- หน้าแรก
- อยากเป็นเซียน แต่ต้องมานั่งปั่นไม้จุดไฟเนี่ยนะ
- บทที่ 30 【แผงบะหมี่เนื้อแกะ】
บทที่ 30 【แผงบะหมี่เนื้อแกะ】
บทที่ 30 【แผงบะหมี่เนื้อแกะ】
บทที่ 30 【แผงบะหมี่เนื้อแกะ】
"เถ้าแก่ ขอเส้นหมี่เนื้อแกะชามนึง"
"มาแล้วจ้า!"
ได้ยินฟางฉางสั่ง เถ้าแก่แผงลอยขานรับเสียงใส มือไม้คล่องแคล่วว่องไวขึ้นกว่าเดิม นวดแป้งดึงเส้นแล้วโยนลงหม้อน้ำเดือดพล่าน แสงตะวันยามเย็นย้อมมือของเขาจนแดงระเรื่อ รวมถึงเส้นบะหมี่ที่ปลิวว่อนอยู่กลางอากาศไม่ขาดสาย
เถ้าแก่พูดไปพลางลวกเส้นไปพลาง:
"คุณลูกค้านี่โชคดีจริงๆ ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด เส้นหมี่เนื้อแกะคงหมดเกลี้ยงแล้ว"
ฟางฉางไม่มีอะไรทำ จึงปลดน้ำเต้าลงมาจิบเหล้า แล้วเอ่ยถามเถ้าแก่ "ตาเฒ่า ท่านตั้งแผงขายอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว?"
"น่าจะเกินสามสิบปีแล้วกระมัง" เถ้าแก่ทำท่าครุ่นคิด แต่มือยังคงสาละวนไม่หยุด "แผงนี้ แต่เดิมพ่อข้าเป็นคนตั้ง เมื่อก่อนข้าก็ตามแกมาช่วยงานตลอด"
"ไม่กี่ปีต่อมา พ่อข้าก็จากไป ข้าเลยรับช่วงต่อแผงนี้ ทำมาหากินด้วยการลวกเส้นให้ลูกค้าขาจรได้กินกัน เฮ้อ เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก เผลอแป๊บเดียว ข้าก็อายุเท่าพ่อตอนนั้นแล้ว ลูกเต้าข้าก็โตกันหมดแล้ว"
ได้ยินเสียงถอนหายใจของเถ้าแก่ ฟางฉางยิ้มกล่าว "ที่แท้ก็ฝีมือระดับหลายสิบปี มิน่าล่ะลูกค้าถึงแน่นร้าน"
"นั่นสินะ ข้ามีลูกค้าประจำเยอะเชียว บางคนกินมาสิบปีไม่เคยขาด ผู้คนที่สัญจรผ่านถนนหลวงสายนี้บ่อยๆ พอผ่านเมืองหูเฉียวทีไร เป็นต้องแวะมาอุดหนุนข้าสักชาม"
"เส้นของข้านุ่ม ลื่น หอม กินง่าย คล่องคอ อิ่มท้อง เหมาะนักแลสำหรับคนที่ตรากตรำมาทั้งวัน"
เขามองดูผู้คนรอบๆ ที่กำลังก้มหน้าก้มตากินเส้น ดูท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง แต่ละคนกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เสียงดังซู้ดซ้าด สีหน้าเปี่ยมสุข
เถ้าแก่จ้องมองเส้นบะหมี่เส้นเล็กๆ ที่เต้นระบำอยู่ในหม้อ แล้วยิ้มต่อ:
"แต่ที่ข้าบอกว่าท่านโชคดีน่ะไม่ได้โม้นา เส้นหมี่เนื้อแกะของข้าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ข้าไม่กล้าทำเยอะหรอก ทุนมันน้อย รับความเสี่ยงไม่ไหว"
"เนื้อสัตว์มันแพง ถ้าทำเยอะไป วันไหนลูกค้าเงียบเพราะทางไม่ดี วันรุ่งขึ้นรสชาติมันก็เพี้ยนแล้ว ดังนั้นคุณลูกค้า ถ้ามาช้ากว่านี้อีกนิด เนื้อแกะคงหมดจริงๆ แต่ถ้าเป็นบะหมี่เต้าหู้หรือบะหมี่ซอสงา ข้ามีให้ไม่อั้น"
พูดไปพลาง เถ้าแก่ก็ใช้กระชอนอันใหญ่ตักเส้นขึ้นมา เทลงในชามกระเบื้องหยาบอย่างชำนาญ จากนั้นคีบเนื้อแกะชิ้นโตๆ ทั้งติดมันและเนื้อล้วนจากถังข้างๆ มาโปะบนเส้น โรยต้นหอมซอย เหยาะน้ำมันงาลงไปสองหยด แล้วราดน้ำซุปตามลงไปหนึ่งกระบวย
แล้วตะโกนเรียกเหมือนเสี่ยวเอ้อในโรงเตี๊ยม:
"บะหมี่ได้แล้วจ้า!"
"ขอบใจมาก"
ฟางฉางรับชามบะหมี่มา เถ้าแก่ก็พูดต่อ "บนโต๊ะมีเครื่องปรุงกับเครื่องเคียง ปรุงรสตามชอบได้เลยนะ"
บนโต๊ะมีทั้งซีอิ๊ว น้ำส้มสายชู กระเทียมสับ ดอกกุยช่ายดอง เกลือ พริกป่น และผักชี ใส่ไว้ในขวดเซรามิกและกล่องไม้เล็กๆ ให้ลูกค้าตักเติมได้ตามใจชอบ
ฟางฉางไม่ได้ปรุงอะไรเพิ่ม เขาหยิบตะเกียบไม้ไผ่ออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ แล้วลงมือชิมทันที
"อร่อยจริงด้วย!" เขากินไปสองสามคำ เส้นเหนียวนุ่ม สดใหม่ ลื่นคอ สมคำคุยของเถ้าแก่ กลืนลงคอได้อย่างง่ายดาย ทิ้งรสชาติหอมหวานไว้ในปาก เนื้อแกะก็ตุ๋นจนเข้าเนื้อ รสชาติเข้มข้น
ได้ยินลูกค้าชม เถ้าแก่ก็ยืดอกภูมิใจเล็กน้อย:
"ใครได้กินเส้นของข้า ก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นแหละ ตลอดหลายสิบปีมานี้ ข้าปรับสูตรเส้นไปตั้งสิบกว่ารอบ อีกไม่กี่ปี ข้าอาจจะทำให้อร่อยกว่านี้ได้อีก"
"คนในเมืองหูเฉียว ทั้งเฒ่าทั้งแก่ลูกเล็กเด็กแดง ต่างรู้กันดีว่าฝีมือลวกเส้นของตาเฒ่าสวีนั้นยอดเยี่ยม ชื่อเสียงเรียงนามของบะหมี่ข้า ไม่ด้อยไปกว่าขนมเปี๊ยะฝูหูเลยนะจะบอกให้"
ฟางฉางกินบะหมี่ไปพลางยิ้มถาม "พูดถึงเมืองหูเฉียว เถ้าแก่พอจะรู้เรื่องประหลาดที่บ้านตระกูลผางบ้างไหม? มันเป็นยังไงกันแน่?"
"ขอเส้นหมี่เนื้อแกะชามนึง" ลูกค้าคนหนึ่งเดินเข้ามาสั่งกับเถ้าแก่ แล้วหันมานั่งโต๊ะเดียวกับฟางฉาง
"มาแล้วจ้า!"
เถ้าแก่ขานรับทันควัน แล้วหันกลับไปวุ่นวายกับการนวดแป้งต่อ
ขณะดึงเส้น เขาก็หันมาคุยกับฟางฉางที่กำลังนั่งกินบะหมี่อยู่ "อย่าเรียกเถ้าแก่เลย ข้าไม่มีหน้าร้าน มีแค่แผงลอยเก่าๆ นี่แหละ เรื่องประหลาดที่บ้านนายท่านผาง ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น แต่พวกเราไม่กล้าพูดมากหรอก ถ้าเรื่องถึงหูนายท่านเข้า จะซวยกันหมด ครอบครัวข้ายังต้องทำมาหากินในเมืองหูเฉียวนี้ต่อไป"
"อืม ก็จริงของท่าน"
ได้ยินดังนั้น ฟางฉางก็ก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อ เส้นบะหมี่อร่อยมาก แป๊บเดียวเขาก็กินไปเกือบหมดชามแล้ว
ลูกค้าใหม่ที่นั่งข้างๆ กำลังรอบะหมี่เนื้อแกะของตน เขาได้ยินบทสนทนาของฟางฉางกับเถ้าแก่เมื่อครู่ จึงหันมามองฟางฉาง
เห็นคนผู้นี้แม้จะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าๆ นั่งซดบะหมี่อยู่ข้างทาง แต่กลับไม่อาจปิดบังบุคลิกอันโดดเด่นเหนือโลกีย์ได้ ลูกค้าผู้นั้นรู้สึกถูกชะตา จึงประสานมือคารวะแล้วเอ่ยถาม:
"สหายท่านนี้ ข้าขอทราบนามอันสูงส่งได้หรือไม่? และท่านมาจากที่ใด?"
ฟางฉางเงยหน้ามองอีกฝ่าย เขาเป็นนักเดินทางที่ดูเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง เช่นเดียวกับลูกค้าส่วนใหญ่ในร้านบะหมี่นี้
คานหาบวางพิงอยู่ข้างโต๊ะ การทำงานหนักมาหลายปีทำให้มือของเขามีตาปลาหนา และการตากแดดตากลมเริ่มทำให้ใบหน้าของเขามีริ้วรอย มีผมหงอกแซมอยู่ในเคราเล็กน้อย
กลืนเส้นบะหมี่ลงคอ เขาตอบว่า "ข้าแซ่ฟาง เป็นเพียงผู้สันโดษในโลกหล้า"
อีกฝ่ายแนะนำตัวเช่นกัน "ข้าชื่อ เซี่ยกวางอัน จากเมืองไหวเฟิง หรือที่รู้จักกันในชื่อ เฒ่าเซี่ยแห่งไหวเฟิง เรื่องประหลาดที่บ้านตระกูลผาง ข้าพอได้ยินมาบ้าง แต่ไม่ทราบว่าทำไมคุณชายฟางถึงสนใจเรื่องนี้?"
"แค่สงสัยใคร่รู้เท่านั้น"
พยักหน้าเล็กน้อย เซี่ยกวางอันยิ้ม "ก็ดีแล้ว อย่าไปยุ่งกับเรื่องนี้มากนัก ในความคิดของข้า มันก็แค่ผลกรรมที่นายท่านผางสมควรได้รับ"
"ผลกรรมที่สมควรได้รับ?" ฟางฉางเขี่ยเส้นบะหมี่ในชาม แปลกใจเล็กน้อย
"ใช่ ข้าไม่ใช่คนแถวนี้ ไม่ต้องกลัวอิทธิพลบ้านตระกูลผางเหมือนคนเมืองหูเฉียว ข้าได้ยินจากเพื่อนว่านายท่านผางผู้นี้ทำตัวอวดเบ่ง ใช้วิธีการโหดร้ายทารุณ เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งฆ่าล้างครัวไปครอบครัวหนึ่ง"
ได้ยินคำพูดของเซี่ยกวางอัน ฟางฉางหยุดตะเกียบ "ฆ่าล้างครัว? เพราะเหตุใด?"
"เล่ากันว่าครอบครัวนั้นมีที่ดินดีๆ อยู่สองแปลง นายท่านผางอยากได้ แต่ครอบครัวนั้นทำมาหากินอยู่บนที่ดินผืนนั้น จึงยืนกรานไม่ขาย จากนั้นไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด หัวหน้าครอบครัวก็ถูกมือปราบเมืองหูเฉียวจับตัวไป ครอบครัวแตกกระสานซ่านเซ็น ที่ดินดีๆ สองแปลงนั้นก็ตกเป็นของนายท่านผางโดยปริยาย"
"ทางการไม่เข้ามาจัดการเลยหรือ? ครอบครัวนั้นไม่ได้ไปร้องเรียนหรือ?"
"เบื้องหลังมือปราบ ว่ากันว่ามีเสมียนจากที่ว่าการอำเภอหนุนหลังอยู่ เมืองหูเฉียวนี้ตั้งอยู่บนทำเลที่สะดวกต่อการเดินทางไปเมืองไหวเฟิงและเมืองหลงอัน แต่การเดินทางไปที่ว่าการเมืองหนิงเหอที่ดูแลพื้นที่นี้กลับไม่สะดวกเอาเสียเลย"
"แล้วไปร้องเรียนจะได้อะไรขึ้นมา? สุดท้ายก็เจอพวกเสมียนรับเรื่องอยู่ดี เรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดขึ้น เมื่อก่อนบางคนก็ถูกเนรเทศ บางคนก็ถูกจองจำจนพิการ สุดท้ายก็สูญเสียทุกอย่าง ทั้งคนทั้งทรัพย์สิน เฮ้อ..."
เป็นเรื่องราวที่ซ้ำซากจำเจ แต่สำหรับผู้ประสบเหตุ มันคือหายนะอย่างแท้จริง
เซี่ยกวางอันคนบะหมี่ในชามแล้วเล่าต่อ:
"แต่ทว่า ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นบ่อยครั้งที่บ้านนายท่านผาง บางครั้งข้าวของเครื่องใช้ในบ้านก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย แล้วไปโผล่ในที่แปลกๆ บางครั้งคนรับใช้ในบ้านก็ถูกทำร้ายจนล้มคว่ำ แล้วไปพบอยู่บนหลังคาบ้าง ในคูน้ำบ้าง"
"ด้วยเหตุนี้ นายท่านผางจึงร้อนใจจนต้องทุ่มเงินมหาศาลจ้างยอดฝีมือจากในเมืองมาจัดการ แต่พอยอดฝีมือมาถึง ต่างก็บอกว่าเรื่องนี้ยากจะแก้ไข เพราะหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ ทำได้แค่ทำพิธีปัดรังควานพอเป็นพิธีแล้วก็กลับไป หลังจากนั้นเรื่องประหลาดก็ยังคงเกิดขึ้น ชาวบ้านต่างซุบซิบกันว่าเป็นเพราะเวรกรรมตามทัน"