- หน้าแรก
- ฉันได้เป็นโฮคาเงะตั้งแต่อายุแปดขวบ
- บทที่ 12: การฝึกเอาชีวิตรอดในป่าที่ต้องยุติลงกลางคัน
บทที่ 12: การฝึกเอาชีวิตรอดในป่าที่ต้องยุติลงกลางคัน
บทที่ 12: การฝึกเอาชีวิตรอดในป่าที่ต้องยุติลงกลางคัน
บทที่ 12: การฝึกเอาชีวิตรอดในป่าที่ต้องยุติลงกลางคัน
สภาพแวดล้อมในสนามรบนั้นโหดร้ายและทารุณ
โดยเฉพาะในโลกของนารูโตะ การชิงชัยระหว่างนินจามักเป็นการวัดกันที่ “ข้อมูล”
แต่ไม่มีใครสามารถดักจับข้อมูลล่วงหน้าได้เสมอไป
ยกตัวอย่างเช่น ฮิดัน แห่ง องค์กรแสงอุษา ในยุคตำนานวายุสลาตัน
หากข้อมูลความสามารถของเขาถูกล่วงรู้มาก่อน ขอแค่มีโจนินไม่กี่คนรุมใช้วิชานินจาระยะไกลโจมตีใส่ ก็สามารถฆ่าเขาได้สบายๆ โดยไม่ต้องเปลืองแรง
สนามรบก็เช่นเดียวกัน หากปราศจากอุปกรณ์สื่อสารทางไกล นินจาจะไม่สามารถยืนยันได้เลยว่ากองกำลังสนับสนุนจะมาถึงเมื่อไหร่
เหตุการณ์ที่ โอโรจิมารุ เกือบฆ่า จิไรยะ ตายในช่วงมหาสงครามโลกนินจาครั้งที่ 2 เป็นเครื่องพิสูจน์เรื่องนี้ได้ดีที่สุด
นินจาไม่สามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวของศัตรู หรือรู้ว่ามีกับดักวางอยู่ตรงไหน
แต่ทว่า... โลกนินจาในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงสงบสุข
โทบิรามะไม่สามารถใช้สงครามจริงเพื่อฝึกฝนลูกศิษย์ได้
นั่นคือเหตุผลที่เขาคิดค้นการฝึกเอาชีวิตรอดในป่าขึ้นมา เพื่อจำลองสถานการณ์สงคราม
ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจะสามารถเชี่ยวชาญเทคนิคสำคัญในการรับมือกับภาวะสงครามได้
ข้อแรก: การเติมพลังงาน
ชีวิตไม่อาจดำรงอยู่ได้หากขาดน้ำ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดต้องพึ่งพาน้ำและอาหารเพื่อรักษาสภาพร่างกาย
แม้นินจาจะเตรียมเสบียงแห้งและน้ำดื่มไประหว่างทำภารกิจ แต่พวกเขาก็อาจติดกับดัก หรือสงครามอาจยืดเยื้อจนเสบียงขาดแคลน
ในสถานการณ์เช่นนั้น การเชี่ยวชาญทักษะการหาอาหารในป่าจึงถือเป็นความได้เปรียบอย่างมหาศาล
ข้อสอง: การรู้จักสังเกต
ในการเอาชีวิตรอดกลางป่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาสายตาให้เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แม้ธรรมชาติและมนุษย์จะสื่อสารกันคนละภาษา แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองสิ่งนี้แนบแน่นยิ่งนัก
ตัวอย่างเช่น ตอนที่ คาคาชิ นำ ทีม 7 คุ้มกันดาซึนะ คาคาชิอนุมานว่ามีนินจาซุ่มโจมตีจากการสังเกตแอ่งน้ำบนพื้น
เพราะช่วงนั้นฝนไม่ตก จึงไม่ควรมีแอ่งน้ำอยู่ตรงนั้น
เช่นเดียวกับขนของกระต่ายหิมะที่สัมพันธ์กับถิ่นที่อยู่ ซึ่งสามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นกระต่ายป่าหรือกระต่ายเลี้ยง
ถ้าเป็นอย่างหลัง หมายความว่ามีนินจาลาดตระเวนอยู่ใกล้ๆ
การใช้กระต่ายหิมะเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ เป็นกลยุทธ์พื้นฐานของนินจาเหล่านั้น
ข้อสาม และเป็นข้อที่สำคัญที่สุด: การรับมือกับวิกฤติ!
ป่ามรณะ เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายที่ก้าวร้าว ซึ่งมีพลังการต่อสู้ไม่แพ้นินจาทั่วไป
การมัวแต่เสียเวลาสงสารตัวเองจนจิตใจและร่างกายพังทลาย มีแต่จะทำให้เสียความสามารถในการวิเคราะห์และตัดสินใจ
การฝึกฝนที่ดีและความรู้ที่กว้างขวางจะทำให้นินจามีความมั่นใจ ช่วยให้พวกเขาก้าวข้ามอารมณ์ด้านลบอย่างความกลัว ความสิ้นหวัง และความเหนื่อยล้าไปได้
นี่คือเจตนารมณ์ดั้งเดิมของโทบิรามะในการจัดการฝึกครั้งนี้
แต่ทว่าในตอนนี้... คาเซฮายะ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงในการปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์!
จมูกของเขาไวราวกับพรานมืออาชีพ
ทักษะการสังเกตของเขาดูเหมือนจะเป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด
ที่น่ากลัวที่สุดคือ เขาจัดการสัตว์ยักษ์สองตัวได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลดปล่อยจักระออกมา
และนั่นคือสัตว์ร้ายที่อันตรายและน่ากลัวที่สุดในป่ามรณะแล้ว
ผลลัพธ์คือ... ตายคาที่ในพริบตา!
แล้วแบบนี้ ป่าแห่งนี้จะสร้างวิกฤติอะไรให้แก่คาเซฮายะได้อีก?
ในเมื่อไม่มีวิกฤติให้พูดถึง...
การฝึกรับมือกับวิกฤติก็กลายเป็นเรื่องไร้สาระ!
“เจ้าหนู เธอคิดว่าการฝึกแบบนี้ยังจะช่วยให้เธอพัฒนาได้อีกเหรอ?”
“จุดประสงค์เดิมของการฝึกรับมือวิกฤติ คือการกระตุ้นศักยภาพร่างกายในวินาทีเฉียดเป็นเฉียดตาย เพื่อให้ครั้งหน้าเมื่อเจอปัญหา เธอจะสามารถรักษาสติสัมปชัญญะได้”
“ทันทีที่เธอตื่นตระหนก สมองจะไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดได้”
โทบิรามะหยุดพูดครู่หนึ่ง สายตาเบนไปทางโคฮารุ
ทำให้เธอก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ
ในขณะนี้ โคฮารุกลายเป็นตัวอย่างด้านลบที่โทบิรามะพูดถึงอย่างชัดเจน
เป็นเพราะความตื่นตระหนกและความสิ้นหวังของเธอเอง ที่ทำให้เธอพลาดโอกาสหนีออกจากพื้นที่อันตราย
จนเกือบทำให้ทั้งเธอและคาเซฮายะต้องตายด้วยน้ำมือสัตว์ร้าย!
“นี่คือจุดที่สำคัญมากสำหรับนินจา!”
“สำคัญยิ่งกว่าการเรียนรู้ที่จะสังเกตหรือหาอาหารเสียอีก!”
โทบิรามะพูดเสียงดัง ราวกับต้องการย้ำเตือนคาเซฮายะ รวมถึงซารุโทบิและคนอื่นๆ ให้จดจำคำพูดของเขาไว้ให้ขึ้นใจ
เมื่อกวาดสายตาดูปฏิกิริยาของทุกคนและเห็นว่าพวกเขาจดจำประเด็นสำคัญได้แล้ว
โทบิรามะก็เปลี่ยนเรื่องทันที “แต่สำหรับเธอ... ผู้ที่สามารถปลดปล่อย ‘พละกำลังช้างสาร’ ได้ดั่งใจนึก ที่นี่ไม่สามารถสร้างความรู้สึกวิกฤติให้เธอได้หรอก”
“แม้แต่สัตว์ร้ายที่แข็งแกร่งที่สุดยังถูกจัดการได้ง่ายๆ ด้วยพลังช้างสารของเธอ แล้วจะมีอะไรมาข่มขู่เธอได้อีก?”
“สำหรับเธอที่ครอบครองและเชี่ยวชาญพลังนี้ การฝึกเอาชีวิตรอดในป่าก็ไม่ต่างอะไรกับการมาเดินปิกนิก”
“ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ เธอสามารถเดินกร่างไปทั่วป่าได้ตามใจชอบเลย!”
โทบิรามะอธิบายให้คาเซฮายะฟัง ซึ่งมีความหมายโดยนัยว่า ต่อให้คาเซฮายะอยากจะฝึกต่อ...
มันก็เป็นการเสียเวลาเปล่า
“ถึงไม่อยากจะยอมรับ แต่ด้วยฝีมือของเธอ การฝึกเอาชีวิตรอดในป่าครั้งนี้มันหมดความหมายไปแล้ว”
โทบิรามะไม่อยากยอมรับจริงๆ นั่นแหละ!
ใครจะอยากยอมรับว่าโปรแกรมการฝึก 10 วันที่ตัวเองเป็นคนวางแผน ต้องมายกเลิกภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง เพราะผู้เข้าร่วมฝึก เก่งเกินไป?
แถมผู้เข้าร่วมที่ว่า ยังเป็นแค่เด็กเจ็ดขวบ!
โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกศิษย์ เรื่องนี้ทำเอาโทบิรามะเสียหน้าไปพอสมควร
อย่างไรก็ตาม... ความรู้สึกของโทบิรามะในตอนนี้ช่างซับซ้อน
ในด้านหนึ่ง มันยากที่จะยอมรับว่าการฝึกที่ตัวเองจัดเตรียมมาอย่างดีต้องกลายเป็นโมฆะ
แต่อีกด้านหนึ่ง... เขารู้สึกภูมิใจในพรสวรรค์ของคาเซฮายะอย่างที่สุด!
คาเซฮายะคือใคร?
หลานชายของพี่ใหญ่ เซนจู ฮาชิรามะ!
นั่นก็เท่ากับว่าเป็นหลานของชั้น เซนจู โทบิรามะ ด้วย!
เขาคือความหวังในอนาคตของตระกูลเซนจู!
เจ็ดขวบก็เชี่ยวชาญพละกำลังช้างสาร และทำให้การฝึกของเขากลายเป็นเรื่องไร้สาระได้ง่ายๆ
มองไปทั่วทั้งโลกนินจา จะมีใครทำแบบนี้ได้อีก?
จะมีใครเลียนแบบได้?
ไม่มี!
แม้แต่พี่ใหญ่ ฮาชิรามะ ตอนเจ็ดขวบยังไม่เวอร์วังขนาดนี้!
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาคนที่สองในโลกนินจาได้อีก!
“จริงครับ ขอแค่นายน้อยคาเซฮายะระเบิดจักระตูมเดียวตอนเจออันตราย ก็จัดการพวกสัตว์ร้ายที่พุ่งเข้ามาได้แล้ว พวกเราแทบไม่ต้องทำอะไรเลย”
ซารุโทบิสูดหายใจลึก เห็นด้วยกับมุมมองของท่านโทบิรามะร้อยเปอร์เซ็นต์
ใช่แล้ว ตราบใดที่มีคาเซฮายะอยู่ คนอื่นก็แทบไม่ต้องทำอะไร
แค่เดินตามต้อยๆ คอยช่วยคาเซฮายะประหยัดแรง เตือนให้กินข้าว ดื่มน้ำ
ถ้าเจอสัตว์ร้ายตึงมือ ก็ให้เขาระเบิดจักระเป่ามันซะ
สิ่งที่เรียกว่าการฝึกเอาชีวิตรอดในป่า...
กลายสภาพเป็นทัวร์ชมธรรมชาติไปโดยปริยาย
และหลังจากผ่านเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ซารุโทบิและคนอื่นๆ ก็หมดไฟที่จะฝึกต่อ
การฝึกฝนที่พวกเขาตั้งตารอมา 3 เดือน เตรียมตัวมา 2 เดือน และจำลองสถานการณ์มา 1 เดือน
ที่ผ่านการออกแบบ วางแผน และจัดเตรียมมาอย่างดี...
กลับถูกคาเซฮายะทำให้กลายเป็นหมันภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ทั้งที่เจ้าตัวไม่ได้ผ่านการฝึกมาก่อน ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเนื้อหา และไม่มีการวางแผนล่วงหน้าใดๆ!
เมื่อเทียบกันแล้ว ซารุโทบิและคนอื่นๆ รู้สึกว่าตัวเองไม่ต่างอะไรกับขยะ
ไม่สิ!
ไม่ใช่ว่าพวกเขากากเกินไป
แต่เป็นคาเซฮายะต่างหากที่เกินเบอร์ไปมาก เขาข้ามขอบเขตของคำว่า “อัจฉริยะ” ไปแล้ว... นี่มันสัตว์ประหลาดในคราบมนุษย์ชัดๆ!
แต่ในขณะนี้ โทบิรามะกำลังคิดไปถึงเรื่องอื่นแล้ว
“พี่ใหญ่... พี่จินตนาการไม่ออกแน่ๆ ว่าเจ้าหนูคาเซฮายะน่ากลัวขนาดไหน”
โทบิรามะรู้สึกว่าถ้าเขาเอาเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ไปเล่าให้พี่ใหญ่ฮาชิรามะฟัง...
พี่แกต้องช็อกจนพูดไม่ออกแน่นอน!
โปรดติดตามตอนต่อไป จบตอน By. charcoal gray silver gold ═❀═❀═❀═❀═❀═❀═