฉผู้มักมากในลาภยศเล็กๆ น้อยๆ และคิดเล็กคิดน้อยกับทุกเรื่อง
แต่ ณ ที่แห่งนี้ เขาคือ 'ท่านเซียนจาง' ผู้ฝึกตนระดับจินตาน (แก่นทองคำ) ผู้อยู่ในแถวหน้าของวงการบำเพ็ญเพียร
ภายใต้แสงจันทร์สลัว จางเต๋อไฉหยิบสมบัติวิเศษของตนออกมา
กระจกสีดำขยายขนาดขึ้นต้านสายลม ภายในกระจก ยอดเขาสำนักหมื่นวิถีดูราวกับถูกห้อมล้อมด้วยเปลวเพลิง แตกต่างจากภาพความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
มนุษย์มีเจ็ดอารมณ์หกปรารถนา เมื่อรวมตัวกันย่อมแปรเปลี่ยนเป็น 'ไฟโลกีย์' ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสังเกตการณ์สถานการณ์ของพื้นที่นั้นๆ
พรรคมารบำเพ็ญเพียรโดยอาศัยอารมณ์ความรู้สึก เคล็ดวิชาและอิทธิฤทธิ์จำนวนมากในสำนักสามารถมองเห็นไฟโลกีย์ และฝึกฝนพลังด้วยการแทรกแซงอารมณ์ของผู้อื่น
ในยามนี้ ไฟโลกีย์ของสำนักหมื่นวิถีดูริบหรี่ไร้ประกาย และเหล่าศิษย์ในสำนักต่างก็ดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม
หลังจากพินิจพิเคราะห์สภาพของไฟโลกีย์อย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง จางเต๋อไฉก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม "สายลับจากสำนักสราญรมย์ผู้นั้นร้ายกาจสมคำร่ำลือจริงๆ ทีแรกข้านึกว่าเยว่หลิงหลงจะคุยโวโอ้อวดผลงานเกินจริง แต่ตอนนี้ดูเหมือนนางจะถ่อมตัวเสียด้วยซ้ำ"
ผู้ที่ติดตามจางเต๋อไฉมาด้วยคือลูกศิษย์ก้นกุฏิไม่กี่คน
ในฐานะศิษย์ที่จางเต๋อไฉฟูมฟักมากับมือ พวกเขาทุกคนล้วนมีตบะขั้นสร้างรากฐาน วิสัยทัศน์ย่อมไม่ธรรมดา
เมื่อมองภาพในกระจก ศิษย์คนหนึ่งก็กระซิบถาม "ตอนนี้จิตวิญญาณของศิษย์สำนักหมื่นวิถีกำลังอ่อนแอ เป็นโอกาสดีที่เราจะลงมือ แต่ว่า... ท่านเซียนจาง ข้ามีเรื่องสงสัยขอรับ"
"ว่ามา"
"ศิษย์ของสำนักหมื่นวิถีไม่ยอมหลับยอมนอน แล้วพวกเราจะจัดการอย่างไรขอรับ?"
แตกต่างจากสำนักสราญรมย์ สำนักมารที่จางเต๋อไฉสังกัดอยู่คือ 'สำนักประตูฝันร้าย'
สำนักนี้เชี่ยวชาญการเข้าฝัน ลอบเข้าไปดัดแปลงความฝันของผู้อื่น ทำให้เหยื่อตกอยู่ในฝันร้ายอันไม่สิ้นสุด เพื่อทรมานและเก็บเกี่ยวอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนำใจ
การเข้าฝันมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ในยามนี้ที่ศิษย์สำนักหมื่นวิถีกำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จึงนับเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ความจริงพวกเขาสามารถไปทรมานคนธรรมดาก็ได้ แต่จิตวิญญาณของคนธรรมดานั้นไม่เข้มแข็งเท่าผู้บำเพ็ญเพียร อารมณ์ที่ได้รับจึงไม่มากนัก
หนำซ้ำหากเผลอทำคนตายขึ้นมา พวกสำนักฝ่ายธรรมะคงได้ยกพวกออกมาล่าล้างบาง เพื่อประกาศศักดาให้พรรคมารรู้ว่าใครใหญ่
จางเต๋อไฉส่ายหน้ายิ้มๆ "ไม่ต้องกังวล ครั้งนี้ข้านำสมบัติวิเศษประจำสำนักประตูฝันร้ายมาด้วย มันสามารถส่งผลกระทบต่อความคิดของศิษย์ที่นี่อย่างเงียบเชียบ ทำให้พวกเขาง่วงนอน ขอแค่พวกเขาหัวถึงหมอน ที่นั่นจะเป็นโลกของพวกเรา"
"การคำนวณของอาจารย์ช่างไร้ที่ติ ศิษย์ขอน้อมคารวะ"
คำเยินยอของลูกศิษย์ทำให้จางเต๋อไฉพอใจมาก และรู้สึกว่าศิษย์เหล่านี้เลี้ยงดูมาไม่เสียข้าวสุก
เขายิ้มตอบรับ ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ชี้มือไปยังสำนักหมื่นวิถีแล้วกล่าวว่า "จำไว้ สมบัติวิเศษของสำนักคงสภาพได้เพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น หลังจากนั้นอาจถูกอาจารย์เซียนของฝั่งนั้นตรวจจับได้ แต่เวลาในความฝันแตกต่างจากความจริง พวกเราจะมีเวลาในฝันประมาณสิบชั่วยาม... ทุกคน ทรัพยากรการบำเพ็ญเพียรของวันนี้อยู่ที่นี่แล้ว ขอให้พยายามให้เต็มที่"
"รับทราบขอรับ ท่านเซียน"
เมื่อเห็นว่ายามโฉ่ว (01.00 - 03.00 น.) มาถึง ซึ่งเป็นเวลาอิสระของศิษย์สำนักหมื่นวิถี จางเต๋อไฉจึงเริ่มประสานอินทันที
สมบัติวิเศษประจำสำนักถูกเรียกออกมา มันซ่อนตัวอยู่ในเงาของเขา ก่อนจะแปรสภาพเป็นงูยักษ์ขนาดมหึมาที่ไร้จุดสิ้นสุด ค่อยๆ เลื้อยรัดพันรอบสำนักหมื่นวิถี
งูยักษ์ที่สร้างจากเงานั้นมีขนาดมหึมา เพียงพริบตาก็ครอบคลุมสำนักหมื่นวิถีไว้ทั้งหมด สมบัติวิเศษชิ้นนี้สละพลังโจมตีแทบทั้งหมดเพื่อแลกกับความสามารถในการพรางตัวขั้นสูงสุด รวมถึงความสามารถในการกระตุ้นความง่วงนอนของศิษย์ภายในอาณาเขต
ทันทีที่งูยักษ์ปรากฏตัว พวกเขาก็เคลื่อนที่ไปตามลำตัวของมันอย่างรวดเร็ว อาศัยงูยักษ์เป็นสื่อกลางในการเข้าสู่มิติแห่งความฝัน
อาจารย์เซียนที่เฝ้าสำนักสายนอกไม่ทันสังเกตเห็นการมาเยือนของงูยักษ์ และเหล่าศิษย์ภายในก็ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ เพียงแค่รู้สึกง่วงนอนขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาโหมเล่น "ผู้รอดชีวิตแห่งวิถีธรรม" อย่างบ้าคลั่งมาหลายวันติดต่อกัน ในเวลานี้พวกเขาจึงคิดเพียงว่าในที่สุดร่างกายก็ทนไม่ไหวแล้ว
ต่างคนต่างวางม้วนไม้ไผ่ลง ปีนขึ้นเตียงและดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา
ศิษย์สายนอกเพียงคนเดียวที่ยังไม่หลับคือ... หลินหยวน
เขาเกือบจะหลับไปแล้ว แต่เจตนาที่มุ่งร้ายราวกับน้ำเย็นเฉียบสาดรดแผ่นหลัง ทำให้เขาสะดุ้งตื่นและลุกขึ้นนั่ง
เขาสวมเสื้อคลุม อาศัยแสงจันทร์มองไปที่หัวเตียง ก็พบขนมขบเคี้ยวหลากหลายชนิดวางกองอยู่ เห็นได้ชัดว่าซ่างกวนจื่อเป็นคนนำมาวางไว้ให้ขณะที่เขาหลับ
เมื่อหันไปมองซ่างกวนจื่อที่กำลังหลับสนิท หลินหยวนก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายช่างเป็นเพื่อนร่วมห้องที่ประเสริฐจริงๆ
ช่วยเขาทำความสะอาด ให้อาหารเขาอย่างสม่ำเสมอ นานๆ ทีก็ส่งจดหมายและม้วนไม้ไผ่มาให้ โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทนใดๆ
รูมเมทที่แสนดีเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก
หากมีโอกาสในวันหน้า ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอน
หลังจากทอดถอนใจด้วยความซาบซึ้ง หลินหยวนก็กระชับเสื้อคลุม เดินไปที่หน้าต่าง ผลักมันออกแล้วเพ่งมองออกไป
สถานะของ 'มหาเทพโบราณ' นั้นสูงส่งนัก แม้แต่วิชาอาคมที่ร่ายโดยอาจารย์เซียนพรรคมารก็ยังปรากฏชัดเจนในสายตาของเขาอย่างหมดจด
ทว่า การเข้าใจเป็นเรื่องหนึ่ง การใช้ออกได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากระดับพลังยังไปไม่ถึง ต่อให้เข้าใจทะลุปรุโปร่งเพียงใด ก็ไม่อาจแสดงอิทธิฤทธิ์นั้นออกมาได้
เขาใช้ 'หนอนกู่ซ่อนเร้น' ในร่างกายเพื่อปกปิดร่องรอยของตนเอง หลินหยวนลากเก้าอี้มานั่งริมหน้าต่าง เตรียมจะชื่นชมลีลาของอาจารย์เซียนพรรคมารเสียหน่อย
เรื่องที่จางเต๋อไฉจะมาที่นี่ เยว่หลิงหลงไม่ได้ปิดบังหลินหยวน
และหลินหยวนเองก็ไม่อยากพลาดโอกาสในการชมวิชาของพรรคมาร จึงตั้งใจดูอย่างละเอียด
แต่ทว่า... ดูไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เขาก็เริ่มหาว
น่าเบื่อชะมัด
เขานึกว่าจะได้เห็นฉากนองเลือดเสียอีก ที่ไหนได้ กลับกลายเป็นแค่การเข้าฝัน และไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเลย
เขาหยิบจานถั่วลิสงขึ้นมา เตรียมจะกินขนมและอ่านหนังสือฆ่าเวลาตลอดทั้งคืน
ใครจะไปคิดว่าเพิ่งจะหยิบหนังสือขึ้นมา เขาก็เห็นเงาร่างโปร่งแสงปรากฏขึ้น เตรียมจะก้าวเข้าสู่ความฝันของซ่างกวนจื่อ
และอีกฝ่ายก็สังเกตเห็นหลินหยวนที่ยังตาสว่างอยู่ทันที ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความตกตะลึง
ตามหลักแล้ว ศิษย์สายนอกธรรมดาไม่น่าจะต้านทานอำนาจของสมบัติวิเศษประจำสำนักได้
แต่ตอนนี้ หลินหยวนกลับนั่งอยู่ริมหน้าต่างด้วยท่าทีสบายๆ ดูไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย
หลังจากอึ้งไปชั่วขณะ ศิษย์ขั้นสร้างรากฐานผู้นั้นก็เตรียมจะลงมือ ทันใดนั้นเขาก็เห็นหลินหยวนส่งยิ้มบางๆ มาให้
แม้ระดับพลังปัจจุบันจะไม่สูงนัก แต่มหาเทพโบราณก็คือมหาเทพโบราณ
เพียงแค่รอยยิ้มเดียว ก็ทำให้ศิษย์ผู้นั้นรู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาด สติสัมปชัญญะพร่าเลือน ก่อนจะหมดสติล้มพับไปในทันที
หลินหยวนโยนร่างของศิษย์ผู้นั้นออกไปนอกประตู แล้วกลับมานั่งกินขนมและอ่านหนังสือต่อ
ทุกคนต่างก็เป็นคนของพรรคมารเหมือนกัน ถ้าเจ้าจะไปเล่นงานศิษย์คนอื่นข้าก็ไม่ว่าอะไร เพราะยังไงก็คงไม่มีใครตายอยู่แล้ว
แต่ถ้ากล้ามาแตะต้องเพื่อนร่วมห้องของข้า... นั่นคงไม่ดีแน่
หวังว่าจางเต๋อไฉคงจะไม่โผล่มาทางนี้นะ ไม่อย่างนั้นถ้าอาจารย์เซียนโดนรังแกอยู่ที่นี่ มันคงดูไม่ยุติธรรมกับพรรคมารเท่าไหร่