- หน้าแรก
- ส่งหายนะสู่ทางสว่าง เมื่อผมสร้างเกมดัดนิสัยและแจกรางวัลสุดโกง
- บทที่ 2: คุณภาพของบุรุษสายวิทย์และวิศวะ
บทที่ 2: คุณภาพของบุรุษสายวิทย์และวิศวะ
บทที่ 2: คุณภาพของบุรุษสายวิทย์และวิศวะ
บทที่ 2: คุณภาพของบุรุษสายวิทย์และวิศวะ
หนึ่งชั่วโมงก่อนหน้า
ศิษย์ระดับกลั่นลมปราณผู้หนึ่งลากสังขารอันเหนื่อยล้าเดินเข้าไปในหอคัมภีร์ และเริ่มมองหาสิ่งที่จะช่วยให้เขาได้ผ่อนคลายในค่ำคืนนี้
เขาชื่อจางถิง รูปร่างค่อนข้างท้วม เป็นเพียงศิษย์ธรรมดา ๆ คนหนึ่งของสำนักหมื่นธรรม
สำหรับศิษย์สำนักหมื่นธรรม การเรียนรู้วิชาที่เกินกว่าความเข้าใจในปัจจุบันเรียกว่า 'การศึกษา' แต่การเรียนรู้วิชาที่อยู่ภายในขอบเขตความรู้ของตนเรียกว่า 'ความบันเทิง'
ศิษย์สำนักหมื่นธรรมบางคนที่ออกไปศึกษาแลกเปลี่ยน มักถูกพบเห็นว่าแอบหัวเราะคิกคักอยู่ใต้ผ้าห่มขณะอ่าน "สารานุกรมวิชาพื้นฐาน" ทำให้สำนักฝ่ายธรรมะอื่น ๆ พากันตราหน้าว่าสำนักหมื่นธรรมเป็นหนึ่งในสำนักที่เข้าใจยากที่สุด
ถึงกระนั้น ทุกสำนักก็มีความแปลกประหลาดในแบบของตัวเองอยู่บ้าง
เคล็ดวิชาการบำเพ็ญเพียรทั้งหมดในหอคัมภีร์ถูกบันทึกไว้ในม้วนไม้ไผ่ แต่ระดับชั้นของม้วนไม้ไผ่นั้นแตกต่างกันไป
ม้วนไม้ไผ่พื้นฐานที่สุดเป็นสีขาว ทำจากไม้ไผ่ที่มีอายุหนึ่งวัน เมื่อสร้างเสร็จแล้วสามารถบรรจุตัวอักษรได้ถึงหนึ่งร้อยล้านตัว หรือบันทึกภาพและเสียงต่าง ๆ ได้ แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วจะไม่จำเป็นต้องใช้เนื้อที่มากขนาดนั้น
ม้วนไม้ไผ่ระดับสูงไม่เพียงแต่เก็บข้อความ แต่ยังแสดงภาพที่คมชัดและเอฟเฟกต์แสงสีที่ตระการตายิ่งกว่า
และระดับที่สูงยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถถ่ายทอดเต๋าได้ในเวลาเดียวกัน ผู้สร้างสามารถบรรจุเสี้ยวหนึ่งของ 'เทพสำนึก' ลงไป ทำให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสประสบการณ์นั้นด้วยตนเอง ส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้ผ่อนคลายและเพลิดเพลินยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม โดยทั่วไปแล้วศิษย์ระดับกลั่นลมปราณและระดับสร้างรากฐานจะมีสิทธิ์เข้าถึงเพียงม้วนไม้ไผ่พื้นฐานเท่านั้น ส่วนเคล็ดวิชาในม้วนไม้ไผ่ระดับสูงสงวนไว้สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานขึ้นไป
จางถิงเดินผ่านชั้นวางตำรา เดินเตร็ดเตร่ไปท่ามกลางม้วนไม้ไผ่พื้นฐานมากมายเพื่อค้นหาเนื้อหาที่ต้องการ และในไม่ช้าเขาก็สะดุดตากับชื่อเรื่องที่ดูแปลกประหลาด
ท่ามกลางกองตำรา "อรรถาธิบายวิชาพื้นฐาน" และ "คู่มือประยุกต์ใช้วิชาหลากแขนง" ชื่อเรื่องนี้โดดเด่นเสียจนเขาไม่อาจละสายตาได้
“ปรมาจารย์เพลงกระบี่”!
ในสำนักหมื่นธรรม คำว่า “เพลงกระบี่” นั้นเย้ายวนใจราวกับนิยายประโลมโลกสำหรับผู้ใหญ่
เพียงแค่เห็นชื่อเรื่อง ก็จินตนาการได้ถึงกระบี่วิเศษอันงดงามที่ซ่อนอยู่ภายใน รอคอยเจ้าของมาชักออกจากฝักเพื่อสำแดงเพลงกระบี่อันไร้คู่เปรียบ ไม่ว่าจะมองอย่างไร มันก็ช่างเจิดจรัสและน่าหลงใหล จุดประกายจินตนาการได้อย่างไม่สิ้นสุด
แทบไม่ต้องลังเล จางถิงคว้าเอาม้วนไม้ไผ่อนั้นทันที เขารีบนำกลับมาที่หอพัก จากนั้นแนบม้วนไม้ไผ่เข้ากับหน้าผากและเริ่มซึมซับมันอย่างตั้งใจ
จิตสำนึกของเขาล่องลอยเข้าสู่ม้วนไม้ไผ่ แต่เขากลับไม่เห็นสิ่งที่คาดหวัง ตรงกันข้าม เบื้องหน้ากลับปรากฏกองทัพโครงกระดูกสีขาวโพลนผุดขึ้นมา ทำให้เขาตกใจสุดขีด
โดนหลอกเข้าแล้ว!
พรรคมารบุก!
ชั่วพริบตาต่อมา โครงกระดูกสีขาวเหล่านั้นก็พุ่งตรงเข้ามาหาเขา แต่ละตัวมีสีหน้าดุร้าย ราวกับพร้อมจะฉีกกระชากเขาเป็นชิ้น ๆ ได้ทุกเมื่อ
ด้วยความตกใจ เขาเผลอวาดมือออกไปโดยสัญชาตญาณ และทันใดนั้นก็พบว่ามีลำแสงกระบี่พุ่งออกจากมือเข้าใส่โครงกระดูกเหล่านั้น การโจมตีแต่ละครั้งเฉือนผ่านโครงกระดูกสีขาวอย่างแม่นยำ ก่อให้เกิดประกายไฟสวยงามและเสียงแตกหักที่ฟังดูรื่นหู
“เป็นแค่ภาพลวงตาธรรมดา... แปลกจริง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?!”
เขาเพ่งสมาธิและตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ในฐานะศิษย์สำนักหมื่นธรรม จิตใจต้องเฉียบคมเสมอ เมื่อรู้ว่ามีสิ่งผิดปกติ สิ่งแรกที่ต้องทำคือระบุความผิดปกตินั้น แล้วจึงเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์
แม้แต่ยามออกสำรวจแดนลี้ลับ ศิษย์สำนักหมื่นธรรมมักจะเป็นผู้ที่ใจเย็นที่สุด เพราะพวกเขาคือมันสมองของทีม ที่ต้องคอยใช้เหตุผลและสติปัญญา
ดังนั้น หลังจากความตื่นตระหนกในตอนแรกผ่านพ้นไป จางถิงก็จับสังเกตได้ทันที
โครงกระดูกสีขาวไม่ได้ดาหน้าเข้ามาจากทุกทิศทาง แต่พวกมันปรากฏขึ้นในตำแหน่งตายตัว คือ ด้านหน้า ด้านหลัง ซ้าย และขวา
โครงกระดูกเหล่านี้ไม่ได้เคลื่อนที่เร็ว แต่มันมีจังหวะจะโคน เขาเพียงต้องหันหน้าเข้าหาโครงกระดูกแล้วฟันเพื่อกำจัดมัน ป้องกันไม่ให้มันเข้ามาถึงตัว
หากถูกสัมผัสตัว ก็ไม่ได้สูญเสียอะไร มีเพียงตะเกียงนิรันดร์สามดวงบนศีรษะที่จะดับลงหนึ่งดวง หากดับครบสามดวง เขาคงจะถูกดีดออกจากม้วนไม้ไผ่นี้
ทุกอย่างเป็นเพียงภาพมายา และเมื่อสังเกตให้ดี โครงกระดูกสีขาวเหล่านี้ทำออกมาค่อนข้างหยาบ พอมองไปนาน ๆ เข้า กลับดูน่ารักขึ้นมาเสียอย่างนั้น
องค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้ศิษย์หนุ่มตระหนักว่า โครงกระดูกสีขาวเหล่านี้ไม่ได้มุ่งร้ายหมายชีวิต
พวกมันดูเหมือนเครื่องมือที่ใครบางคนจัดวางไว้ โดยสุ่มปรากฏขึ้นเพื่อความบันเทิงของผู้คนเสียมากกว่า
แม้ข้อสรุปจะดูเหลือเชื่อ แต่หลังจากตัดความเป็นไปไม่ได้อื่น ๆ ทิ้งไป เหตุผลนี้กลับดูสมเหตุสมผลที่สุด
นอกจากนี้ สิ่งที่ทำให้จางถิงสนใจมากที่สุดคือ “คะแนน” ที่ปรากฏในลานสายตา
ทุกครั้งที่ทำลายโครงกระดูกสีขาวได้หนึ่งตัว คะแนนจะเพิ่มขึ้นหนึ่งแต้ม และในไม่ช้าเขาก็เห็นคะแนนทะลุหลักสิบ
เมื่อคะแนนเกินสิบ จำนวนโครงกระดูกสีขาวก็เพิ่มขึ้นทันตาเห็น และความเร็วในการพุ่งเข้าหาเขาก็เร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
มิหนำซ้ำ ยังมีโครงกระดูกสีดำปะปนมากับโครงกระดูกสีขาว พร้อมกับกระบี่บินสีดำที่ปรากฏขึ้นในมือขวาของเขา ซึ่งเขาต้องใช้มันฟันโครงกระดูกสีดำเหล่านั้น
การเปลี่ยนแปลงจังหวะบีบให้ศิษย์หนุ่มต้องใช้ทั้งสองมือพร้อมกัน รูปแบบของโครงกระดูกที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลาทำให้เขาต้องระมัดระวังในตอนแรก แต่ไม่นานเขาก็เริ่มสนุกไปกับมัน
ยิ่งคะแนนสูงขึ้น โครงกระดูกขนาดใหญ่ก็เริ่มปรากฏตัว ซึ่งเขาต้องฟันต่อเนื่องหลายครั้งจึงจะทำลายมันได้ เพิ่มความท้าทายในม้วนไม้ไผ่ขึ้นไปอีก แต่แลกมาด้วยคะแนนที่มากขึ้นเช่นกัน
ในที่สุด เมื่อไม่อาจต้านทานคลื่นโครงกระดูกที่โถมเข้ามา จางถิงที่ยังรู้สึกค้างคาใจก็เตรียมจะออกจากม้วนไม้ไผ่ แต่แล้วต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าหลังจากความพ่ายแพ้... มันยังไม่จบ
“มีรางวัลให้ด้วย? ฆ่าโครงกระดูกแล้วได้ก้อนทอง... นี่มันใช้หลักการอะไรกัน?”
แม้จะไม่เข้าใจว่าโครงกระดูกกลายเป็นก้อนทองได้อย่างไร แต่ศิษย์หนุ่มก็ปัดความสงสัยทิ้งไปอย่างรวดเร็ว และเริ่มศึกษาวิธีใช้ก้อนทองเหล่านั้น
การทำลายโครงกระดูกจะให้คะแนนพื้นฐาน และเมื่อคำนวณจากระยะเวลาที่เขายืนหยัดอยู่ได้ คะแนนพื้นฐานจะถูกนำไปคูณตามอัตราส่วน กลายเป็นจำนวนก้อนทองในที่สุด
จากนั้น ร้านค้าแห่งหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เต็มไปด้วยอาวุธวิเศษมากมายที่สามารถเสริมพลังและให้ผลลัพธ์พิเศษต่าง ๆ ทำเอาเขาตาลายด้วยความตื่นเต้น
อาวุธวิเศษยังสามารถตีบวกเสริมแกร่งด้วยก้อนทองได้อีกด้วย เมื่อตีบวกถึงระดับหนึ่ง จะต้องทำการ 'เลื่อนขั้น' ซึ่งจะทำให้อานุภาพของมันรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
“น่าตื่นเต้นชะมัด!”
เมื่อมองดูราคาของอาวุธที่หมายตา จางถิงแทบอยากจะกระโจนเข้าไปเล่นอีกรอบเดี๋ยวนั้น แต่ท้ายที่สุดเขาก็หักห้ามใจไว้ได้
จิตสำนึกของเขาถอนตัวออกจากม้วนไม้ไผ่ เขากำม้วนไม้ไผ่ไว้แน่น พลางหอบหายใจ แต่แล้วก็รีบเหลือบมองนาฬิกาทรายและพบว่าเขาใช้เวลาไปเพียงหนึ่งเค่อ (15 นาที) เท่านั้น
แค่หนึ่งเค่อ
ดีล่ะ ยังพอมีเวลา
เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก มองดูม้วนไม้ไผ่ในมือพลางครุ่นคิด
ชื่อเรื่องบอกว่าเป็น 'ปรมาจารย์เพลงกระบี่' ซึ่งก็ไม่ผิด
เพราะเนื้อหาข้างในคือการเล่นฟันกระบี่จริง ๆ ดังนั้นชื่อนี้จึงถือว่าตรงปก
คำถามสำคัญคือ ใครเป็นคนเอามันมาวางไว้ในหอคัมภีร์?
ม้วนไม้ไผ่นี้ไม่มีคุณค่าในเชิงวิชาการ การวางไว้ที่นี่มีแต่จะรบกวนการศึกษาเล่าเรียน
และนี่ก็ไม่น่าใช่ของที่มาจากผู้บำเพ็ญเพียรสายมาร เพราะสิ่งที่พวกมารสร้างมักจะน่าสยดสยอง ไม่ใช่อะไรที่น่าสนุกแบบนี้
ความเป็นไปได้เดียวคือ นี่เป็นของเล่นส่วนตัวที่ศิษย์คนไหนสักคนชอบเล่น แล้วเผลอลืมทิ้งไว้
เรื่องแบบนี้พอเข้าใจได้ เพราะคนเราย่อมต้องการการผ่อนคลาย และเป็นเรื่องปกติที่บางคนอาจจะเล่นสนุกจนเพลินไปบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
เขาหยิบของของคนอื่นมา เจ้าของต้องกำลังตามหาอยู่อย่างแน่นอน และของพรรค์นี้คงไม่สามารถประกาศตามหาได้อย่างเอิกเกริก เจ้าของคงต้องหงุดหงิดใจไปอีกนาน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการฝึกฝนวิชาในวันรุ่งขึ้นได้
คิดได้ดังนั้น เขาก็ตั้งใจจะนำของไปคืนทันที แต่ฝีเท้ากลับชะงักงันขณะกำลังจะก้าวออกจากห้อง
ไม่มีเหตุผลอื่นใด
มันสนุกเกินไป
เมื่อเทียบกับของชิ้นนี้ ความบันเทิงที่เขาเคยผ่านมาดูจืดชืดไปถนัดตา
ความตื่นเต้นจากการทำคะแนนสูง ๆ และทางเลือกในการใช้อุปกรณ์หลากหลาย ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่และกระหายที่จะค้นหาความลับของมันต่อ
ยิ่งไปกว่านั้น ความอยากได้อาวุธใหม่ทำให้เขาอยากจะเล่นอีกสักสองสามตา ไหน ๆ รอบหนึ่งก็ใช้เวลาแค่หนึ่งเค่อ เขายังพอเจียดเวลาได้อีกสักครึ่งชั่วโมง... ไม่สิ สักหนึ่งชั่วโมง เพื่อเล่นอีกสักหน่อย
แต่ทว่า... นี่เป็นของของคนอื่น...
หลังจากชั่งใจอยู่นาน ในที่สุดจางถิงก็พ่ายแพ้ต่อกิเลส เขาหยิบม้วนไม้ไผ่เปล่าออกมาและทำการ 'คัดลอก' ข้อมูลลงไป
หลังจากทำเสร็จ เขาก็รู้สึกผิดเล็กน้อย จึงได้ฝากข้อความจิตไว้ใต้ฐานข้อมูลในม้วนไม้ไผ่ต้นฉบับว่า:
“ข้าพเจ้า จางถิง... เรียนศิษย์พี่ผู้มีเกียรติ แม้ข้าพเจ้าจะไม่ทราบว่าท่านเป็นใคร แต่เนื้อหาในม้วนไม้ไผ่นี้น่าสนใจยิ่งนัก ข้าพเจ้าจึงถือวิสาสะคัดลอกไว้ดูเล่นส่วนตัวหนึ่งฉบับ หากท่านเห็นว่าไม่เหมาะสม โปรดทิ้งข้อความแจ้ง ข้าพเจ้าจะลบทิ้งทันที”
เมื่อจัดการเรียบร้อย เขาก็รีบแฝงตัวไปในความมืดเพื่อกลับไปยังหอคัมภีร์ นำม้วนไม้ไผ่กลับไปวางไว้ที่เดิม เพียงเท่านี้เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
พอกลับถึงหอพัก เขาปิดประตูลงกลอน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ จากนั้นหยิบม้วนไม้ไผ่ฉบับคัดลอกออกมา และไม่นานนัก เสียงหัวเราะอย่างมีความสุขก็ดังเล็ดลอดออกมาจากห้อง
ในขณะเดียวกัน ณ หอคัมภีร์ หลินหยวนซึ่งซ่อนตัวด้วย 'หนอนกู่ล่องหน' มองดูม้วนไม้ไผ่ที่ถูกนำกลับมาวางคืน แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เดิมทีหลินหยวนคิดว่าม้วนไม้ไผ่นี้คงหายสาบสูญไปแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะถูกส่งคืนมา ซึ่งช่วยให้เขาประหยัดต้นทุนไปได้พอสมควร
พฤติกรรมที่ยอมตกเป็นทาสการตลาดแถมยังช่วยนับเงินให้คนขายแบบนี้ ทำให้หลินหยวนอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความซาบซึ้ง:
“คุณภาพของหนุ่มสายวิทย์นี่... สูงส่งจริง ๆ”