- หน้าแรก
- สุนัขเฝ้าประตูยังอยู่ขั้นจักรพรรดิ นี่หรือสำนักตกอับ?
- บทที่ 33 - ดูท่าทางพวกเจ้าแล้ว ลำบากยิ่งกว่าการขับถ่ายเสียอีก
บทที่ 33 - ดูท่าทางพวกเจ้าแล้ว ลำบากยิ่งกว่าการขับถ่ายเสียอีก
บทที่ 33 - ดูท่าทางพวกเจ้าแล้ว ลำบากยิ่งกว่าการขับถ่ายเสียอีก
บทที่ 33 - ดูท่าทางพวกเจ้าแล้ว ลำบากยิ่งกว่าการขับถ่ายเสียอีก
ในขณะเดียวกัน คนทั้งหนึ่งร้อยคนที่เข้าสู่โพรงวิญญาณไร้ลักษณ์ โดยพื้นฐานแล้วต่างก็ได้รับจานหยกที่เหมือนกันคนละหนึ่งชิ้น
แน่นอน ก็มีผู้โชคร้ายอยู่หนึ่งหรือสองคนที่ตายคาที่ทันที แม้แต่การทดสอบด่านแรกก็ยังไม่ผ่านพ้นไป
อวี๋เจี้ยนลองนับจุดแสงบนจานหยกดู ก็พบว่ามีจุดแสงสีเขียวเก้าจุด และในขณะเดียวกันก็มีจุดแสงสีขาวอีกหนึ่งจุด
“สีเขียว... หรือว่าจะเป็นเหล่าศิษย์น้อง? ส่วนสีขาวคือตัวข้าเอง?”
“เช่นนั้น ควรรวมกลุ่มกับทุกคนก่อน อย่างน้อยก็ปลอดภัยกว่า”
อวี๋เจี้ยนกำจานหยกไว้แน่น สายตาจับจ้องไปยังจุดแสงสีเขียวที่อยู่ใกล้ที่สุด
ร่างพลันเคลื่อนไหว พุ่งทะยานไปยังทิศทางของจุดแสงนั้น
เมื่อตัวเขาเคลื่อนไหว จุดแสงสีขาวบนจานหยกก็เริ่มเคลื่อนที่ตามไปด้วย นี่จึงเป็นการยืนยันข้อสันนิษฐานของอวี๋เจี้ยน
“จะแสดงผลเฉพาะคนฝ่ายเดียวกันเท่านั้น ยังคงต้องระมัดระวัง!”
ทว่า อวี๋เจี้ยนเพิ่งจะวิ่งไปได้เพียงไม่กี่ร้อยจั้งพื้นดินก็พลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
“ครืนนน!!!”
ทันใดนั้น อวี๋เจี้ยนก็พบว่าทิวทัศน์เบื้องหน้าเริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่าประหลาด!
ยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปราวกับมีชีวิต มันบิดตัวเปลี่ยนตำแหน่ง! ภูมิทัศน์ที่คุ้นเคยเมื่อครู่ พลันเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงในพริบตา!
อวี๋เจี้ยนรีบหยุดฝีเท้า จ้องมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
ในขณะนั้นเอง เขากลับมองเห็นหลินเซวียน!
พลันเห็นหลินเซวียนกำลังหลับตาทั้งสองข้าง นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าประตูอารามแห่งหนึ่ง ที่น่าประหลาดคือ หลินเซวียนและอารามแห่งนั้นกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่น่าตกใจยิ่งนัก
“ศิษย์น้อง!” อวี๋เจี้ยนตะโกนเสียงดัง
ทว่า หลินเซวียนกลับราวกับไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยแม้แต่น้อย ชั่วพริบตา ทั้งสองก็เคลื่อนผ่านกันไป หลินเซวียนและอารามแห่งนั้นหายลับไปจากสายตาของอวี๋เจี้ยน
รอจนกระทั่งรอบข้างกลับสู่ความสงบ อวี๋เจี้ยนจึงรีบตรวจสอบจานหยกในมือ
พอมองดูเท่านั้น อวี๋เจี้ยนก็พบว่าตำแหน่งของสหายร่วมสำนักล้วนกระจัดกระจายไปหมด!
บนจานหยกแสดงให้เห็นว่ามีจุดสีเขียวสามจุดรวมกลุ่มกันอยู่ ส่วนตัวเขาเองกลับถูกส่งมายังสถานที่ที่ห่างไกลออกไปยิ่งกว่าเดิม
“ตอนนี้ข้าอยู่ที่มุมตะวันตกเฉียงใต้สุด...”
อวี๋เจี้ยนจ้องมองจานหยก พึมพำกับตนเอง “จากทิศทางที่ศิษย์น้องเคลื่อนที่ไปเมื่อครู่ นางน่าจะอยู่ที่ตำแหน่งนี้”
พูดพลาง นิ้วของเขาก็จิ้มลงไปที่ตำแหน่งกึ่งกลางของจานหยก
“เฮ้อ! ทุกคนอยู่ไกลจากข้ามาก!”
อวี๋เจี้ยนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง พลางเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งศูนย์กลาง พลางเริ่มค้นหาวาสนาในบริเวณโดยรอบ
......
ภายในโพรงวิญญาณไร้ลักษณ์
ถังลิ่วยืนกอดอก มองดูถ้ำแก่นเซียนเบื้องหน้าที่ถูกม่านพลังสีทองอ่อนๆ ปกคลุมไว้ด้วยสายตาเย็นชา
ภายในถ้ำมีแสงมงคลสาดส่องออกมา มองปราดเดียวก็รู้ว่ามีสมบัติล้ำค่าซ่อนอยู่ภายใน
เจ้าทึ่มน้อยนั่งยองๆ อยู่ข้างๆ ใช้นิ้วยิงพลังโจมตีสายหนึ่งเข้าใส่มานพลัง ม่านพลังกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังสะท้อนกลับจนนิ้วของนางรู้สึกชา
นางร้อง "โอ๊ย" ออกมาคำหนึ่งแล้วรีบชักมือกลับ พึมพำว่า: “ศิษย์พี่ แข็งมากเลย...”
ศิษย์ฝ่ายนอกที่อยู่ข้างๆ เกาศีรษะ เสนอขึ้นว่า: “หรือว่าพวกเราจะลองรวมพลังกันดู?”
จุดแสงสีเขียวสามจุดที่รวมกลุ่มกันบนจานหยก ก็คือถังลิ่วและคนทั้งสองนี่เอง
ถังลิ่วไม่พูดอันใด เพียงแค่หยิบฉมวกสามง่ามสีดำทะมึนของเขาออกมาจากแหวน
ในขณะนั้นเอง พลันมีเสียงหัวเราะอันโอหังดังมาจากแดนไกล!
“ฮ่าๆๆ เจ้าพวกไร้ค่าก็คู่ควรที่จะแตะต้องถ้ำแก่นเซียนสมบัติแห่งนี้ด้วยรึ?”
ศิษย์นิกายเพลิงผลาญสวรรค์หกคนเดินก้าวยาวๆ เข้ามา คนที่เป็นผู้นำมีใบหน้าหยิ่งผยอง สายตากวาดมองถังลิ่วทั้งสามคนอย่างดูแคลน พลางหัวเราะเยาะ:
“นิกายเมฆาสวรรค์ ? ฮ่าๆๆ!”
“สำนักเล็กๆ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อเช่นนี้ ถึงกับได้รับสิทธิ์จากราชวงศ์ด้วยรึ?”
“หากยังรู้ความ ก็รีบไสหัวไปให้ไกล มิเช่นนั้นอย่าหาว่าพวกเราไม่เกรงใจ!”
เจ้าทึ่มน้อยโกรธจนแก้มป่อง ถังลิ่วกลับค่อยๆ ยกฉมวกสามง่ามขึ้นช้าๆ แววตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง
“ศิษย์พี่! อย่าเพิ่งวู่วาม!”
เจ้าทึ่มน้อยรีบดึงแขนเสื้อเขาไว้ กระซิบเสียงเบา: “ให้พวกมันลองดูก่อน อย่างไรเสียพวกมันก็ทำลายม่านพลังไม่ได้อยู่แล้ว...”
ถังลิ่วเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ในที่สุดก็ยอมลดฉมวกสามง่ามลง แต่แววตาก็ยังคงเย็นชาน่าสะพรึงกลัว
ศิษย์นิกายเพลิงผลาญสวรรค์ทั้งหกคนเห็นถังลิ่วทั้งสามคนถอยออกไป ก็นึกว่าพวกเขาหวาดกลัว จึงยิ่งได้ใจเหิมเกริมมากขึ้น
“ข้าจะให้พวกเจ้าขยะสามตัวได้เห็น ว่าอันใดคือความแข็งแกร่งที่แท้จริง!”
ศิษย์ในชุดคลุมสีแดงเพลิงผู้เป็นหัวหน้าแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม พลังลูกบอลเพลิงอันร้อนแรงรวมตัวขึ้นที่ฝ่ามือ แล้วซัดเข้าใส่มานพลังอย่างแรง!
“บึ้ม!”
ลูกบอลเพลิงระเบิดออก สะเก็ดไฟกระจายไปทั่วทิศ ม่านพลังกลับไม่ไหวติงแม้แต่น้อย แม้แต่ระลอกคลื่นก็ยังไม่ปรากฏ
ศิษย์ชุดคลุมแดงสีหน้าเคร่งขรึมลง กล่าวเสียงเข้ม:
“ฮึ่ม! ม่านพลังนี้เปราะบางยิ่งนัก ข้าผู้เป็นคุณชายเพียงแค่ยังไม่ได้ใช้พลังเต็มที่เท่านั้น!”
“ข้าจะลองอีกครั้ง!”
สิ้นคำ พลังปราณที่ฝ่ามือก็รวมตัวขึ้นอีกครั้ง รัศมีทั่วร่างพลันทะยานสูงขึ้น เผยพลังยุทธ์ขอบเขตห้วงธาราขั้นแปดออกมาจนหมดสิ้น!
“บึ้ม!!!”
แผ่นดินใต้เท้าของคนทั้งหลายถึงกับสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากการโจมตีครั้งนี้
แต่พอมองดูม่านพลังนั่นอีกครั้ง กลับปรากฏเพียงระลอกคลื่นไหววูบหนึ่งเท่านั้น!
ศิษย์ชุดคลุมแดงลอบกล่าวในใจ: ม่านพลังนี้มีบางอย่างผิดปกติ!
จึงหันไปพูดกับคนข้างๆ ว่า:
“ม่านพลังนี้ ถูกข้าโจมตีจนใกล้จะแตกสลายเต็มทีแล้ว!”
“พวกเจ้าที่เหลือ ผลัดกันเข้าไปโจมตี จะต้องทำลายม่านพลังนี้ให้ข้าผู้เป็นคุณชายให้ได้!”
ทั้งห้าคนสบตากัน แล้วจึงลงมือพร้อมกัน ระดมวิชายุทธ์ออกไปอย่างบ้าคลั่ง!
“ฮ่า! สามพันเพลิงเคลื่อน!”
“กงล้อเพลิงวายุไร้เทียมทาน!”
“พลังเทพเก้าอัคคี!”
“...”
ทั้งห้าคนโจมตีต่อเนื่องอยู่ครึ่งถ้วยชา ตลอดเวลานั้น พลังปราณอันร้อนแรงถูกปลดปล่อยออกมาอย่างบ้าคลั่ง คลื่นเพลิงม้วนตลบ ลมร้อนพัดกวาดไปทั่วบริเวณ แม้แต่พื้นดินก็ยังถูกเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโก
ทว่า ม่านพลังสีทองอ่อนๆ นั่น กลับยังคงมั่นคงดุจขุนเขา มิหนำซ้ำยังสะท้อนพลังอันไร้ลักษณ์สายหนึ่งออกมา จนแขนของศิษย์นิกายเพลิงผลาญสวรรค์ทั้งหกคนรู้สึกชา ต้องถอยหลังไปหลายก้าวติดต่อกัน
ศิษย์ชุดคลุมแดงเหลือบมองถังลิ่วทั้งสามคน ในใจพลันมีแผนการ
“พวกเจ้าสามคน! มานี่!”
ถังลิ่วมองม่านพลังที่ไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย มุมปากพลันปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ไร้ค่า”
เขาพ่นสองคำนี้ออกมาเบาๆ แล้วก้าวเดินออกไป
ศิษย์นิกายเพลิงผลาญสวรรค์เห็นดังนั้น ก็ถลึงตามองอย่างโกรธเกรี้ยว: “เจ้าอยากตายนักหรือไร?”
“รีบมาโจมตีม่านพลังให้ข้า! หากทำลายมันไม่ได้ ก็มีแต่ความตายสถานเดียว!”
ถังลิ่วหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา ฉมวกสามง่ามสีดำทะมึนในมือหมุนวนเล็กน้อย พลังปราณในร่างพลั่งพรูราวกับคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าไปยังปลายฉมวก ปรากฏพลังโลหิตสีทองเข้มสายหนึ่งไหลเวียนอยู่บนฉมวกอย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้น แววตาของเขาก็พลันแข็งกร้าว ฉมวกสามง่ามแทงออกไปอย่างแรง!
“ฉึก!”
ในจังหวะที่ปลายฉมวกสัมผัสกับม่านพลัง ม่านแสงสีทองอ่อนๆ นั่นก็พลันฉีกขาดราวกับกระดาษบางๆ รอยแตกขยายตัวออกไปด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ในที่สุดก็ “เผละ” แตกสลายโดยสิ้นเชิง กลายเป็นจุดแสงนับไม่ถ้วนลอยละล่องหายไปในอากาศ
ศิษย์นิกายเพลิงผลาญสวรรค์ทั้งหกคนยืนอ้าปากค้าง
“นี่... นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?!”
ถังลิ่วเก็บฉมวกกลับมายืนนิ่ง กวาดตามองพวกเขาอย่างเย็นชา: “ของสิ่งนี้ มันทำลายยากนักหรือ?”
“ดูท่าทางพวกเจ้าแล้ว รู้สึกว่าลำบากยิ่งกว่าการขับถ่ายเสียอีก!”
สีหน้าของศิษย์ชุดคลุมแดงแปรเปลี่ยนไปมา ทันใดนั้นก็แสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม ส่งกระแสจิตไปหาอีกห้าคนที่เหลือ:
“คนผู้นี้มีพลังยุทธ์สูงส่ง แต่พวกมันมีกันแค่สามคน!”
“แยกคนสามคนไปถ่วงเวลาเจ้าคนที่ถือฉมวกนั่นไว้! อีกสองคนไปจัดการอีกสองตัวที่เหลือ! ข้าจะเข้าไปในถ้ำแก่นเซียนเพื่อเอาสมบัติ!”
พูดจบ ศิษย์ชุดคลุมแดงก็พุ่งร่างเข้าไปในถ้ำแก่นเซียนทันที
หลังจากได้รับคำสั่ง ทั้งห้าคนก็พลันจู่โจมในบัดดล วิชายุทธ์สาดซัดเข้ามาอย่างครอบคลุมฟ้าดิน!
“มังกรเพลิงคำราม!”
“กรงขังเพลิงแดง!”
“เพลิงเผาผลาญฟ้าดิน!”
แววตาของถังลิ่วพลันเย็นเยียบ ฉมวกสามง่ามตวัดกวาดออกไป ปราณสีดำทะมึนอันเฉียบคมสายหนึ่งฟาดฟันออกไปราวกับจันทร์เสี้ยว ทำลายวิชายุทธ์สายเพลิงทั้งสามสายในทันที
แต่ฝ่ายนิกายเพลิงผลาญสวรรค์มีคนมากกว่า สามคนพุ่งเข้าพันธนาการถังลิ่วไว้โดยตรง ส่วนอีกสองคนก็พุ่งตรงเข้าหาเจ้าทึ่มน้อยและศิษย์ฝ่ายนอกคนนั้น!
แม้ว่าเจ้าทึ่มน้อยและศิษย์ฝ่ายในฝ่ายนอกคนอื่นๆ จะผ่านการฝึกฝนสุดโหดมาเมื่อเร็วๆ นี้ แต่ก็ยังคงมีช่องว่างห่างจากศิษย์สายตรงทั้งสามคนอยู่มาก
ในตอนนี้ เจ้าทึ่มน้อยมีพลังยุทธ์เพียงแค่รวบรวมปราณขั้นสูงสุดเท่านั้น
ส่วนศิษย์ฝ่ายนอกคนนั้น พลังยุทธ์ยิ่งต่ำต้อยกว่า มีเพียงแค่รวบรวมปราณขั้นหก