- หน้าแรก
- ตระกูลข้า คือมหาวายร้าย
- บทที่ 60 - สาส์นทองบุญกุศล
บทที่ 60 - สาส์นทองบุญกุศล
บทที่ 60 - สาส์นทองบุญกุศล
บทที่ 60 - สาส์นทองบุญกุศล
สุดท้ายเมื่อโหวอวี้เซียวเดินออกจากหอเชิญเซียน เขาก็ขึ้นม้าด้วยใบหน้าที่เปี่ยมล้นไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ควบม้ากลับไปยังทิศทางของจวนโหว
“คารวะท่านประมุขโหว!”
“ท่านผู้ใหญ่โหว หมื่นปี”
“นายน้อยโหว”
...
ตลอดเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธ์หรือชาวบ้านที่รู้จักเขา เมื่อเห็นเขาต่างก็พากันก้มกายคารวะ ความรู้สึกต่ำต้อยที่ได้รับมาจากซือคงเยว่ ก็ได้รับการชดเชยกลับมาจากผู้คนเหล่านี้ ในใจของโหวอวี้เซียวก็รู้สึกผ่อนคลายอยู่บ้าง
...
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านคิดจะไม่ให้ทางแคว้นส่งเจ้าเมืองและผู้ตรวจการมาประจำที่เจาหยางจริงๆ หรือเจ้าคะ เช่นนั้นแล้ว ต่อไปที่นี่ ก็จะไม่กลายเป็นเมืองของตระกูลโหวโดยสมบูรณ์หรอกหรือเจ้าคะ?”
หลังจากที่โหวอวี้เซียวจากไป ฝูหลิงที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายมาโดยตลอด ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามข้อสงสัยในใจออกมา
เมื่อครู่นี้ ซือคงเยว่ถึงกับตอบตกลงโหวอวี้เซียว ว่าจะไม่ให้ทางแคว้นส่งเจ้าเมืองและผู้ตรวจการมายังเจาหยาง เรื่องเช่นนี้ในแคว้นเมฆาสงัด เรียกได้ว่าไม่เคยมีแบบอย่างมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ฝูหลิงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง
นิกายอสูรโลหิตควบคุมทั่วทั้งแคว้นเมฆาสงัดอย่างเข้มงวด อาศัยสิ่งใดกัน? มิใช่เพราะจวนว่าการและหน่วยงานตุลาการในท้องที่ต่างๆ หรอกหรือ เมืองเจาหยางถึงกับไม่ต้องการทั้งสองอย่าง เช่นนี้แล้วจะได้อย่างไร
ซือคงเยว่ในอาภรณ์สีครามหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองโหวอวี้เซียวที่กำลังทักทายผู้คนอยู่บนถนน ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม: “เจ้าคิดว่าคนเช่นนี้ จะยอมอุทิศชีวิตรับใช้นิกายศักดิ์สิทธิ์อย่างสุดหัวใจเช่นนั้นหรือ? หรือจะกล่าวว่า คำพูดเมื่อครู่ของเขา เจ้าคิดว่ามีความน่าเชื่อถืออยู่กี่ส่วน?”
ฝูหลิงมองตามสายตาของนางไปยังโหวอวี้เซียวแวบหนึ่ง ส่ายศีรษะ: “ย่อมไม่แน่นอนเจ้าค่ะ เขากล้าคบคิดกับฝ่ายธรรมะ หันหลังกลับมาก็สามารถทำงานให้คุณหนูได้ พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้เขาจะฉลาด แต่กลับไม่มีจุดยืนใดๆ เลย เป็นเพียงผู้ร้ายที่แท้จริงที่หากไม่มีผลประโยชน์ก็จะไม่ยอมตื่นเช้า ย่อมไม่ยอมทำงานให้นิกายศักดิ์สิทธิ์อย่างสุดหัวใจแน่นอนเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้าลองกล่าวมาสิว่า หากอยากให้คนเช่นนี้อุทิศชีวิตให้ จะต้องใช้วิธีใด!”
“ย่อมต้องให้ผลประโยชน์ที่เพียงพอ คุณหนู...”
พูดถึงตรงนี้ ฝูหลิงก็พลันเข้าใจได้ในทันที ดวงตาเป็นประกายขึ้นมา
“ความหมายของคุณหนูก็คือ มอบเจาหยางให้เขาไปโดยไม่สงวนท่าที ให้เขาเห็นเจาหยางเป็นสมบัติส่วนตัวของตระกูลโหว เขาจึงจะยอมปักหลักอยู่ที่นี่อย่างสุดกำลังเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
ซือคงเยว่พยักหน้า: “เขาจับจ้องพื้นที่เจาหยางผืนนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว เจ้าเมืองที่หลบหนีไปผู้นั้น ข้าสงสัยว่าน่าจะถูกเขาสังหารไปนานแล้ว ในเมื่อเขาอยากได้ข้าก็จะให้เขา เมืองเจาหยางแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะสงบสุขได้อีกนาน จะรักษาไว้ได้หรือไม่ ก็ต้องดูความสามารถของเขาเองแล้ว”
ฝูหลิงเมื่อได้ยินประโยคนี้ ก็พลันสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา: “คุณหนูมิใช่เพิ่งจะเอาชนะเถียนฝ่าเจิ้งและกู่เฉินเฟิงไปหรอกหรือเจ้าคะ หรือว่าพวกเขายังจะมาอีก?”
“ในเมื่อเป็นการหยั่งเชิง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเพียงครั้งเดียว! วันนั้นเดิมทีข้าคิดจะลงมือสังหารคนทั้งสอง เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ทั่วป๋าฮวางก็ยังมาด้วย ทำให้แผนการของข้าปั่นป่วนไปหมด คาดไม่ถึงว่าบัดนี้แม้แต่ต้าจิ้นก็ยังจับจ้องแคว้นเมฆาสงัดของข้าตาเป็นมัน เฮ้อ...”
เมื่อเห็นซือคงเยว่ถอนหายใจเบาๆ ฝูหลิงก็พลันเผยสีหน้ากังวลออกมา
“ปัญหาทางฝั่งลานล่างนี่ยังไม่ทันได้แก้ไข ทางฝั่งลานบนที่เขตจิ่วหลิงก็มีข่าวร้ายมาอีกแล้ว คุณหนูเจ้าคะ หรือว่าจะให้ทางสำนักใหญ่ส่งศิษย์พี่คนอื่นไปแทนดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ซือคงเยว่ส่ายศีรษะ: “ข้าคือศิษย์ผู้สืบทอดของนิกายศักดิ์สิทธิ์ในยุคนี้ ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นศิษย์ผู้สืบทอดของสำนักศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เป็นผู้ก่อขึ้น ย่อมต้องให้ข้าออกหน้าไปจัดการเท่านั้น คนอื่นๆ ในสำนักใหญ่ส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถนี้ ส่วนน้อยที่มีความสามารถนี้ ลำดับอาวุโสก็ไม่เหมาะสม!”
“คุณหนู...”
“เอาล่ะ พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถิด พวกเราจะรีบเดินทางไปลานบนกันเดี๋ยวนี้!”
“รับบัญชาเจ้าค่ะ!”
...
ทั่วทั้งเมืองเจาหยางกำลังอยู่ระหว่างการฟื้นฟูอย่างเร่งรีบ หลังจากที่โหวอวี้เซียวขี่ม้าตรวจตราจนกลับถึงบ้าน เขาก็มุ่งตรงเข้าไปยังห้องโถงหลักในทันที วางของสองสิ่งที่ซือคงเยมอบให้ไว้บนโต๊ะ สีหน้าที่ตื่นเต้นในตอนแรกค่อยๆ สงบลง
“คาดไม่ถึงว่า ซือคงเยว่แม้แต่คำขออย่างการไม่ส่งเจ้าเมืองและผู้ตรวจการมาประจำการ ก็ยังตอบตกลง ดูท่าแล้วนิกายศักดิ์สิทธิ์คงจะขาดแคลนคนจริงๆ นั่นแหละ!
รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเมืองเถียนหลิ่งมิอาจหวนกลับคืนมาได้อีกแล้ว ในนามคือการมอบเจาหยางให้ข้า แต่ในความเป็นจริงก็คือการใช้ข้าให้เฝ้าอยู่ที่นี่อย่างสุดกำลัง สูงส่ง... ช่างสูงส่งโดยแท้...”
ในความโกลาหลที่เจาหยางครั้งนี้ โหวอวี้เซียวลงมือสังหารผู้อาวุโสขอบเขตปราณฟ้าดินของสำนักกระบี่บรรพตไปถึงสี่คน ยังมีศิษย์ในสำนักอีกเกือบครึ่งที่ตามมาด้วย หากทั้งสองฝ่ายจะเกิดการต่อสู้ครั้งใหญ่อะไรขึ้นอีก ต่อให้เขาคิดจะแปรพักตร์ไปอยู่กับแคว้นเมฆาอุดร ความเป็นไปได้ก็น้อยเต็มทีแล้ว
ทว่า... เดิมทีเขาก็มิได้คิดที่จะแปรพักตร์อีกแล้ว...
เมื่อหวนนึกถึงความอัปยศอดสูที่กู่เฉินเฟิงและเถียนฝ่าเจิ้งมอบให้แก่ตระกูลโหว ในม่านตาของโหวอวี้เซียวก็ฉายประกายเย็นชาออกมาวูบหนึ่ง นี่ต่างหากคือเหตุผลหลักที่ทำให้เขามองเจตนาของซือคงเยว่ออก แต่ก็ยังคงยอมรับมันอย่างยินดี
เดิมทีเขาก็จับจ้องเมืองเจาหยางมานานมากแล้ว พื้นที่เพียงหนึ่งเมือง หากมองในระดับทั่วทั้งแคว้นอาจนับเป็นอะไรไม่ได้ แต่สำหรับตระกูลโหวแล้วมันสำคัญมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่กำลังจะเลื่อนขั้นเข้าสู่ระดับเช่นนี้
โหวอวี้เซียวหยิบแผ่นป้ายทองแดงแผ่นนั้นขึ้นมาก่อน ด้านหน้าของแผ่นป้ายสลักไว้ด้วยคำว่า “จันทราใหม่” สองคำ ด้านหลังเป็นภาพดวงจันทร์เสี้ยวท่ามกลางท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันงดงาม
“หน่วยจันทราใหม่แห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ แม้จะเป็นเพียงหน่วยงานที่ซือคงเยว่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้น จัดเป็นองค์กรลับของนิกายศักดิ์สิทธิ์ แต่อำนาจกลับไม่น้อยเลยทีเดียว ตราบใดที่มีแผ่นป้ายจันทราใหม่นี้อยู่ เมื่อใดที่พบเจอกับสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถบัญชาการศิษย์ในนิกายศักดิ์สิทธิ์ที่มีระดับเท่ากันได้ ผู้ที่ถือแผ่นป้ายจันทราใหม่เหมือนกันสองคน หากอยู่ในระยะห่างกันไม่เกินสิบลี้ก็จะสามารถสัมผัสถึงกันและกันได้!”
ประโยชน์ของแผ่นป้ายจันทราใหม่นี้ยังนับเป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือบัดนี้โหวอวี้เซียวถือได้ว่าเป็นคนของนิกายอสูรโลหิตอย่างแท้จริงแล้ว แม้ว่าหากไม่มีสถานการณ์พิเศษ เขาจะไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ แต่ อย่างน้อยที่สุดความปลอดภัยก็นับว่ามีหลักประกันเพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
อย่างไรเสีย ภายในอาณาเขตแคว้นเมฆาสงัด ผู้ที่กล้าต่อกรกับคนของนิกายอสูรโลหิตอย่างโจ่งแจ้ง โดยทั่วไปก็คือผู้ที่รังเกียจชีวิตของตนเองว่ายืนยาวเกินไปแล้วนั่นเอง
หลังจากเก็บแผ่นป้ายเข้าไปในแขนเสื้อ โหวอวี้เซียวก็หันมาจับจ้องสิ่งของชิ้นที่สองอย่างจริงจัง บัดนี้สีหน้าจึงได้ปรากฏความตื่นเต้นออกมาอย่างแท้จริง
ตอนที่ซือคงเยว่หยิบกระดาษสีทองแผ่นนี้ออกมา เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังบุญกุศลอันเบาบางบนกระดาษแผ่นนั้นแล้ว บัดนี้เมื่อได้จับมันไว้ในมือ พลังบุญกุศลสีขาวในสมอง ก็พลันเริ่มหลอมรวมเข้ากับกระดาษสีทองแผ่นนี้ในทันที
เพียงแค่สองสามลมหายใจ กระดาษสีทองแผ่นนั้นก็หลอมละลายหายเข้าไปในฝ่ามือของเขาโดยสมบูรณ์ หลั่งไหลเข้าไปในสมองพร้อมกับพลังบุญกุศลสีขาวเหล่านั้น...
“สาส์นทองบุญกุศล นี่มัน... สามารถตรวจสอบบุญกุศลและกรรมชั่วของตนเองได้ ว่ามีอยู่เท่าใดเช่นนั้นหรือ?”
ม่านตาของโหวอวี้เซียวหดเกร็งลง บนใบหน้าพลันเผยสีหน้าลิงโลดออกมาอย่างถึงที่สุด ทว่าเขาก็ยังคงสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว เพ่งสมาธิไปที่สาส์นทองที่ปรากฏขึ้นในสมอง
บุญกุศล: ๓๒๖ กรรมชั่ว: ๑๓๙
แสดงจำนวนออกมาเป็นตัวเลขจริงๆ ด้วย...
โหวอวี้เซียวส่งพลังบุญกุศลเข้าไปในกลีบบุปผาสีขาวกลีบที่สอง เมื่อมองเห็นว่าบุญกุศลลดลงไป ๑๕ แต้ม จึงได้โอสถหวนคืนออกมาหนึ่งเม็ด แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่เมื่อเขาทดลองใช้ความสามารถของกลีบบุปผาอีกสองกลีบที่เหลือ สีหน้าก็พลันเผยความประหลาดใจยินดีออกมาในทันที
การที่รู้จำนวนบุญกุศลที่แน่ชัดเป็นเพียงเรื่องเล็ก ปัญหาคือความสามารถในการกลืนกินพลังของกลีบบุปผาสีดำกลีบที่สามนั้น มันนำพากรรมชั่วอันมหาศาลมาด้วย เขาไม่รู้ว่าจะต้องสิ้นเปลืองบุญกุศลมากเพียงใดจึงจะสามารถหักล้างมันได้ นั่นเป็นสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตทีเดียว
บัดนี้ ความสามารถทั้งสามอย่างจะต้องใช้บุญกุศลเท่าใดจึงจะใช้งานได้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจมันอย่างชัดเจนแล้ว
ความสามารถในการแปลงกาย ใช้กรรมชั่วเพียง ๑ แต้ม
โอสถหวนคืน ๑๕ บุญกุศลต่อหนึ่งเม็ด ไม่นับว่าแพง
ความสามารถในการกลืนกินพลัง กรรมชั่วที่ต้องใช้ในการเปิดใช้งาน ขึ้นอยู่กับพลังบ่มเพาะของอีกฝ่าย ขอบเขตปราณฟ้าดินอย่างน้อยที่สุดต้องใช้กรรมชั่ว ๑๐ แต้ม สิ่งที่ควรให้ความสนใจก็คือ กรรมชั่วที่จะได้รับหลังจากที่กลืนกินพลังแล้ว คือหนึ่งร้อยเท่าของจำนวนที่ใช้ไป
นั่นก็หมายความว่า หากเขาใช้กรรมชั่ว ๑๐ แต้มไปกลืนกินพลังบ่มเพาะของจอมยุทธ์ขอบเขตปราณฟ้าดินหนึ่งคน กรรมชั่วในร่างกายของเขาก็จะพุ่งสูงขึ้นหนึ่งพันแต้มในทันที
จากนั้น ในช่วงขั้นตอนนี้หากต้องการกำจัดกรรม นั่นก็คือการลบล้างกรรมชั่วที่พุ่งสูงขึ้นมานี้ ก็จำเป็นต้องสิ้นเปลืองบุญกุศลในจำนวนที่เท่ากัน...
และเมื่อใดก็ตามที่อัตราส่วนของบุญกุศลและกรรมชั่วในร่างกายของเขาต่ำกว่า ๑:๒๐ นั่นก็คือพลังแห่งกรรมชั่วสูงเกินไป เขาก็จะเป็นเหมือนกับในวันนั้น เบาที่สุดก็คือสูญเสียสติสัมปชัญญะ หนักที่สุดก็คือตายในทันที
นี่คือสิ่งที่เรียกว่าทำชั่วมากเกินไปย่อมต้องพินาศด้วยตนเองอย่างนั้นหรือ...
ความสามารถนี้ ดูเหมือนจะไร้เทียมทาน แต่นี่คือการไม่อนุญาตให้เขาใช้งานมันอย่างพร่ำเพรื่อสินะ หากเขาไม่มีบุญกุศลสำรองไว้เพียงพอ หรือมิฉะนั้นเขาก็จะต้องคำนวณการใช้งานให้ดี
เมื่อมองสาส์นทองนี้ที่ช่วยให้เขาเข้าใจเรื่องบุญกุศลและกรรมชั่ว รวมถึงการใช้งานกลีบบุปผาบัวสวรรค์ได้อย่างชัดเจนในคราเดียว โหวอวี้เซียวก็รู้สึกยินดีอยู่บ้าง แต่ในสมองก็พลันปรากฏร่างในอาภรณ์สีครามนั้นขึ้นมาอีกครั้ง ชั่วพริบตา อารมณ์ก็มิได้ดีงามถึงเพียงนั้นแล้ว...