เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 ให้ตีกันให้จบก่อนสิ

บทที่ 25 ให้ตีกันให้จบก่อนสิ

บทที่ 25 ให้ตีกันให้จบก่อนสิ


บทที่ 25 ให้ตีกันให้จบก่อนสิ

"เจ้ากล้าดียังไงมาถามคำถามพรรค์นี้?"

หมัดตรงพุ่งสวนมาดั่งลูกธนู!

ข้อความแจ้งเตือนในหัวของหลี่เสวียนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า 'หมัดทหารตระกูลหวัง' ของหวังซูเยว่นั้นเป็นของแท้แน่นอนเพียงใด

แต่ทว่า... กระบวนท่าหมัดยังไม่ทันจะจบดี ขันทีอินก็นำคนมาแยกทั้งสองออกจากกัน แล้วลากตัวแยกย้ายกันไปคนละทาง

"โธ่เอ๊ย น่าเสียดายชะมัด!"

หลี่เสวียนโมโหจนลุกขึ้นยืน ทุบอกชกตัว กระทืบเท้าเร่าๆ ด้วยความขัดใจ เกาหัวเกาหูเดินวนไปวนมาเหมือนลิงน้อยขนฟู

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะข้อมูลในหัวของเขายังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

【หมัดทหารตระกูลหวัง (ไม่สมบูรณ์) : 0%】

นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เสวียนเจอกับวิชาที่ไม่สมบูรณ์ และเป็นครั้งแรกที่ค่าความก้าวหน้าเริ่มต้นที่ศูนย์

เขารีบทบทวนกระบวนท่าในหัว ก็พบว่ามีเพียงสองท่าครึ่งที่หวังซูเยว่เพิ่งแสดงออกมาเมื่อครู่นี้เท่านั้น

สถานการณ์เช่นนี้ เขาคงไม่สามารถฝึกฝนและเพิ่มค่าความก้าวหน้าได้ด้วยตัวเองแน่

"เจ้าพวกขันทีบ้านี่ ชอบแส่เรื่องชาวบ้านจริงๆ"

"แมวไม่เดือดร้อน แต่ขันทีดันเดือดร้อนแทนเสียนี่"

"แม่นางเหลียงฉู่ฉู่คนนั้นก็ดูถึกทนดีออก ชัดเจนว่ายังรับหมัดได้อีกตั้งหลายที..."

หลี่เสวียนกำลังบ่นพึมพำ "เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว" อยู่เพลินๆ ก็บังเอิญหันไปเห็นหญิงสาวนางหนึ่งที่ใบหน้าบวมปูดเป็นหัวหมูถูกหามออกไป

พอดูเสื้อผ้าแล้วก็รู้สึกคุ้นตาชอบกล

ทำเอาหลี่เสวียนเงียบกริบไปพักใหญ่ แต่แล้วก็ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ

"ช่างเถอะ อย่างร้ายสุดก็แค่รอโอกาสหน้า เดี๋ยวก็คงเรียนจบเองแหละ"

หลี่เสวียนไม่ได้รู้สึกว่าความคิดของตัวเองมีอะไรผิดปกติ

"กลัวแต่ว่าหวังซูเยว่จะมีนิสัยชอบใช้ท่าเปิดเดิมๆ น่ะสิ ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าก็คงไม่ได้เห็นท่าหลังๆ เลยหรือเปล่า?"

"จะมีวิธีไหนทำให้เหลียงฉู่ฉู่แข็งแกร่งขึ้น ทนมือทนตีนได้มากกว่านี้ไหมนะ?"

ช่วยไม่ได้จริงๆ หลี่เสวียนมีความกระหายใคร่รู้และอยากพัฒนาตัวเองมากเกินไป

เรื่องบางเรื่อง...

หากคนเราอยากจะทำ ก็มักจะหาหนทางจนได้

แต่หากไม่อยากทำ ก็มักจะหาข้ออ้างได้เสมอ

และตอนนี้หลี่เสวียนกำลังขบคิดหาวิธีการที่เป็นไปได้อย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม

อยู่ดีๆ เหลียงฉู่ฉู่ที่นอนหมดสติอยู่บนเปลหามก็ตัวสั่นเทิ้มขึ้นมา ทำเอานางกำนัลที่แบกหามสะดุ้งโหยง

เรื่องวุ่นวายจบลงเพียงเท่านี้ เมื่อไม่มีเรื่องสนุกให้ดู คนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปทำธุระของตน

เหล่าพระสนมที่เพิ่งทานมื้อเที่ยงไปได้ครึ่งเดียว ก็ยังคงนำเหตุการณ์เมื่อครู่มาเป็นหัวข้อสนทนาหลังอาหาร

"เหลียงฉู่ฉู่นางเสียสติไปแล้วจริงๆ กล้าไปท้าตีท้าต่อยกับหวังซูเยว่ ลำพังแค่แรงควายบวกกับวิชาวรยุทธ์ประจำตระกูลของนาง พวกเราสนมทั้งวังรวมกันยังสู้หวังซูเยว่คนเดียวไม่ได้เลย"

"นั่นสิ เหลียงฉู่ฉู่คนนี้ดูภายนอกเหมือนจะฉลาด แต่ทั้งสมองและร่างกายกลับไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย"

"อุตส่าห์ได้ตำแหน่งไฉเหรินแล้วแท้ๆ แทนที่จะเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมในวัง กลับไปต่อยตีกับลูกสาวแม่ทัพอย่างเอาเป็นเอาตาย"

"ได้ยินว่าท่านราชเลขาธิการเป็นผู้คงแก่เรียนรอบรู้กว้างขวาง ไฉนถึงมีลูกสาวโง่เขลาเบาปัญญาเช่นนี้ได้?"

"จุ๊ๆ พูดจาแบบนี้ต่อหน้าธารกำนัลได้อย่างไรกัน รู้กันอยู่แค่ในใจก็พอแล้ว"

"ฮึๆๆ..."

แต่ละคนพูดจากันราวกับเป็นเรื่องจริง โชคดีที่เหลียงฉู่ฉู่ถูกหามออกไปในสภาพหมดสติ ไม่อย่างนั้นนางคงได้เป็นลมล้มพับไปอีกรอบแน่

ฟันขาวปากแดงเหล่านี้ช่างไร้ความปรานีเสียจริง

หลี่เสวียนกำลังนั่งเหม่ออยู่บนกำแพง ครุ่นคิดหาวิธีการที่จะทำให้วิชา 'หมัดทหาร' สมบูรณ์ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็พบว่าลานบ้านที่เคยคึกคักเมื่อครู่กลับเงียบสงบลงแล้ว

เคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งกล่าวไว้ว่า ความสุขที่สุดในชีวิตคือการได้ดูผู้หญิงตบตีกัน ตอนนั้นหลี่เสวียนยังเด็กนัก ไม่เข้าใจถึงความงามอันลึกซึ้งนั้น

แต่ตอนนี้ เมื่อหวนนึกถึงฉากเมื่อครู่อย่างละเอียด มันช่างงดงามตระการตาจริงๆ

โดยเฉพาะความงดงามทางศิลปะอันขาวผ่องนวลเนียนที่กระแทกตา กระแทกใจ จนเก็บไปฝันหวาน วิญญาณล่องลอย

จิตใจว้าวุ่น วิญญาณล่องลอยในความฝัน

ขณะที่หลี่เสวียนกำลังดื่มด่ำกับห้วงอารมณ์ ก็เหลือบไปเห็นแผ่นหลังที่คุ้นเคยในลานบ้าน

"หือ นั่นมันเจ้าหนูเติ้งไม่ใช่รึ?"

"ไม่เจอกันคืนเดียว ได้ใส่ชุดเหลืองแล้วหรือนี่?"

ในลานบ้าน เติ้งเว่ยเซียนในชุดสีเหลืองเดินมาพร้อมกับขันทีน้อยอีกคนที่ดูมีเนื้อมีหนังหน่อย

ทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน สวมชุดสีเหลืองเหมือนกัน และมีคำว่า "เด็กใหม่" แปะหราอยู่บนหน้าผากเหมือนกัน

คนนำทางคือขันทีชุดเหลืองอีกคน อายุราวๆ ยี่สิบปี ท่าทางเจนจัด ดูเหมือนกำลังพาพวกเขาเดินชมรอบๆ ตำหนักเหยียนชวี

"นี่คือโถงหน้า เป็นที่พำนักของเหล่าพระสนม ปกติพวกเจ้าห้ามทะเล่อทะล่าเข้ามาโดยไม่มีเหตุจำเป็น ต้องรักษากฎระเบียบอย่างเคร่งครัด"

"เดี๋ยวข้าจะพาไปดูที่พักของพวกเจ้าด้านหลัง แล้วค่อยไปรายงานตัวกับขันทีอิน"

ตลอดทาง เติ้งเว่ยเซียนก้มหน้าเดินตามเงียบๆ พยักหน้ารับรู้เป็นระยะ พูดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

แต่สหายข้างกายเขากลับต่างออกไป ใบหน้ากลมป้อมทำให้ดูเด็กกว่าวัย พอมาอยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกตา ก็คอยชะเง้อมองซ้ายมองขวาเหมือนเด็กขี้สงสัย

ระหว่างทาง บังเอิญเดินสวนกับพระสนมไฉเหรินที่สวมอาภรณ์บางเบา เติ้งเว่ยเซียนยังคงก้มหน้า แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น

ทว่าขันทีน้อยแก้มยุ้ยกลับจ้องตาค้าง ใบหน้าแดงซ่าน ทำตัวไม่ถูก

สีหน้าที่อยากมองแต่ก็เขินอาย แต่ถ้าไม่มองก็กลัวจะเสียดายนั้น... ช่างดูอ่อนต่อโลกเสียจริง

ไฉเหรินนางนั้นนึกขำ ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักแล้วเดินจากไป

"เสี่ยวจั๋ว จื่อ ทำไมไม่ควักลูกตาออกมาแปะไว้เลยล่ะ?"

ขันทีผู้นำทางถามเสียงเหี้ยมเกรียม

ในวังหลวงแห่งนี้ การเรียกชื่อบ่าวไพร่ก็เอาที่เรียกง่ายเข้าว่า

ชื่อจริงของเสี่ยวจั๋วจื่อคือจั๋วฟาน แต่จะเรียกว่า "เสี่ยวฟานจื่อ" ก็ฟังดูไม่เข้าท่า เลยกลายเป็นเสี่ยวจั๋วจื่อไป

'เสี่ยวเติ้งจื่อ' ของเติ้งเว่ยเซียนก็ใช้หลักการเดียวกัน

เสี่ยวจั๋วจื่อที่ยังคงมองตามหลังไฉเหรินตาละห้อย สะดุ้งโหยงกับคำพูดนั้น รีบก้มหัวปลกๆ ตอบเสียงสั่น "ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิต! เสี่ยวจั๋วจื่อสำนึกผิดแล้ว จะไม่กล้าทำอีกแล้วขอรับ!"

เห็นเสี่ยวจั๋วจื่อตัวสั่นงันงก ขวัญหนีดีฝ่อแค่เพราะโดนขู่นิดหน่อย ขันทีผู้นำทางก็รู้สึกหมดสนุก

"ในเมื่อของสำคัญหายไปแล้ว ก็ทำตัวให้มันเรียบร้อยหน่อย"

ขันทีผู้นำทางเตือนเสียงเข้ม ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เสี่ยวจั๋วจื่อ แล้วยื่นมือไปบิดเนื้ออ่อนๆ ที่ต้นแขนอย่างแรง

"ไม่อย่างนั้น สิ่งที่จะหายไปเป็นรายต่อไปจะเป็นหัวเล็กๆ ของเจ้า"

เสี่ยวจั๋วจื่อเจ็บจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก แต่ไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมา

"วันนี้ข้าจะยอมเหนื่อยสั่งสอนเจ้าสักหน่อย วันหน้าวันหลังให้ดูอย่างเสี่ยวเติ้งจื่อเป็นตัวอย่าง ไม่อย่างนั้นทำตัวเองเดือดร้อนยังพอว่า แต่ถ้าพาลทำให้คนอื่นพลอยซวยไปด้วย มันจะเป็นบาปกรรม"

"เข้าใจหรือยัง?"

เสี่ยวจั๋วจื่อพยักหน้าหงึกหงักไม่หยุด กลัวว่าถ้าอ้าปากจะเผลอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

ขันทีในวังช่ำชองเรื่องการลงโทษให้เจ็บปวดที่สุดโดยใช้แรงน้อยที่สุดเป็นอย่างดี

เพียงครู่เดียว หน้าผากของเสี่ยวจั๋วจื่อก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อจากความเจ็บปวด

เมื่อเห็นเสี่ยวจั๋วจื่อสงบเสงี่ยมลงแล้ว ขันทีผู้นำทางก็บิดเนื้อส่งท้ายอีกทีแรงๆ ก่อนจะยอมปล่อยมืออย่างเสียดาย

"ตามมา แล้วก็อย่ามองซ้ายมองขวาอีก"

หลี่เสวียนมองดูฉากนี้จากระยะไกล อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าและถอนหายใจ

"เป็นขันทีก็ไม่ง่ายเหมือนกันแฮะ"

ลำดับชั้นในวังนั้นเข้มงวด กดขี่กันเป็นทอดๆ

นางกำนัลและขันทีจะไม่คับแค้นใจได้อย่างไร? เพียงแต่ความคับแค้นนี้ถูกส่งต่อกันมาเป็นชั้นๆ

คนที่อยู่ล่างสุดทำได้เพียงอดทน กล้ำกลืนความคับแค้นนั้นลงท้องไป

เมื่อคืน 'พ่อบุญธรรม' ของเติ้งเว่ยเซียนบอกว่าจัดการเรื่องหน้าที่ให้แล้ว ไม่นึกว่าจะถูกส่งมาที่ตำหนักเหยียนชวี

เติ้งเว่ยเซียนและสหายถูกพาไปยังห้องพักในเรือนหลัง จากนี้ไปที่นี่จะเป็นที่ซุกหัวนอนของพวกเขา

หลี่เสวียนแอบตามมาตลอดทาง แล้วก็พบว่า... บังเอิญจริงๆ มันคือลานบ้านที่คุ้นเคยแห่งนี้นี่เอง

จบบทที่ บทที่ 25 ให้ตีกันให้จบก่อนสิ

คัดลอกลิงก์แล้ว