- หน้าแรก
- ผมไม่ได้บ้า ผมคือราชานักแสดงพันหน้า
- ตอนที่ 51 นักแสดงตัวประกอบจะมาสู้กับเขาได้ยังไง?
ตอนที่ 51 นักแสดงตัวประกอบจะมาสู้กับเขาได้ยังไง?
ตอนที่ 51 นักแสดงตัวประกอบจะมาสู้กับเขาได้ยังไง?
อีกด้านหนึ่ง
ซิ่วชิงก็ได้รับข่าวเช่นกัน
ครั้งนี้มีคนมาร่วมแข่งขันในเวทีเดียวกับเขา
เดิมทีซิ่วชิงยังคิดว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้กิมย้ง นักแสดงชื่อดังคนไหนก็อยากได้บทนี้ เลยมาชิงอาหารจากปากตนเอง
ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลอะไร
บทนี้ซิ่วชิงจะไม่พูดว่าตัวเองมั่นใจเก้าส่วนเต็มก็เถอะ
แต่ก็สามารถพูดได้ว่าความเหมาะสมกับตัวเองนั้นสูงมาก แข็งแกร่งมาก
เดิมทีแทบจะไม่มีความน่าสงสัยใดๆเลย
แต่ในเวลานี้กลับมีข่าวแพร่ออกมา ว่าบทนี้แม้ยังไม่ถูกใครแย่งไป แต่ก็มีคนมาร่วมทดสอบหน้ากล้องด้วย
ไม่เพียงแค่ทดสอบหน้ากล้องด้วยกันเท่านั้น
นักแสดงคนนั้นเป็นนักแสดงตัวประกอบในเหิงเตี้ยน ได้ยินมาว่ายังไม่เคยเล่นหลายบทบาทนัก แต่กลับได้รับการเสนอจากโปรดิวเซอร์ให้มาลอง
เรื่องนี้ทำให้ซิ่วชิงอึดอัดใจแล้วสิ
เขาเป็นใครกัน
นอกจากจะเป็นนักแสดงแล้ว
ยังเป็นทายาทสืบทอดงิ้วอวี๋อีกด้วย
เป็นตระกูลงิ้ว
บิดาของเขา ซิ่วเจิ้งอวี่ เป็นหนึ่งในนักแสดงชายบทหนุ่มรุ่นแรกที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยสร้างประเทศใหม่
มักจะขึ้นเวทีเดียวกับฉางเซียงอวี่อยู่เสมอ
เขาเริ่มเรียนงิ้วอวี๋ตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ
ทั้งบทบู๊ บทหนุ่ม บทตลก บทผู้ใหญ่
ต่อมา ได้รับการชื่นชมจากเอ๋อร์ตงเซิง ก้าวขาเข้าสู่วงการบันเทิง
กลายเป็นนักแสดงคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะมองในแง่ไหน ต้นกำเนิดของเขาก็ไม่ธรรมดา
นับว่าเป็นคนในวงการบันเทิงที่มีรากฐานมั่นคง ภายหลังก็ยังเรียนต่อด้านการแสดงโดยตรงในมหาวิทยาลัย
พูดได้เลยว่า
ทั้งพื้นเพและความเป็นมืออาชีพนั้นยอดเยี่ยมมาก
ในฐานะนักแสดงคนหนึ่ง
ในฐานะทายาทงิ้วอวี๋โดยตรง
ซิ่วชิงรู้สึกว่าตนเองต้องมาแข่งกับนักแสดงตัวประกอบเพื่อแย่งชิงตำแหน่งในบทบาท ก็ยังอดอึดอัดไม่ได้
จากผลลัพธ์ที่มองดูแล้ว
เหมือนกับว่าตัวเองถูกดูแคลน
แต่ว่านี่ก็เป็นสิ่งที่จางต้าหูจื่อชี้ตัวด้วยตนเอง
“นี่เป็นคุณชายบ้านไหนที่มีเส้นสายถึงได้มาลองฝึกฝนหรือไง?”
เวลานี้ ซิ่วชิงอึดอัดอยู่บ้าง จึงอดบ่นกับบิดาระหว่างนั่งดื่มชาไม่ได้
บิดาของเขา ศิลปินอาวุโส ซิ่วเจิ้งอวี่ เวลานี้ยกถ้วยชาขึ้นมา เมื่อได้ยินคำบ่นของลูกชายก็หัวเราะพลางกล่าว “ที่พูดมานี่เหมือนกับว่าแกไม่มีเส้นสายเลยนะ อย่าลืมว่าแกก็เป็นทายาทของศิลปินอาวุโสเหมือนกัน อีกอย่าง ถ้าเขามีเส้นสายจริง เขาจะต้องไปเป็นนักแสดงตัวประกอบหรือ? คงถูกส่งไปเรียนการแสดงอย่างแกแล้วล่ะ”
“พ่อ มีพ่อที่ไหนมาขัดลูกชายตัวเองแบบนี้กันเล่า”
ซิ่วชิงถึงกับพูดไม่ออก คำพูดของพ่อทั้งข้างนอกข้างในก็ไม่ได้ช่วยตนเองเลย
“จะว่าอย่างไรดี ในสายตาพ่อ การที่เป็นแบบนี้ถึงจะแสดงให้เห็นว่าการวางแผนผลิตยังมีความโปร่งใสดีอยู่ ไม่ว่าพื้นเพแกจะเป็นอย่างไร สิ่งที่คิดเป็นอันดับแรกก็คือ แกจะ ‘เหมาะสม’ กับบทบาทนั้นหรือไม่ การทดสอบหน้ากล้องก็เพื่อสิ่งนี้ไม่ใช่หรือ”
“แต่ว่า...”
“แกก็แค่เพราะตัวเองถูกวางไว้ให้อยู่ในตำแหน่งเดียวกับนักแสดงตัวประกอบจึงรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกว่าตนเองเป็นตระกูลการแสดง รู้สึกว่าตนเองเรียนสายตรง มีประสบการณ์การแสดงมากกว่า ก็เลยคิดว่าตนเองไม่ควรยืนอยู่บนเวทีเดียวกับเขา แกคิดว่าเขาไม่คู่ควร”
ซิ่วชิงส่ายหัว แล้วก็พยักหน้า
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า
ต่างก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว
เราก็เป็นรุ่นพี่แล้ว
แต่ยังต้องยืนอยู่บนเส้นเริ่มต้นเดียวกับรุ่นน้องอีก
ถ้าเป็นอย่างนั้น ที่ผ่านมาเราจะไม่เสียแรงเปล่าหรือ?
“แกตอนที่ถ่ายเรื่อง ‘ไอ้หนุ่มหมัดเมา’ ก็เคยแย่งตำแหน่งของคนอื่นมา ตอนนั้นผู้กำกับคิดว่าแกดูเหมาะสมกว่า ถ้าหากทุกคนต่างเคร่งครัดยึดตามตำแหน่งสูงต่ำ มันก็จะกลายให้การคัดเลือกตัวละครที่กลายเป็นน้ำที่นิ่งสนิทไม่ไหวติง”
บิดาของซิ่วชิงอธิบายต่อ พลางหัวเราะ “เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องรู้สึกตกใจหรือผิดหวัง หากแกมั่นใจในฝีมือตัวเอง เช่นนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในฐานะพ่อ พ่อเองก็มั่นใจในฝีมือของแก”
“ที่จริงเป็นเพราะผมสูญเสียความมั่นใจไปเอง ที่สำคัญคือผมเองก็ชอบบทมู่หยงฟู่บทนี้มากๆ”
“ฮ่าๆๆ พ่อเองก็ชอบเหมือนกัน เมื่อก่อนตามอ่านนวนิยายในหนังสือพิมพ์จนลืมหลับนอน พ่อไม่มีโอกาสได้เป็นตัวละครในนั้น แต่ลูกของพ่อมีโอกาสนี้ก็นับว่าดีแล้ว พ่อเองก็ชอบบทมู่หยงฟู่มากเหมือนกัน”
คำพูดแบบนี้ของซิ่วเจิ้งอวี่กลับทำให้ใจของซิ่วชิงสงบลงได้มาก
ใช่แล้ว
ทุกคนต่างก็ปีนขึ้นมาจากจุดนี้ทั้งนั้น
เราในฐานะคนเก่าแก่ในวงการบันเทิง ย่อมรู้สึกว่าตัวเองยอดเยี่ยมและเหมาะสมกว่า
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องทำให้เห็น
สร้างผลลัพธ์ออกมาให้ได้
นี่แหละคือสิ่งที่เราต้องทำ
เมื่อปรับใจตัวเองได้แล้ว ก็ไม่รู้สึกอะไรนัก รอทดสอบหน้ากล้องอย่างสงบ
ยิ่งไปกว่านั้น
ถ้าอีกฝ่ายเป็นเพียงนักแสดงตัวประกอบจริงๆ
เขาจะมีอะไรเอามาสู้กับเขาเพื่อแย่งสิทธิ์ในบทนี้ได้เล่า?
…
“จริงๆฉันว่าถ้าทดสอบหน้ากล้อง นายไม่ต้องไปก็ได้นะ” เถียนเสี่ยวลี่เอ่ยขึ้นอย่างเฉยเมย “ซิ่วชิงคนนี้นับว่าเป็นนักแสดงประจำของบทประเภทนี้แล้ว”
“โอ้ อย่างงั้นเองหรือ”
หลี่หยุนลูบคาง “อย่างไรเสียก็ทำเต็มที่แล้วกัน”
“นายสู้เล่นเป็นยอดฝีมือไปตลอดไม่ดีกว่าหรือ อย่างไรเสีย...นายก็เหมาะสม”
ยังคงคิดถึงเนี่ยเหรินหวังอยู่
หลี่หยุนก็มองออกมาแล้วว่าเถียนเสี่ยวลี่แค่อยากให้เขาเหมือนเนี่ยเหรินหวังมากขึ้น
เพื่อบรรเทาความคิดถึงเท่านั้นเอง
แต่ในฐานะนักแสดงแล้ว
ถ้าเล่นอยู่แต่บทประเภทเดียว
ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการถูกจำกัดบทบาท เส้นทางการแสดงถูกจำกัดกลายเป็นการถูกกำหนดตายตัว
ตัวเขาเองเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินไปตามเส้นทางนั้น
ท้ายที่สุดแล้ว
บรรดาบุคลิกที่อึกทึกครึกโครมเหล่านั้น
ก็จะไม่ยอมปล่อยเขาไป
เรามาแสดงก็เพราะเหตุผลส่วนหนึ่งคือเพื่อรักษาโรค
เพื่อรักษาโรค
และก็ต้องเป็นราชานักแสดงพันหน้าให้ได้
พันคนพันหน้า บทบาทหลากหลาย
ส่วนความสัมพันธ์กับเถียนเสี่ยวลี่ แม้จะว่าเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อน
แต่เถียนเสี่ยวลี่ก็สามารถพูดได้ว่าเป็น ‘รุ่นพี่’ ในวงการบันเทิง
เมื่อเป็นรุ่นพี่
ก็มีหลายเรื่องที่สามารถขอคำแนะนำจากเถียนเสี่ยวลี่ได้
ในฐานะค่าตอบแทน อืม...พระหนุ่มก็ต้องบำเพ็ญร่างกายเพื่อโปรดสรรพสัตว์!
สาธุๆ หลี่หยุนรู้สึกว่าตัวเองนี่แหละคือมหากุศลบุรุษ
และเถียนเสี่ยวลี่ต่อจากนี้ก็จะไม่อยู่ในเมืองหลวงต่อไป เพราะเธอก็เป็นนักแสดง ต้องไปถ่ายหนังทั่วสารทิศ
ยุ่งมากทีเดียว
นักแสดงล้วนยุ่งมาก ต้องวิ่งร่อนทั่วทุกแห่ง หากมีคิวงานมาก ที่อยู่อาศัยถาวรก็ไม่ได้สำคัญอะไรนัก
พวกที่มีเงินทองมากหน่อย อาจเลือกซื้อบ้านไว้หลายแห่ง อย่างเช่นเถียนเสี่ยวลี่ก็เป็นแบบนี้ เมืองหลวง เหิงเตี้ยนและไต้หวันต่างก็มีบ้าน
กระทั่งนักแสดงจำนวนมากจากฮ่องกงและไต้หวัน ในแผ่นดินใหญ่ยังมีบ้าน แต่ในท้องถิ่นตัวเองกลับไม่มี เพราะราคาบ้านที่ฮ่องกงและไต้หวันนั้น ไม่ใช่คนทั่วไปจะซื้อไหว
แม้ว่าเรื่องราคาบ้านนี้ในอีกหลายปีต่อมาจะกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง แต่หลี่หยุนคิดว่า เมื่อมีเงินแล้ว อย่างน้อยก็ต้องหาซื้อบ้านสักหลังในเมืองหลวง
กลับมาที่เถียนเสี่ยวลี่ หลังจากที่ [ฟงอวิ๋น] ออกอากาศแล้ว
คิวงานของเถียนเสี่ยวลี่ก็มีเข้ามาไม่น้อย เสน่ห์เย้ายวนของเธอเป็นที่รับรู้กัน
อีกครั้งที่ต้องยุ่งวุ่นวายร่อนเร่
“นายจะทำยังไงก็ทำไปเถอะ แต่ละคนต่างมีเส้นทางการเลือก เส้นทางการแสดงของตนเอง ฉันเองก็ไม่ใช่นักแสดงใหญ่โตอะไร แน่นอนก็ไม่อาจให้คำแนะนำที่ดีที่สุดแก่นายได้หรอก”
เถียนเสี่ยวลี่เก็บเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วออกจากห้อง โบกมือบอกลาแก่หลี่หยุน
“บ๊ายบาย”
เวลานี้
หลี่หยุนไม่ได้ตอบกลับเธอ
เถียนเสี่ยวลี่ลากกระเป๋าเดินทางออกจากเมืองหลวงไปด้วยตัวเอง
“ทำไมนายไม่บอกลาเธอเล่า แบบนี้ไม่สุภาพเลย” ข้างๆมีหนุ่มน้อยร่างดำมืดสงสัยไม่เข้าใจ
ทว่าก่อนที่หลี่หยุนจะตอบ
คุณชายตระกูลผู้ดีในยุทธภพที่ถือพัดอยู่ในมือก็พลิกแล้วพูดขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
“นางโบกมือลา ก็ไม่ใช่ลานี่นา”
เป็นการลาต่อคนที่ไม่อยู่แล้ว
ต่อยอดฝีมือที่ล้างมือในอ่างทองคำไปแล้วนั่นเอง