- หน้าแรก
- ตระกูลข้า คือมหาวายร้าย
- บทที่ 2 - พันโฉมรูปหยก โหวอวี้เซียว
บทที่ 2 - พันโฉมรูปหยก โหวอวี้เซียว
บทที่ 2 - พันโฉมรูปหยก โหวอวี้เซียว
บทที่ 2 - พันโฉมรูปหยก โหวอวี้เซียว
เมื่อห่างจากเมืองเจาหยางประมาณสิบกว่าลี้ เถียนหงลู่ที่อายุเพียงสิบหกปี ใบหน้าก็ยิ่งฉายแววตื่นเต้นมากขึ้น
นางเติบโตมาในสำนักกระบี่บรรพต นอกจากพื้นที่เล็กๆ ในเมืองเถียนหลิ่งแล้ว ก็ไม่เคยไปที่อื่นเลย
การเดินทางไกลครั้งแรกของนาง ก็มาถึงแคว้นเมฆาสงัดซึ่งเป็นดินแดนของฝ่ายมาร ไม่เพียงเท่านั้น นางยังต้องร่วมมือกับศิษย์พี่ต้วนไปจัดการกับคนชั่วชื่อดังของเมือง เพื่อขจัดภัยให้แก่ราษฎร อารมณ์ความรู้สึกจึงตื่นเต้นเป็นธรรมดา
"วีรสตรีเถียน เมืองเถียนหลิ่งอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายธรรมะแห่งแคว้นเมฆาอุดร ไม่น่าจะเกี่ยวข้องอะไรกับเมืองเจาหยางเลย เหตุใดท่านจึงเกลียดชังประมุขโหวผู้นั้นยิ่งนัก เพียงเพราะเขาให้ม้าของท่านกิน... ยาปลุกกำหนัดหรือ?"
เถียนหงลู่หันกลับมาแก้ไขอย่างจริงจังว่า "ไม่ใช่ม้า แต่เป็น... เสี่ยวหง!"
ดูไม่ออกเลยว่าเด็กสาวผู้นี้จะรักม้าตัวนี้มากถึงเพียงนี้
โหวอวี้เซียวเบ้ปากในใจ รีบกล่าวขอโทษสองสามคำ แล้วยังประสานมือคารวะเสี่ยวหงบนหลังม้าเป็นการขอขมา เถียนหงลู่จึงยอมเลิกรา แล้วเริ่มตอบคำถามของเขา
"เดิมทีหากเขาไม่มายุ่งกับเสี่ยวหง ข้าก็ไม่รู้จักคนผู้นี้ แต่พอสืบดูถึงได้รู้ว่า ประมุขโหวผู้นี้ สองปีมานี้ชื่อเสียงในเมืองเจาหยางไม่ธรรมดาเลย!"
ต้วนเจิ้งฉีที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย กล่าวอย่างจริงจังว่า "ถูกต้อง ข้าก็เคยสอบถามข่าวคราวของเขาจากผู้อื่นมาบ้าง
ประมุขโหวผู้นี้มีชื่อจริงว่าโหวอวี้เซียว มาจากตระกูลโหวแห่งเจาหยาง ตระกูลโหวแม้จะเป็นเพียงหนึ่งในสี่สำนักนอกกระแสหลักของเมืองเจาหยาง แต่ประมุขของตระกูลนามว่าโหวทง กลับเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณดาราขั้นที่หนึ่งอย่างแท้จริง อยู่ในอันดับที่แปดร้อยสิบเก้าของบัญชีกำจัดมารฝ่ายธรรมะ มีฉายาในยุทธภพว่าวานรปีศาจทมิฬ ฝีมือและชื่อเสียงไม่ธรรมดา ได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของเมืองเจาหยาง
โหวทงมีบุตรชายสี่คนบุตรสาวหนึ่งคน คนภายนอกเรียกว่าห้าพี่น้องตระกูลโหว โหวอวี้เซียวผู้นี้คือบุตรคนโต, โหวอวี้เฉิงคือบุตรคนที่สอง, โหวอวี้หลิงคือบุตรคนที่สาม, โหวอวี้เจี๋ยคือบุตรคนที่สี่, โหวอวี้ตวนคือบุตรคนที่ห้า
ว่ากันว่าต้นคดปลายก็คด มีบิดาเป็นปีศาจเช่นโหวทง บุตรทั้งห้าคนย่อมไม่ใช่คนดีอะไร!
บุตรชายทั้งสี่คนของเขาในเมืองเจาหยาง ทั้งเผาฆ่าปล้นชิง, ข่มเหงรังแกสตรี, กระทำความชั่ว, ฆ่าคนชิงทรัพย์ เรียกได้ว่าทำชั่วทุกอย่าง
ส่วนโหวอวี้หลิงนั่นยิ่งแล้วใหญ่ เด็กสาวอายุยี่สิบต้นๆ เลี้ยงดูชายบำเรอไว้ในบ้านมากมาย ไม่รักษาพรหมจรรย์ก็แล้วไป ยังชอบพอในบุรุษเพศอีกด้วย ชอบที่สุดคือการให้ชายสองคนกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันต่อหน้า ทำเรื่องอุบาทว์
นางมารที่เมินเฉยต่อศีลธรรมอันดีงามเช่นนี้ ข้าต้วนเจิ้งฉีอยู่มาค่อนชีวิต ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน!
ห้าพี่น้องตระกูลโหวเหิมเกริมในเมืองเจาหยาง ทำให้ราษฎรทั้งสองแสนกว่าคนเดือดร้อนไปทั่ว เพียงแต่ทุกคนต่างเกรงกลัวบิดาของพวกเขา ก็ได้แต่ทนแล้วทนเล่า
เพียงแต่ว่ากฎแห่งกรรมมีจริง คนที่เหิมเกริมจนเกินไป แม้แต่สวรรค์ก็ยังทนดูไม่ได้
ตระกูลโหวที่เคยยิ่งใหญ่คับฟ้า ในที่สุดเมื่อสองปีก่อนก็ถึงคราวเคราะห์!
เมื่อสองปีก่อน มีศิษย์จากสำนักพิณกระบี่แห่งจี้โจวคนหนึ่งออกเดินทางฝึกฝน บังเอิญมาถึงเมืองเจาหยาง เจ้าวานรปีศาจทมิฬตนนี้ไม่รู้ไปล่วงเกินผู้อื่นเข้าได้อย่างไร ถูกสังหารในสามกระบวนท่า
เมื่อวานรปีศาจทมิฬตาย ทุกคนต่างปรบมือดีใจ ทั้งเมืองเจาหยางเฉลิมฉลองกันยกใหญ่ แทบจะวิ่งบอกต่อกันไปทั่ว สามสำนักนอกกระแสหลักที่เหลือของเมืองเจาหยาง คือพรรคหมาป่ามรกต, สำนักเหยี่ยวเหินฟ้า, ป่าสำราญ ก็รวมตัวกันในทันที เพื่อจับตัวห้าพี่น้องตระกูลโหว และกำจัดตระกูลของพวกเขาให้สิ้นซาก"
ต้วนเจิ้งฉีกล่าวมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปชั่วครู่ เพราะเขาสังเกตเห็นสีหน้าของ "เจ้าลิงน้อย" ข้างๆ ดูเหมือนจะยิ่งมายิ่งน่าเกลียดขึ้นเรื่อยๆ ในดวงตาพลันปรากฏแววสงสัยขึ้นมา จึงส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ศิษย์น้องเถียนหงลู่ข้างๆ
"เหตุใดไม่พูดต่อเล่า ศิษย์พี่ต้วน?"
น่าเสียดายที่เถียนหงลู่ไม่ทันได้สังเกตอะไร เกี่ยวกับโหวอวี้เซียวผู้นี้ ดูเหมือนนางจะรู้เรื่องไม่มากนัก กำลังฟังอย่างเพลิดเพลิน เมื่อเห็นเขาหยุดพูด ก็รีบเอ่ยปากให้เขาพูดต่อ
แววสงสัยในดวงตาของต้วนเจิ้งฉีไม่ได้หายไป และเขาก็ไม่ได้ตอบคำถามของศิษย์น้องในทันที แต่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เจ้าลิงน้อยคนนี้ เขาและศิษย์น้องเจอระหว่างทางจากเมืองเถียนหลิ่งมุ่งหน้าไปทางตะวันตก ดูแล้วหน้าตาไม่โดดเด่น มีพลังฝีมือเพียงระดับเบิกกายาขั้นที่สาม ไม่น่าจะเป็นคนที่มีเจตนาร้ายอะไร
เพื่อความรอบคอบ ตอนแรกเขาได้สอบถามที่มาที่ไปของอีกฝ่ายแล้ว
คนผู้นี้บอกว่าเป็นคนเมืองเจาหยาง เพราะชีวิตยากจนข้นแค้น เพื่อความอยู่รอดจึงต้องเสี่ยงภัย ออกจากถนนหลวง ไปค้าขายสมุนไพรที่เมืองเถียนหลิ่ง
ต้วนเจิ้งฉีก็เห็นสมุนไพรที่ยังขายไม่หมดบนตัวคนผู้นี้ ประกอบกับรูปร่างที่ผอมแห้งของเขา ดูแล้วก็รู้ว่าเป็นคนอดอยากมานาน
ในยุคสมัยนี้ ผู้ที่กล้าเสี่ยงภัยออกจากถนนหลวง ทั้งยังเดินทางจากยงโจวไปสวีโจวเพื่อค้าขายสมุนไพร มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง คือไม่เก่งกล้าสามารถ ก็คือถูกบีบบังคับจนสิ้นหนทาง
ดูจากพลังฝีมือของเจ้าหนุ่มร่างผอมผู้นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นอย่างหลัง!
ดังนั้น ต้วนเจิ้งฉีและศิษย์น้องจึงเชื่อใจ "เจ้าลิงน้อย" คนนี้
เมืองเจาหยางและเมืองเถียนหลิ่งมีอาณาเขตติดกัน ห่างกันเพียงร้อยกว่าลี้ แต่เมืองเถียนหลิ่งของพวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นเมฆาอุดรซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดแคว้นฝ่ายธรรมะ ส่วนเมืองเจาหยางอยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นเมฆาสงัดซึ่งเป็นหนึ่งในหกแคว้นฝ่ายมาร
นับตั้งแต่เมื่อพันปีก่อนที่สิบมหาอำนาจศักดิ์สิทธิ์แบ่งแยกดินแดนสิบสามแคว้น ฝ่ายธรรมะและฝ่ายมารก็เริ่มแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน แม้แต่ฝ่ายธรรมะด้วยกันเอง แคว้นต่อแคว้นก็ยังระแวงซึ่งกันและกัน ไปมาหาสู่กันน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสวีโจวฝ่ายธรรมะกับยงโจวฝ่ายมาร การไปมาหาสู่กันยิ่งน้อยลงไปอีก
แต่ละแคว้นต่างตั้งแนวป้องกันซึ่งกันและกัน แคว้นที่อยู่ติดกันอย่างน้อยก็เว้นพื้นที่กันชนไว้ห้าสิบลี้ ถนนหลวงอย่างมากก็สร้างออกไปนอกเมืองสามสิบลี้
ถนนหลวงทั้งสิบสามแคว้นในปัจจุบัน ล้วนสร้างขึ้นโดยสิบมหาอำนาจศักดิ์สิทธิ์และอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพวกเขา
ตัวอย่างเช่น เมืองเถียนหลิ่งของพวกเขาตั้งอยู่ในแคว้นหมื่นสุริยันของสวีโจว อำนาจของถนนหลวงทั้งสวีโจวเป็นของสำนักหมื่นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ย่อมอยู่ภายใต้การคุ้มครองของพวกเขา ขอเพียงมีใบผ่านทางหลวงที่ออกโดยสำนักหมื่นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ ก็สามารถเดินทางผ่านเมืองและด่านต่างๆ ในสวีโจวได้อย่างไม่มีอุปสรรค
อีกตัวอย่างหนึ่งคือเมืองเจาหยางที่พวกเขาจะไปในตอนนี้ แม้จะมีอาณาเขตติดกับเมืองเถียนหลิ่ง แต่ก็อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นบรรพตทองคำในยงโจว ยงโจวเป็นดินแดนของนิกายอสูรโลหิต หากต้องการเดินทางภายในแคว้นได้อย่างอิสระ ก็ต้องมีใบผ่านทางหลวงที่ออกโดยนิกายอสูรโลหิตเช่นกัน
ยงโจวและสวีโจวมีอาณาเขตติดกัน ทั้งยังเป็นรอยต่อระหว่างฝ่ายธรรมะและฝ่ายมาร เมื่อเทียบกับรอยต่อของแคว้นอื่นๆ การควบคุมย่อมเข้มงวดกว่าเป็นธรรมดา
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งเมืองเถียนหลิ่งและเมืองเจาหยางก็เป็นเพียงสถานที่เล็กๆ ที่เล็กเกินกว่าจะเล็กได้ เมืองเถียนหลิ่งก็มีเพียงสำนักกระบี่บรรพตที่เป็นสำนักระดับมนุษย์เพียงแห่งเดียว เมืองเจาหยางยิ่งอ่อนแอกว่า มีเพียงสี่สำนักนอกกระแสหลักเท่านั้น
อ่อนแอก็อยู่รอด อ่อนน้อมก็คงอยู่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าแข็งแกร่งก็มีดี อ่อนแอก็มีดี เพราะความอ่อนแอ เมืองที่อยู่ติดกันทั้งสองแห่งจึงไม่ค่อยได้รับความสำคัญ เมื่อไม่ได้รับความสำคัญ การควบคุมจะเข้มงวดสักเพียงใด ก็คงไม่เข้มงวดไปถึงไหน?
ดังนั้น คนอย่างเจ้าลิงน้อยที่เดินทางข้ามถนนหลวง ใช้ใบผ่านทางปลอมเข้ามาหาเลี้ยงชีพในเมืองเถียนหลิ่ง จึงมีอยู่ไม่น้อย
โดยทั่วไปแล้ว ขอเพียงไม่ใช่ผู้กระทำผิดกฎหมายชั่วร้าย แม้คนฝ่ายธรรมะในเมืองเถียนหลิ่งจะรู้ ก็มักจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
แม้เจ้าลิงน้อยจะใช้ใบผ่านทางปลอมของสวีโจว แต่เขาก็เป็นคนเมืองเจาหยางอย่างแท้จริง บนตัวเขายังมีใบผ่านทางจริงของเมืองเจาหยางอยู่
ใบผ่านทางจริงนี้ ก็เป็นสาเหตุหลักที่เขาและศิษย์น้องเถียนหงลู่ต้องพาคนผู้นี้เดินทางไปด้วย!
ทั้งสองคนก็แค่อยากจะใช้ "เจ้าลิงน้อย" เพื่อลอบเข้าไปในเมืองเจาหยางได้อย่างราบรื่น จากนั้นจึงตามหาเจ้าโหวอวี้เซียวผู้นั้น และจับเป็นเขากลับมา
ต้วนเจิ้งฉีแตกต่างจากศิษย์น้องเถียนหงลู่ที่ยังเด็ก เขาเคยท่องยุทธภพมาแล้ว มีประสบการณ์พอสมควร
เจ้าลิงน้อยคนนี้ตลอดทางไม่ค่อยพูดจา เขารู้สึกแปลกๆ มานานแล้ว
เมื่อครู่เมื่อกล่าวถึงเรื่องการตายของบิดาประมุขโหว โหวทง สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างน่าเกลียด ต้วนเจิ้งฉียิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้นไปอีก พลันเกิดความระแวงขึ้นในใจ จึงค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เถียนหงลู่อีกเล็กน้อย ในใจก็คิดแผนการ แล้วจึงพูดเรื่องของโหวอวี้เซียวต่อไป
"เมื่อสองปีก่อน ห้าพี่น้องตระกูลโหวที่มีพลังฝีมือสูงสุดอย่างประมุขโหว โหวอวี้เซียว ก็มีพลังฝีมือเพียงระดับเบิกกายาขั้นที่เจ็ด แปรเปลี่ยนลมปราณเท่านั้น พี่น้องอีกสี่คนพลังฝีมือยิ่งต่ำกว่าเขา บ่าวไพร่ในตระกูลโหวมีเพียงร้อยกว่าคน ก็ล้วนเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับเบิกกายาสามสี่ขั้น
สามมหาอำนาจร่วมมือกันบุกโจมตี ใครๆ ก็คาดว่าห้าพี่น้องตระกูลโหวต้องตายสถานเดียว ตระกูลโหวต้องถูกฆ่าล้างโคตรอย่างแน่นอน!
ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงคือ เจ้าโหวอวี้เซียวนี่ไม่รู้ไปได้วิชาแปลงโฉมขั้นสูงมาจากไหน เริ่มแรกปลอมตัวเป็นรองหัวหน้าพรรคหมาป่ามรกต เย่เฟย ไปล่วงละเมิดภรรยาของนายน้อยสำนักเหยี่ยวเหินฟ้า เถี่ยถูเฉิง นามว่าไป๋อวี้เจี๋ย
จากนั้นก็ฉวยโอกาสที่ประมุขเกาแห่งป่าสำราญไม่อยู่ ปลอมตัวเป็นเถี่ยถูเฉิง ไปทำร้ายลูกสาวของเขานามว่าเกาเหวินเหวิน"
เถียนหงลู่หน้าแดงก่ำ ถ่มน้ำลายเบาๆ แล้วกล่าวว่า "เป็นพวกเสเพลจริงๆ โจรราคะ แม้แต่สตรีที่แต่งงานแล้วก็ไม่เว้น รอข้าจับเขาได้ จะต้องสับเขาเป็นหมื่นชิ้นให้ได้"
"ไป๋อวี้เจี๋ยผู้นั้นเป็นธิดาของประมุขตระกูลไป๋แห่งแคว้นบรรพตทองคำ แต่งงานมาอยู่ที่เมืองเจาหยางไม่ถึงครึ่งเดือน ในสำนักเหยี่ยวเหินฟ้าก็เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ไม่ต้องพูดถึงนายน้อยเถี่ยถูเฉิง แม้แต่บิดาของเขา ประมุขเถี่ยปู้ตง ในยามปกติก็ยังปฏิบัติต่อสะใภ้ผู้นี้ด้วยความเคารพ นี่ไม่ถึงครึ่งเดือนก็ถูกล่วงละเมิดแล้ว อารมณ์ของสองพ่อลูกเถี่ยปู้ตงและเถี่ยถูเฉิงจะเป็นอย่างไร คงจะจินตนาการได้
ส่วนประมุขเกาผู้นั้น แม้จะทำอาชีพนักฆ่า แต่กับธิดาเพียงคนเดียวผู้นี้ ก็รักดั่งแก้วตาดวงใจยิ่งนัก บัดนี้ยังไม่ออกเรือน กลับต้องมาเจอกับเรื่องเช่นนี้ ยิ่งโกรธแค้นจนแทบคลั่ง"
เถียนหูงลู่อายุน้อย บริสุทธิ์ก็จริง แต่ก็ไม่ใช่คนโง่ พูดมาถึงขนาดนี้นางก็พอจะเข้าใจแล้ว
"เขายุยงให้สามสำนักขัดแย้งกันก่อน แล้วจึงทุ่มเงินสินบนให้เจ้าเมืองเจาหยาง เริ่นเฟิง สามสำนักก็หลงกลตีกันเองจริงๆ ประกอบกับมีเริ่นเฟิงคอยหนุนหลัง ตระกูลโหวจึงรอดมาได้อย่างน่าอัศจรรย์!"
"แล้วหลังจากนั้นเล่า เจ้าโจรราคะนั่นพลิกสถานการณ์ได้อย่างไร?"
ประมุขโหวในปัจจุบันมีชื่อเสียงโด่งดัง ย่อมหมายความว่าสองปีมานี้เขาพลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ เถียนหงลู่อยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง จึงถามต่อไปอีกประโยค
"หลังจากนั้นเขาก็อาศัยวิชาแปลงโฉม ยุยงให้สามสำนักขัดแย้งกันอยู่เรื่อยๆ ฉวยโอกาสที่สามสำนักกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด เขาพาตระกูลโหวแอบพัฒนาอยู่ข้างๆ
พอผ่านไปปีครึ่ง สามสำนักในที่สุดก็รู้ตัว แต่เขากลับมีพลังฝีมือถึงระดับเบิกกายาสิบขั้นแล้ว ทั้งยังสู้กับเถี่ยปู้ตงได้อย่างสูสี
ในช่วงเวลานี้ เขายังแอบสร้างพยัคฆ์ทมิฬอะไรสักอย่างขึ้นมา สมาชิกมีถึงพันกว่าคน สามสำนักเห็นว่าเขาเติบใหญ่แล้ว คิดจะละทิ้งความบาดหมางร่วมมือกันอีกครั้ง แต่ระหว่างกันและกันก็เกิดความระแวงขึ้นแล้ว ทั้งยังพลาดโอกาสไปแล้ว คิดจะจัดการกับเขาอีกครั้ง ก็ไม่ง่ายเหมือนเดิมแล้ว!"
เถียนหงลู่ฟังจบ ในดวงตาก็พลันปรากฏประกายแสงขึ้นมา
นางเป็นคนแยกแยะดีชั่วชัดเจนก็จริง กับโหวอวี้เซียวที่มาล่วงเกินนาง เกลียดจนเข็ดฟันก็จริง
แต่หลังจากฟังคำพูดของต้วนเจิ้งฉี แม้จะมองออกว่าโหวอวี้เซียวผู้นี้มีวิธีการสกปรก ไม่มีขอบเขต แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนผู้นี้ก็ทำไปเพื่อความอยู่รอดของตระกูล ไม่น่าจะใช่คนชั่วร้ายถึงกระดูก
"ไม่ถูกสิ ถึงแม้ในเมืองเจาหยางจะไม่มีใครมองทะลุวิชาแปลงโฉมของเขาได้ แต่ไป๋อวี้เจี๋ยผู้นั้นมาจากตระกูลไป๋ซึ่งเป็นสำนักระดับมนุษย์ของแคว้นบรรพตทองคำ ทั้งยังเป็นธิดาของประมุขตระกูลไป๋ นางถูกรังแกเช่นนี้ เพียงแค่เรียกยอดฝีมือปราณดาราจากบ้านเดิมมาคนหนึ่ง เจ้าโหวอวี้เซียวนั่นก็ต้องตายแล้วมิใช่หรือ?"
"ปัญหาก็อยู่ที่ไป๋อวี้เจี๋ยคนนี้นี่แหละ!"
"เกิดอะไรขึ้น?"
"ไป๋อวี้เจี๋ยคนนี้เป็นธิดาคนเล็กของประมุขตระกูลไป๋แห่งแคว้นบรรพตทองคำ ได้รับความรักใคร่จากบิดาอย่างยิ่ง ตอนแรกที่ถูกรังแก บิดาของนางไป๋อวิ๋นฟานก็ส่งยอดฝีมือปราณดาราจากแคว้นบรรพตทองคำมาคนหนึ่งจริงๆ ทั้งยังจับโหวอวี้เซียวได้แล้วด้วย เตรียมจะสังหารเขาแล้ว
แต่หลังจากนั้นไม่เพียงไม่ฆ่าเขา ไป๋อวี้เจี๋ยยังประกาศคบหากับโหวอวี้เซียวอย่างเปิดเผย นายน้อยสำนักเหยี่ยวเหินฟ้าเถี่ยถูเฉิงผู้นั้นก็เลยต้องสวมหมวกเขียวไปโดยเปล่าประโยชน์"
"ทำไมเล่า?" เถียนหงลู่พลันเบิกตากว้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น โดยเฉพาะเมื่อพบว่าบนใบหน้าของศิษย์พี่ต้วนเจิ้งฉียังปรากฏแววอิจฉาอยู่ ในใจยิ่งอยากรู้มากขึ้นไปอีก
"เจ้าลืมฉายาของเขาไปแล้วหรือ?"
"พันโฉม... รูปหยก..."
เถียนหงลู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยฉายานี้ออกมา จากนั้นสีหน้าก็พลันตะลึงงันไป
โหวอวี้เซียวมีวิชาแปลงโฉมที่ร้ายกาจ ทั้งยังไม่ค่อยปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่แท้จริง ดังนั้นจึงมีฉายาว่าพันโฉม แต่คำว่ารูปหยกข้างหลัง...
เอาล่ะ!
เถียนหงลู่ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่า แววอิจฉาบนใบหน้าของต้วนเจิ้งฉีนั้น มาจากอะไร
สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นแปลกประหลาด กล่าวว่า "ในเมื่อเขาหน้าตาดีถึงเพียงนี้ เหตุใดยังต้องแปลงโฉม ไม่ปรากฏตัวด้วยใบหน้าที่แท้จริงเล่า?"
"หน้าตาดีก็กินแทนข้าวไม่ได้ บุรุษ... อย่างไรเสียก็ต้องแข็งแกร่ง!"
ในขณะนั้นเอง เจ้าลิงน้อยที่เงียบมาตลอด พลันเอ่ยประโยคนี้ขึ้นมาอย่างเย็นชา
เถียนหงลู่เตรียมจะโต้เถียงเขา ประมุขโหวผู้นั้นอาศัยใบหน้าเกาะติดไป๋อวี้เจี๋ย ก็คือการใช้ใบหน้ากินแทนข้าวมิใช่หรือ
แต่ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ ศิษย์พี่ต้วนเจิ้งฉีข้างๆ ก็เคลื่อนไหวร่าง คว้าบังเหียนในมือของนางไป ดึงทั้งคนทั้งม้ามาอยู่ข้างกายตนเอง
จากนั้นก็รีบถอยห่างจากเจ้าลิงน้อยคนนั้นไปห้าหกเมตร ชักกระบี่ในมือออกมา ชี้ไปที่อีกฝ่าย แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา
"ข้าดูออกตั้งนานแล้วว่าไม่ชอบมาพากล เจ้าเป็นใครกันแน่ รีบสารภาพมาตามตรง!"
"พวกท่านเดินทางมาไกลเพื่อตามหาข้ามิใช่หรือ ยังจะถามอีกว่าข้าเป็นใคร..."