เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 - การรับมือ

บทที่ 35 - การรับมือ

บทที่ 35 - การรับมือ


บทที่ 35 - การรับมือ

หลี่ชิงเซียวหยิ่งผยองเกินไปแล้วหรือ?

แน่นอนว่ามิใช่ ตระกูลเจิ้งจะต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้อยู่ในความคาดหมายอยู่แล้ว แต่ปฏิกิริยาของตระกูลเจิ้งจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ กระทั่งร่วมมือกับสองตระกูลหวังและจางแห่งเมืองหุบเขาอสูรเพื่อมาจัดการกับตระกูลหลี่ นี่มันเหนือความคาดหมายของเขาไปแล้ว

นอกจากนี้ การที่หลี่ชิงเซียวไม่ได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้อันใดออกมา ก็มีสาเหตุอยู่สองประการ: ประการแรก เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้ตื่นตระหนกตกใจไปก็ไร้ประโยชน์ วางแผนให้ดี ว่าจะต้านทานอย่างไรต่างหากคือเรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ ประการที่สอง จางอวี่มีพลังฝีมือเพียงระดับฝึกปราณขั้นที่ห้า จะสามารถหนีออกมาได้โดยที่คนในตระกูลจางทั้งหมดไม่รู้ตัวได้อย่างไร? ดังนั้นหลี่ชิงเซียวจึงคาดเดาว่า เกรงว่าลูกพี่ลูกน้องคงจะถูกคนติดตามมานานแล้ว และอีกฝ่ายในตอนนี้ก็อาจจะซ่อนตัวอยู่ในเมืองป่ามรกตคอยจับตาดูพวกเขาอยู่ การแสดงปฏิกิริยาที่มากเกินไปก็จะยิ่งเผยพิรุธออกมา การไม่ขยับเขยื้อนทำอะไรเลยต่างหากจึงจะทำให้คนอื่นมองไม่ทะลุถึงความจริงเท็จ

หลังจากส่งลูกพี่ลูกน้องกลับไปแล้ว วันต่อมา หลี่ชิงเซียวก็รีบเรียกประชุมคนในตระกูลทันที รวมถึงท่านอาสองหลี่จินเฉิงที่กำลังอยู่เวรที่ภูเขาหยกสวรรค์ ก็ถูกเขาเรียกกลับมาด้วย

นอกจากบรรพชนหลี่เย่าเหวินที่ไม่อยู่แล้ว คนในตระกูลทั้งหมดต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่หอประชุมตระกูล ประกอบกับสองพี่น้องตระกูลเฉียว และหลิวอวี้เอ๋อร์ เฉินเซียนถัง ผู้คนที่มาถึงสถานที่รวมกันทั้งหมดทั้งสิ้นมีสิบหกคน

นอกจากหลิวอวี้เอ๋อร์ที่เพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกตนได้เพียงเจ็ดปี ยังคงหยุดอยู่ที่ระดับฝึกปราณขั้นต้นแล้ว คนในตระกูลหลี่คนอื่นๆ อย่างต่ำก็มีพลังฝีมือถึงระดับฝึกปราณขั้นที่ห้าแล้ว

คนในตระกูลที่มีพลังฝีมือระดับฝึกปราณขั้นสูง ยิ่งมีมากถึงหกคน ท่านอาสอง ท่านอาสาม ท่านอาสี่ท่านอาสะใภ้สี่ และสองพี่น้องตระกูลเฉียว ประกอบกับตนเอง ก็คือเจ็ดผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณขั้นสูง

พลังวิญญาณทั่วร่างของหลี่ชิงเจี๋ยกำลังปั่นป่วน เห็นได้ชัดว่าโอกาสในการทะลวงผ่านด่านกำลังจะมาถึงแล้ว อีกไม่นานก็จะสามารถทะลวงสู่ระดับฝึกปราณขั้นที่เจ็ด กลายเป็นผู้ฝึกตนขั้นสูงคนต่อไปได้

ทุกคนในยามปกติส่วนใหญ่ต่างก็มีหน้าที่การงานในตระกูลที่ต้องรับผิดชอบ ประกอบกับช่วงนี้ทรัพยากรในการฝึกตนที่จัดสรรให้พวกเขาก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้มีเวลาว่างส่วนใหญ่ก็จะใช้ไปกับการฝึกตน โอกาสที่จะได้พบหน้ากันจึงมีไม่มากนัก บัดนี้เมื่อมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตา ยังไม่ทันที่หลี่ชิงเซียวจะเอ่ยปาก ก็ต่างพากันทักทายพูดคุยกันเสียก่อน

"ชิงเจี๋ย เจ้าก็ใกล้จะทะลวงผ่านด่านแล้วสินะ เจ้าหนู เกือบจะทันพี่รองแล้ว"

"เฮะๆ พี่ใหญ่ท่านก็ไม่เลว ระดับฝึกปราณขั้นที่ห้าแล้ว"

"พี่ห้า เหตุใดท่านยังอยู่ระดับฝึกปราณขั้นที่สี่อยู่เลยเล่า วันๆ เอาแต่เที่ยวเล่นใช่หรือไม่? ไม่ได้การแล้ว ต้องให้พี่ชายข้าลดข้าวสารวิญญาณของท่านลงครึ่งหนึ่งมาให้ข้าเสียดีๆ"

"ไม่ได้นะ ไม่ได้ ปี้เวย พี่ห้าเดิมทีคุณสมบัติก็ไม่ดีอยู่แล้ว หากข้าวสารวิญญาณน้อยลงอีก พลังฝีมือก็จะยิ่งไม่ก้าวหน้า!"

..................

แตกต่างจากรุ่น 'ชิง' คนทั้งสามในรุ่น 'จิน' กลับค่อนข้างที่จะสุขุมกว่า สีหน้าค่อนข้างเป็นกังวล

เรื่องที่ผิดปกติย่อมต้องมีอะไรแอบแฝง หลี่ชิงเซียวตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประมุขตระกูลมา โดยพื้นฐานแล้วไม่เคยเรียกทุกคนมาพร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้มาก่อน ครั้งนี้จู่ๆ ก็เรียกทุกคนมารวมกัน อดที่จะทำให้พวกเขาเป็นกังวลอยู่บ้างมิได้

"เจ้านสี่ เจ้ารู้อะไรมาบ้างหรือไม่?" หลี่จินไจ๋เมื่อเห็นสีหน้าของน้องสี่หลี่จินหู่ไม่สู้ดี ก็เอ่ยปากถาม

"ข้าก็ไม่แน่ใจ แต่เมื่อวานเจ้าเด็กบ้านหลิงเป่าทางเมืองหุบเขาอสูรมาที่นี่ครั้งหนึ่ง บอกว่ามีเรื่องสำคัญด่วนหาชิงเซียว ข้าก็ไม่ได้ฟังก็ออกมาแล้ว มานึกย้อนดูตอนนี้ สีหน้าของเจ้าเด็กนั่นก็ดูไม่ปกติอยู่บ้างเหมือนกัน"

"เมืองหุบเขาอสูร หรือว่าจะเป็นตระกูลเจิ้งที่จะมาหาเรื่อง?" หลี่จินเฉิงเอ่ยออกมาตามสัญชาตญาณ คนอื่นๆ อีกสองคนสบตากัน ในใจก็มั่นใจไปแล้วเจ็ดแปดส่วน

เรื่องที่เจิ้งสือเฉียวมาหาเรื่องถึงที่เพิ่งจะผ่านไปได้เพียงหนึ่งเดือนกว่าเท่านั้น ในใจพวกเขาก็พอจะมีการเตรียมตัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ขณะที่กำลังคาดเดาอยู่ หลี่ชิงเซียวก็เดินเข้ามาจากนอกประตู ทุกคนต่างก็อยากจะมองหาข้อมูลอะไรบางอย่างจากบนใบหน้าของเขา แต่กลับพบว่าสีหน้าของหลี่ชิงเซียวสงบนิ่ง มองไม่ออกว่ามีอารมณ์อันใด

"อืม ทุกคนมากันแล้ว นั่งเถิด!" หลี่ชิงเซียวนั่งลงบนที่นั่งประธาน กวาดสายตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าคนมากันครบแล้ว ก็ผายมือเชิญทุกคนนั่งลงเบาๆ

แน่นอนว่า คนที่นั่งก็มีเพียงสามคนในหอรับรองและท่านอาในตระกูลรุ่น 'จิน' เท่านั้นที่มีคุณสมบัติ ศิษย์รุ่น 'ชิง' ที่เหลือต่างก็แยกย้ายกันยืนอยู่ด้านหลัง

"ข้ามีสองเรื่องที่จะประกาศ:

เรื่องแรก เมื่อวานลูกพี่ลูกน้องจางอวี่ได้นำข่าวร้ายมาข่าวหนึ่ง บรรพชนตระกูลเจิ้ง เจิ้งจินเสียน กำลังแอบวางแผนร่วมมือกับตระกูลหวังและ... ตระกูลจางแห่งเมืองหุบเขาอสูร คิดจะทำลายล้างตระกูลหลี่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการวางแผน พร้อมที่จะบุกมาได้ทุกเมื่อ"

หลี่ชิงเซียวเพิ่งจะพูดจบ คนที่อยู่ด้านล่างก็พลันระเบิดเสียงฮือฮาออกมาทันที

"นี่มันจะเป็นไปได้อย่างไร ตระกูลจางจะเห็นด้วยได้อย่างไร? ท่านป้าหลิงเป่าเป็นถึงภรรยาประมุขตระกูลของตระกูลจางนะ สองตระกูลเราเป็นญาติกัน!"

"ตระกูลเจิ้ง ตระกูลอันดับหนึ่งของเมืองหุบเขาอสูร ยังร่วมมือกับอีกสองตระกูล เช่นนั้นยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานอย่างน้อยก็มีหกคนมิใช่หรือ? พวกเราจะทำอย่างไรดี?"

"พี่รอง จะสามารถเจรจากับตระกูลเจิ้งดีๆ ได้หรือไม่? พวกเขาเหตุใดจึงต้องมาโจมตีพวกเราด้วยเล่า? ในตระกูลตอนนี้มีเพียงสองผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐาน ต้านทานไม่ไหวอย่างแน่นอน"

"ชิงเซียว ข้าก็คิดว่าสามารถเจรจากันได้ มิสู้ให้ข้าไปเถิด อย่างไรเสียตระกูลจางก็ยังเป็นญาติกัน หากสามารถพูดคุยกันดีๆ ได้ ก็อาจจะมีหนทางพลิกผัน!"

..................

ด้านล่างเจรจากันจอแจ หลี่ชิงเซียวมิได้เอ่ยปาก เพียงแค่รับฟังคนเหล่านี้พูดจาเงียบๆ ในแววตาฉายประกายผิดหวังแวบหนึ่ง

มีทั้งตกใจจนหน้าซีด โกรธจนสติแตก ตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก คนเดียวที่อยู่ด้านล่างที่สีหน้ายังคงสงบนิ่งอยู่ได้ก็มีเพียงเฉินเซียนถังคนเดียว สองพี่น้องตระกูลเฉียวในตอนนี้ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของเมืองหุบเขาอสูรดีนัก เพียงแค่บนใบหน้าปรากฏความกังวลอยู่บ้าง แต่ก็มิได้เอ่ยปากอย่างผลีผลาม

นอกจากนี้ หลิวอวี้เอ๋อร์ดูเหมือนจะไม่รู้ว่าความกลัวคืออะไร สีหน้าสงบนิ่งเงียบไม่พูดจา แม้แต่หลี่ปี้เวยบนใบหน้าก็ยังปรากฏความกลัวอยู่บ้าง

คนในตระกูลหลี่ มีเพียงหลี่ชิงเจี๋ย คนที่มีคุณสมบัติรากวิญญาณเป็นรองเพียงแค่ตนเองในรุ่น 'ชิง' ผู้นี้ กลับมีสีหน้าที่สงบนิ่งอย่างหาได้ยาก ทำให้หลี่ชิงเซียวรู้สึกชื่นชมอยู่บ้าง

เมื่อหันไปมองคนอื่นๆ หลี่ชิงเซียวก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ รู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง

อย่างไรเสียตระกูลหลี่ก็เป็นเพียงตระกูลเล็กๆ ที่อ่อนแอ คนในตระกูลส่วนใหญ่ก็เพียงแค่หากินอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ของเมืองป่ามรกตแห่งนี้ ไม่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวอะไรมามากนัก

"ชิงฮั่น พี่รองถามเจ้า ตระกูลเจิ้งมีเหตุผลใดต้องเจรจากับพวกเรา? พวกเขามีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานอย่างน้อยหกคน พวกเรามีเพียงท่านบรรพชนกับท่านตาเฉิน พวกเขาอยู่ในสถานการณ์ที่ชนะแน่นอนอยู่แล้ว เหตุใดจะต้องมาเจรจากับพวกเราด้วย?"

หลี่ชิงเซียวเอ่ยปากขึ้นมาอย่างกะทันหัน ขัดจังหวะการถกเถียงของทุกคน

หลี่ชิงฮั่นที่ถูกถามถึงกับอ้ำๆ อึ้งๆ พูดไม่ออก เมื่อครู่คนที่เสนอให้ไปเจรจาก็คือเขา

นั่นสิ อีกฝ่ายมีผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานถึงหกคน พวกเขาเพิ่งจะมีสองคน อีกฝ่ายมีเหตุผลใดต้องมาเจรจากับเจ้าด้วย?

หลี่ชิงเซียวหันหน้าไป มองไปยังท่านอาสองหลี่จินเฉิงแล้วถามว่า "ท่านอาสอง ต่อให้ตระกูลเจิ้งและตระกูลจางจะยอมเจรจาสงบศึก หากพวกเขาให้พวกเรามอบเคล็ดวิชาทำน้ำแข็งกับสระปลามังกร พวกเราจะให้หรือไม่ให้?"

คำถามนี้เมื่อถูกถามออกมา สถานการณ์ก็พลันตกอยู่ในความเงียบงันทันที ท่านอาสองหลี่จินเฉิงรวมถึงท่านอาสามท่านอาสี่ที่อยู่ข้างๆ ที่เมื่อครู่ยังค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการเจรจาสงบศึกอยู่บ้าง ในตอนนี้ก็พลันหน้าแดงก่ำ พูดไม่ออก

คำพูดประโยคนี้ของหลี่ชิงเซียว ทำให้พวกเขาตื่นขึ้นมาทันที

เจ็ดปีมานี้ พลังฝีมือของพวกเขาก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แทบทุกคนจะก้าวข้ามไปได้สองถึงสามระดับ นี่หากเป็นเมื่อก่อน แม้แต่ในหมู่ศิษย์ตระกูลใหญ่ของเมืองหุบเขาอสูรเหล่านั้น ก็เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

การฝึกตนของผู้ฝึกตน มิใช่เรื่องง่ายดายเหมือนกินข้าว ดื่มน้ำ ใช้เวลาฝึกฝนอย่างขมขื่นหลายปี กระทั่งสิบกว่าปีจึงจะเลื่อนขึ้นได้หนึ่งระดับ ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป

เพียงแค่เจ็ดปี คนในตระกูลหลี่ทุกคนโดยเฉลี่ยเลื่อนขึ้นสองระดับ อาศัยสิ่งใด? มิใช่ว่าอาศัยรายได้มหาศาลที่ได้จากเคล็ดวิชาทำน้ำแข็งกับสระปลามังกรหรอกหรือ!

การที่จะต้องมอบสองสิ่งนี้ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดของตระกูลออกไป ให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตเหมือนเมื่อเจ็ดปีก่อนอีก พวกเขายินดีหรือ?

"พี่รอง ต่อให้ตระกูลเจิ้งจะบุกมา ข้าก็จะกัดเนื้อพวกเขาออกมาให้ได้ชิ้นหนึ่ง อย่างมากก็แค่ปลาตายตาข่ายขาดเท่านั้น มีอะไรต้องกลัว!"

หลี่ชิงเจี๋ยที่เงียบมาโดยตลอด ไม่ได้เอ่ยปาก ตะโกนออกมาเสียงดัง ปลุกสติคนในตระกูลรุ่น 'ชิง' คนอื่นๆ ทันที

หลี่ชิงฮั่น: "พี่สี่พูดถูก อย่างมากก็แค่ตาย ตายแล้วก็ไม่สามารถทำให้พวกมันอยู่อย่างสบายได้ เคล็ดวิชาทำน้ำแข็งกับสระปลามังกรห้ามมอบให้พวกมันเด็ดขาด"

หลี่ชิงหมิง: "ข้าก็เห็นด้วยกับคำพูดของชิงเจี๋ย"

หลี่ชิงคัง: "หากจะให้ข้ากลับไปมีข้าวสารวิญญาณเดือนละหนึ่งจินเหมือนเมื่อก่อน ข้าสู้ไปตายเสียยังดีกว่า"

แม้แต่ปี้เวยที่เมื่อครู่ยังคงหวาดกลัวอยู่บ้าง ในตอนนี้ก็ยังชูกำปั้นเล็กๆ ขึ้นมา โบกไปมาสองสามทีอย่างแรง ขวัญกำลังใจถูกปลุกขึ้นมาในทันที

หลี่ชิงเซียวเมื่อเห็นภาพนี้ อารมณ์ก็ค่อยดีขึ้นมาบ้างเล็กน้อย คนที่อายุมากที่สุดในรุ่น 'ชิง' อย่างหลี่ชิงหมิงก็เพิ่งจะสามสิบต้นๆ อายุน้อยที่สุดก็เพิ่งจะยี่สิบสามปี ทุกคนต่างก็ยังคงมีสายเลือดที่ร้อนแรงอยู่ หากบ่มเพาะให้ดี ในอนาคตก็มิใช่ว่าจะไม่สามารถแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ได้

แม้แต่หลี่ชิงฮั่นที่เสนอให้ยอมจำนนเป็นคนแรก ในตอนนี้ก็ยังถูกเสียงตะโกนอย่างโกรธแค้นของหลี่ชิงเจี๋ยปลุกขวัญกำลังใจขึ้นมาได้

กลับเป็นท่านอาทั้งสามในรุ่น 'จิน' พวกเขาอายุค่อนข้างมากแล้ว โดยพื้นฐานแล้วก็เกือบจะแปดสิบปีขึ้นไป สิ่งที่พิจารณาก็ย่อมต้องมีมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ไม่ได้ตื่นเต้นไปตามอารมณ์เหมือนกับคนหนุ่มสาว เพียงแต่นั่งเงียบๆ อยู่ที่นั่งของตนเอง ไม่ได้พูดอะไร

"ประมุขตระกูล ท่านก็พูดมาเถิด ในเมื่อเรียกทุกคนมาแล้ว คาดว่าท่านก็คงมีความมั่นใจที่จะนำพาทุกคนเดินออกจากหนทางรอดเส้นหนึ่งได้ ท่านอาสองคนนี้ไร้ประโยชน์ แต่ก็ยอมรับในตัวเจ้า ยินดีที่จะฟังเจ้า!"

หลี่จินเฉิงมองไปยังหลี่ชิงเซียวบนที่นั่งประธาน ในใจก็พลันตื่นขึ้นมาทันที

การที่หลี่ชิงเซียวเรียกพวกเขามาอย่างไม่ทราบสาเหตุ เห็นได้ชัดว่ามีจุดประสงค์ การที่พูดจาเช่นนั้นออกมาก็มิใช่อะไรอื่น เพียงแค่ต้องการทดสอบท่าทีของทุกคนเท่านั้น เพียงแต่ด้วยข้อจำกัดทางความคิด เขาก็ไม่สามารถคาดเดาความคิดของหลี่ชิงเซียวได้จริงๆ

เมื่อเขาพูดประโยคนี้ออกมา คนอื่นๆ ก็พลันมองไปยังหลี่ชิงเซียวที่อยู่เบื้องบนด้วยความหวัง รอให้เขาเอ่ยปาก

"ข้ารู้ถึงความกังวลของทุกคน ตระกูลเจิ้งร่วมมือกับยอดฝีมือระดับสร้างรากฐานจำนวนมากบุกมา ตระกูลย่อมต้านทานไม่ไหวอย่างแน่นอน หากยอมส่งสระปลามังกรออกไปอย่างว่าง่าย ก็ไม่เต็มใจ ดังนั้น เรื่องที่สองที่ข้าจะพูดต่อไป ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้"

ตอนนี้ ทุกคนจึงได้นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่หลี่ชิงเซียวบอกว่าจะพูดสองเรื่อง ตระกูลเจิ้งบุกมาเป็นเพียงเรื่องแรก

"เรื่องที่สองก็คือ การย้ายที่ตั้งตระกูล พวกเราทั้งหมดจะย้ายไปยังป่าไผ่ม่วงที่ภูเขาหยกสวรรค์!"

แววตาของหลี่จินเฉิงพลันสว่างวาบขึ้นมา เขานึกขึ้นได้แล้ว

เจ้าหมีแมวสัตว์อสูรที่น่าสะพรึงกลัวตัวนั้น มิใช่ว่ารับสุราทิพย์หลั่งไหลของหลี่ชิงเซียวไปแล้ว ตกลงที่จะช่วยพวกเขาจัดการกับคนอื่นหรอกหรือ? เมื่อวานเขาก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

คนอื่นๆ ยังคงไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ก็ยังคงไม่ได้ขัดจังหวะหลี่ชิงเซียว

"ท่านอาสี่ ท่านนำคนไปสร้างบ้านพักที่ข้างสระปลามังกรก่อน ให้คนในตระกูลได้อยู่อาศัย ภายในเจ็ดวันจะสามารถทำเสร็จได้หรือไม่?"

"ได้!" หลี่จินหู่พยักหน้าตอบรับเสียงดังฟังชัด พวกเขาเป็นผู้ฝึกตน ประกอบกับยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดอีกหลายสิบคน ความเร็วย่อมต้องเร็วกว่าคนธรรมดาหลายเท่านัก แม้ว่าเจ็ดวันจะกระชั้นชิด แต่ก็เพียงพอ

"ท่านอาสาม ให้เวลาท่านอีกเจ็ดวันในการจัดการเรื่องที่แหล่งจับปลาให้เสร็จสิ้น หลังจากนี้ไปก็ให้ละทิ้งแหล่งจับปลาไปก่อนชั่วคราว สามตระกูลใหญ่มุ่งเป้ามาที่พวกเรา ธุรกิจปลามังกรของตระกูลก็ไม่สามารถทำต่อไปได้ชั่วคราว ท่านพาท่านอาคังกลับมาด้วยกัน ดูแลสระปลามังกรให้ดีก็พอ"

"นี่... ก็ได้"

"นอกจากนี้ ข้ายังต้องการคนหนึ่งคน เดินทางไปยังเมืองธาราครามเพื่อช่วยข้าซื้อเสบียงป้องกันกลับมา ท่านอาสองให้ท่านไปก็แล้วกัน!"

หลี่จินเฉิงพยักหน้าตอบรับ รับแหวนมิติที่หลี่ชิงเซียวยื่นให้มา ซึ่งเป็นแหวนมิติของหลิวจงชิ่งครั้งก่อน ข้างในได้เขียนรายการเสบียงที่ต้องซื้อและจำนวนไว้มากมายแล้ว

"พี่รอง ให้ข้าไปกับท่านอาสองด้วยเถิด! ข้าก็อยากจะไปเมืองธาราครามสักครั้ง!"

ในตอนนี้ หลี่ชิงเจี๋ยกลับเดินออกมาอย่างคาดไม่ถึง ร้องขอที่จะไปเมืองธาราครามพร้อมกับหลี่จินเฉิง

หลี่ชิงเซียวพลันนึกขึ้นได้ทันที เจ้าเด็กนี่กำลังคิดถึงแม่นางน้อยจงเหวินเอ๋อร์คนนั้นแล้ว

ใช่แล้ว! หลี่ชิงเซียวพลันนึกขึ้นได้ เมืองธาราครามในตอนนี้ก็น่าจะยิ่งคึกคักมากขึ้นถึงจะถูก ครั้งก่อนที่กลับมา บรรยากาศที่นั่นก็ไม่ปกติมากแล้ว เมื่อมองดูชิงเจี๋ย เขาก็มีความคิดขึ้นมา

"ได้ ชิงเจี๋ย! แต่ว่าเจ้าไปถึงที่นั่นแล้วต้องคอยสังเกตข่าวคราวของตระกูลจงด้วย หากสามารถสืบข่าวสำคัญอะไรกลับมาได้ก็จะยิ่งดี!"

"ขอรับ พี่รอง!" หลี่ชิงเจี๋ยตอบรับอย่างดีอกดีใจ ตามไปอยู่ข้างๆ ท่านอาสอง

ศิษย์รุ่น 'ชิง' คนอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็ได้รับมอบหมายภารกิจแล้ว โดยพื้นฐานแล้วก็คือการขนย้ายของที่มีประโยชน์ในเขตตระกูล ไปยังทิศทางของภูเขาหยกสวรรค์ก่อน

"เวลาเจ็ดวัน ทุกคนจะต้องทำภารกิจของตนเองให้สำเร็จลุล่วงให้ดี นอกจากนี้ ท่านอาสอง ชิงเจี๋ย พวกท่านไปเมืองธาราครามจงระมัดระวังทุกอย่าง หากมีสถานการณ์พิเศษใดๆ ก็สามารถจัดการได้ตามสมควร หลังจากเจ็ดวันแล้วจะต้องกลับมาถึงในตระกูล!"

"ขอรับ ท่านประมุข!"

ตระกูลเจิ้งบุกมา หากจะบอกว่าในใจของหลี่ชิงเซียวไม่ตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อยก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าจะได้ทราบจากเฉินเซียนถังว่าบรรพชนหลี่เย่าเหวินดูเหมือนจะมิใช่ธรรมดา แต่ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นการร่วมมือกันของสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองหุบเขาอสูร

เมื่อถึงเวลานั้น ยังไม่รู้ว่าจะมีอดฝีมือระดับสร้างรากฐานมากี่คน การพึ่งพาเพียงท่านบรรพชนคนเดียวก็ไม่เป็นจริง

แต่โชคดีที่เมื่อวานยังมีพี่หมีอีกหนึ่งตัวที่ถูกหลอกเข้ามาแล้ว มิใช่สิ ต้องบอกว่าถูกซื้อตัวมาถึงจะถูก

ก็น่าจะมีความมั่นใจมากขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย ที่เรียกว่าสุดแท้แต่ฟ้าลิขิต ที่สำคัญคือบรรพชนหลี่เย่าเหวิน ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่ปรากฏว่ามีอารมณ์ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

ขนาดผู้อาวุโสอายุสองร้อยแปดสิบปียังไม่ตื่นตระหนก แล้วข้าจะตื่นตระหนกไปทำไม!

จบบทที่ บทที่ 35 - การรับมือ

คัดลอกลิงก์แล้ว