- หน้าแรก
- ว่านเจี่ย จุติใหม่ทั้งที ทำไมไม่ไปที่ดีๆ วะ
- บทที่ 17: เอนทิตี้หมายเลข 10 จอมขโมยหนัง
บทที่ 17: เอนทิตี้หมายเลข 10 จอมขโมยหนัง
บทที่ 17: เอนทิตี้หมายเลข 10 จอมขโมยหนัง
"พวกนายเดินสำรวจอยู่ในระยะที่ฉันมองเห็นก็พอนะ แล้วถ้าเจออันตรายให้รีบวิ่งกลับมาทันที จำไว้ว่าต้องทันที"
หยางเทากำลังกำชับโคนันและเอริค ผู้ซึ่งแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเลเวล 1 เลย หรือจะพูดให้ถูกคือ ทั้งคู่ต่างก็มืดแปดด้านพอกัน
เขาหันกลับไปทำงานรื้อถอนต่อด้วยอีเต้อเหล็กในมือ ทว่าในใจลึกๆ เขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจเหมือนตัวเองมองข้ามอะไรบางอย่างไป
สิ่งที่เขามองข้ามไปก็คือ 'คุณสมบัติเด็กประถมยมทูต' ที่ติดตัวโคนันมาแต่กำเนิดนั่นเอง
ที่ใดมีโคนัน ที่นั่นมีคนตาย และนั่นไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ตอนนี้ที่นี่มีกันอยู่สามคน โคนันที่เป็นต้นตอของคำสาปยมทูตย่อมไม่ได้รับผลกระทบ ส่วนหยางเทาที่มีร่างกายกึ่งข้อมูลดิจิทัลก็ไม่อยู่ในขอบข่ายเป้าหมาย ดังนั้นคนที่ซวยที่สุดคงหนีไม่พ้นเอริค มนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาเพียงหนึ่งเดียว
ขณะที่โคนันและเอริคกวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมของเลเวล 1 โกดังร้างแห่งนี้ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ เป็นเพียงพื้นที่ว่างเปล่ากว้างใหญ่ที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
นอกจากเสียงน้ำที่หยดลงพื้นเป็นครั้งคราวแล้ว ทั่วทั้งโกดังร้างก็มีเพียงเสียงตึงตังจากการทุบกำแพงของหยางเทา และเสียงฝีเท้าของพวกเขาทั้งสองคน
ความรู้สึกกดดันค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของโคนัน
ทันใดนั้น โคนันก็ชี้ไปที่กล่องกระดาษบนชั้นวางของแล้วพูดขึ้น "ผมจำได้ว่า... ตอนที่เราเดินเข้ามาเมื่อกี้ กล่องใบนั้นยังไม่มีนะ"
ในฐานะนักสืบ การมีความทรงจำที่เป็นเลิศเหนือคนทั่วไปคือคุณสมบัติพื้นฐาน โคนันขยับแว่นตา แววตาฉายแววเคร่งเครียดจริงจัง
'หยางเทาเคยเตือนว่าจะเกิดเรื่องเหนือธรรมชาติขึ้นในที่แห่งนี้ แต่นี่มันเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด'
เขาไม่รู้หรอกว่านี่เป็นเพียงการรีเฟรชทรัพยากรตามปกติของระบบ อันตรายที่แท้จริงยังมาไม่ถึงต่างหาก
เอริคที่ยืนอยู่ข้างโคนันมองตามไปที่กล่องกระดาษแล้วอธิบาย "นี่คือกล่องเสบียงที่รีเฟรชตามธรรมชาติในเลเวล 1 ข้างในอาจจะมีของใช้จำเป็นอยู่บ้าง แต่ปกติผมเห็นแค่หยางเทาเป็นคนเปิด ไม่รู้ว่าจะมีอันตรายอะไรซ่อนอยู่ไหม ทางที่ดีผมว่าเรียกหยางเทามาดูดีกว่า"
โคนันเห็นด้วยกับข้อเสนอของเอริคทันที ในโลกที่หลุดกรอบสามัญสำนึกแบบนี้ ความประมาทคือหนทางสู่ความตาย
ทว่าในจังหวะที่ทั้งคู่กำลังจะหันหลังกลับไปตามหยางเทา เงาร่างหนึ่งก็โผล่ออกมาจากมุมมืดของโกดังและเดินตรงเข้ามาหาพวกเขา
"เฮ้ สวัสดี!"
ท่ามกลางโกดังที่เวิ้งว้าง เสียงทักทายที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยนี้ทำเอาทั้งสองสะดุ้งโหยง
ชายคนนั้นยื่นมือออกมาทักทาย เมื่อเห็นว่าเป็นมนุษย์เหมือนกัน ใบหน้าของเอริคก็ฉายแววตื่นเต้นยินดี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เจอกับวันเดอเรอร์คนอื่นในแบ็ครูมส์นอกจากหยางเทา
ชายคนนั้นดูอายุราวสี่สิบปี เสื้อผ้าขาดวิ่นมอมแมม บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มขณะค่อยๆ เดินย่างสามขุมเข้ามาหาพวกเขา
ริมฝีปากของชายคนนั้นขยับเล็กน้อยพร้อมเอ่ยถามต่อ "พวกนายสบายดีไหม?"
เอริคตอบกลับไปว่า "ผมสบายดี แล้วคุณล่ะ เพื่อน?"
ไม่รู้ทำไม อีกฝ่ายกลับไม่ตอบคำถาม โคนันผู้ช่างสังเกตผิดมนุษย์มนา รีบยื่นมือไปดึงแขนเสื้อเอริคไว้แน่นแล้วกระซิบเตือน "คนข้างหน้านั่นดูแปลกๆ"
"เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งแสดงว่าเขาต้องเจอเรื่องเลวร้ายมาแน่ๆ"
"ปกติแล้วการเจคนแปลกหน้าในสภาพแวดล้อมอย่างเลเวล 1 ปฏิกิริยาแรกควรจะเป็นความหวาดระแวง หรือไม่ก็ตื่นเต้นดีใจแบบคุณ"
"แต่สีหน้าของเขาดูแข็งทื่อมาก เหมือนกับ... เหมือนกับ..."
"เหมือนกับกำลังฝืนยิ้มไงล่ะ โคนัน ทักษะการสังเกตของนายนี่ยอดเยี่ยมจริงๆ สมชื่อยอดนักสืบ"
เสียงของหยางเทาดังมาจากด้านหลังพวกเขา
"เอริค จำไว้ว่าต้องระวังตัวให้มากในแบ็ครูมส์ เพราะนายมีชีวิตแค่ชีวิตเดียว"
ชายปริศนายังคงเดินเข้ามาหาพวกเขาทีละก้าว รอยยิ้มบนใบหน้านั้นไม่เปลี่ยนแปลงองศาเลยแม้แต่น้อย ราวกับหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ จากไอคอนบนมินิแมพ หยางเทาสามารถระบุตัวตนของมันได้อย่างง่ายดาย
หยางเทาถอนหายใจ หยิบขวานเหล็กออกมาจากกระเป๋าเป้แล้วสั่ง "เอริค บันทึกข้อมูล: เอนทิตี้หมายเลข 10 สกินสตีลเลอร์ (จอมขโมยหนัง)"
ทั้งเอริคและโคนันต่างตกตะลึงและอุทานออกมาพร้อมกัน "สกินสตีลเลอร์?"
"สกินสตีลเลอร์ หรือจอมขโมยหนัง คือเอนทิตี้รูปร่างมนุษย์ขนาดใหญ่ที่สวมหนังของเหยื่อเพื่อพรางตัว พวกมันจะกินเนื้อมนุษย์เมื่อหิว และเมื่ออิ่มก็จะเดินเตร็ดเตร่ไปมาอย่างไร้จุดหมาย"
โคนันเข้าใจทันทีว่าทำไมชายตรงหน้าถึงให้ความรู้สึกพิลึกพิลั่นขนาดนั้น เมื่อเพ่งมองชายคนนั้นอีกครั้ง เขาก็รู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งหนังศีรษะ
ถลกหนังมนุษย์... แล้วเอามาสวมใส่เนี่ยนะ...
"วิธีแยกแยะพวกมันง่ายมาก เลือดของมันจะมีลักษณะโปร่งใส แม้พวกมันจะเลียนเสียงมนุษย์ได้ แต่ก็ทำได้แค่เลียนเสียงที่เคยได้ยินมาเท่านั้น ไม่ได้เข้าใจความหมายจริงๆ หรอก"
นั่นคือวิธีตรวจสอบที่ง่ายที่สุด แค่ลองชวนคุยถามคำถามซับซ้อนสักหน่อย ถ้าเป็นสกินสตีลเลอร์ตัวจริง มันจะตอบไม่ได้และไปต่อไม่ถูก
ตอนนี้เจ้าสกินสตีลเลอร์อยู่ห่างจากพวกเขาไม่ถึงสิบเมตรแล้ว หยางเทาถือขวานในมือขวาและโล่ในมือซ้าย แสยะยิ้มแล้วพูดว่า "จำไว้ ถ้าเลือดสีแดงคือคน แต่ถ้าเลือดใสแจ๋วเมื่อไหร่ ให้รีบโกยแน่บ"
พูดจบ เขาก็พุ่งเข้าใส่สกินสตีลเลอร์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเจ้าปีศาจสวมหนังถูกกระตุ้นด้วยการเคลื่อนไหวฉับพลัน มันกางแขนออกหมายจะตะครุบตัวหยางเทา
แต่ยังไม่ทันที่มันจะถึงตัว ขวานเหล็กก็จามลงบนมือของมันเต็มแรง เสียง 'ฉึก' ดังขึ้น ผิวหนังมนุษย์ที่บอบบางฉีกขาดออก เผยให้เห็นผิวหนังสีเหลืองซีดที่ซ่อนอยู่ภายใน
ผิวหนังที่แท้จริงของมันเต็มไปด้วยตุ่มเล็กๆ คล้ายถ้วยดูดเรียงรายยั้วเยี้ย แค่มองแวบเดียวก็กระตุ้นให้คนที่เป็นโรคกลัวรูเกิดอาการขนลุกขนพองได้ทันที
ปุ่มพวกนี้มีไว้เพื่อยึดเกาะกับผิวหนังที่ถลกมาจากมนุษย์ มันจะดึงรั้งผิวหนังไปมาจนกว่าจะแนบสนิทเข้ากับโครงสร้างร่างกายของสกินสตีลเลอร์ ทำให้พวกมันดูเหมือนมนุษย์จากภายนอก
"โคตรน่าขยะแขยง!"
เมื่อเห็นของเหลวสีเหลืองข้นคล้ายหนองไหลเยิ้มออกมาจากบาดแผลของสกินสตีลเลอร์ หยางเทาก็อดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พร้อมกับเปิดใช้งาน 'โหมดข้อมูลเต็มรูปแบบ' ทันที
"ถ้าไอ้เมือกนั่นกระเด็นเข้าปากฉันล่ะก็... แหวะ!"
พละกำลังของสกินสตีลเลอร์ไม่ได้มากมายอะไร ค่าพลังชีวิตก็แค่ 40 แต้ม จุดเด่นของมันคือการลอบกัดและสังหารมนุษย์ที่หลงทางมาเพียงลำพัง ถ้าให้เทียบกัน สไมเลอร์ตัวเดียวยังสามารถฆ่าสกินสตีลเลอร์ได้เป็นสิบตัวอย่างง่ายดาย
เพียงแต่สัตว์ประหลาดสองชนิดนี้มักจะไม่สู้กันเอง เพราะรูปแบบการล่าเหยื่อที่แตกต่างกัน
หยางเทาข่มความขยะแขยงแล้วพุ่งเข้าไปอีกครั้ง สกินสตีลเลอร์ที่ความแตกแล้วยังมีความเร็วพอตัว อย่างน้อยก็ยังพยายามสวนกลับการโจมตีของหยางเทาได้
ทว่าการโจมตีทั้งหมดของมันล้วนถูกโล่เหล็กรับไว้ได้หมด
เมื่อหลอดเลือดของสกินสตีลเลอร์หมดลง ร่างของมันก็ร่วงลงกระแทกพื้น ผิวหนังมนุษย์ที่สวมอยู่ไหลกองออกจากร่างที่แท้จริงอย่างน่าอนาถ
บอกตามตรง หยางเทาทนดูภาพตรงหน้าไม่ไหวจนต้องโก่งคอทำท่าจะอ้วกออกมาสองที
"พับผ่าสิ พวกสกินสตีลเลอร์นี่สมควรสูญพันธุ์ไปซะให้หมด!"
หยางเทาไม่ได้รู้สึกอะไรมากนักกับการที่สัตว์ประหลาดกินคน เพราะบางครั้งเขาเองก็ยังอยากลองชิมรสชาติมอนสเตอร์ดูบ้าง แต่การถลกหนังมาสวมนี่มันเกินจะรับไหวจริงๆ