- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 37 เดินเล่นประตูเจิ้งหยาง
ตอนที่ 37 เดินเล่นประตูเจิ้งหยาง
ตอนที่ 37 เดินเล่นประตูเจิ้งหยาง
“แม่ใหญ่คะ วันนี้แดดดีไม่น้อย ให้ฉันช่วยเอาเครื่องนอนออกไปตากแดดให้ดีไหมคะ?!” หลิวกุ้ยอิงพอทำงานบ้านเสร็จ ไม่มีอะไรทำ ก็นึกขึ้นได้ว่าผ้าห่มของหญิงชราหูหนวกไม่ได้ตากแดดมาสักพักแล้ว จึงวิ่งมาหาเธอทันที
หญิงชราหูหนวกกล่าวว่า “จริงด้วยสิ วันนี้อากาศดี งั้นก็เอาไปตากเถอะ”
“ได้ค่ะ!” หลิวกุ้ยอิงรับคำแล้วเดินไปข้างเตียง อุ้มผ้าห่มออกจากห้อง พอผ่านไปราวสิบกว่านาที เธอก็กลับเข้ามา
หญิงชราหูหนวกถามว่า “สะใภ้อี้ เจ้าทึ่มมันแต่งงานมาเกือบเดือนแล้วใช่ไหม?!”
หลิวกุ้ยอิงตอบว่า “ใช่ค่ะ ประมาณเดือนหนึ่งแล้ว”
หญิงชราหูหนวกถอนหายใจ พูดขึ้นอย่างหมั่นไส้ว่า “วันแต่งงานเขาพาภรรยามาหาฉันพร้อมกับเอาขนมมาให้แต่นั่นก็เป็นครั้งเดียวจากนั้นก็ไม่เห็นโผล่หน้ามาอีกเลย”
หลิวกุ้ยอิงรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นผลจากสามีตนเป็นต้นเหตุ ดังนั้นเธอจึงไม่กล้าต่อความยาวสาวความยืด พยายามเปลี่ยนเรื่องพูดว่า “ไม่อยากจะเชื่อเลย เจ้าทึ่มนี่นิ่ง ๆ แต่กลับมีฝีมือไม่น้อย ถึงกับหางานให้ภรรยาได้ ตอนนี้บ้านเขามีรายได้สองทาง เงินเดือนสองคนเลี้ยงสามคน แถมยังมีค่าครองชีพที่เหอต้าชิงส่งมาอีก บ้านเขาคราวนี้เรียกว่าลืมตาอ้าปากได้แล้ว”
ดวงตาของหญิงชราหูหนวกเปล่งแสงทันที ยิ้มแล้วกล่าวว่า “สะใภ้อี้ โอกาสที่จะปรับความสัมพันธ์ของพวกเจ้ามาถึงแล้ว” เห็นหลิวกุ้ยอิงนิ่งไป หญิงชราหูหนวกก็ยิ้มอธิบายว่า “เจ้าทึ่มกับภรรยาเป็นพนักงานทั้งคู่ อวี้สุ่ยก็ต้องเรียนหนังสือ อีกหน่อยภรรยาเจ้าทึ่มมีลูก ลูกก็ต้องมีคนเลี้ยงใช่ไหม?! บ้านในเรือนเราก็มีแต่พวกเจ้านี่แหละที่เหมาะสม หากพวกเจ้าเสนอตัวเข้าช่วย พอไป ๆ มา ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างกันก็จะดีขึ้นเอง!”
หลิวกุ้ยอิงหัวเราะขึ้นมา กล่าวว่า “แม่ใหญ่เป็นคนรอบคอบจริงๆ ค่ะ”
ขณะเดียวกัน หากจะพูดถึงคนที่อิจฉาหลิวหลานที่สุดในเรือน ก็คงไม่พ้นฉินหวยหรู
ตอนแรกหลิวหลานไปทำงาน ฉินหวยหรูก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรนัก แต่พอเจี่ยจางซื่อเริ่มบ่นบ่อยเข้า ใจของฉินหวยหรูก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
เธอก็แต่งมาจากชนบทเหมือนกัน แล้วเหตุใดหลิวหลานถึงได้งานทำ แต่เธอต้องอยู่แต่ในบ้าน?!
แล้วเธอก็เริ่มเคืองอี้จงไห่ขึ้นมา อาจู้แค่เป็นพ่อครัว ยังมีปัญญาหางานให้ภรรยาได้
แต่อี้จงไห่เป็นถึงช่างใหญ่ของโรงงาน เป็นอาจารย์ของตงซวีด้วย ทำไมถึงช่วยหางานให้เธอไม่ได้?!
“หวยหรู! หวยหรู!” เจี่ยจางซื่อเรียกฉินหวยหรูสองครั้ง เห็นว่าเธอไม่ตอบสนอง ก็ถอนใจลุกจากเตียง เดินไปที่หน้าประตู เห็นฉินหวยหรูกำลังนั่งเหม่อบนเก้าอี้
เห็นเช่นนี้ เจี่ยจางซื่อโกรธจนเดือด เดินไปตบหลังฉินหวยหรูฉาดหนึ่ง
ฉินหวยหรูสะดุ้งทันที หลั่งน้ำตาขึ้นมา มองเจี่ยจางซื่อพลางถามว่า “แม่ตีฉันทำไม?!”
เจี่ยจางซื่อตวาดว่า “จะตีเธอต้องมีเหตุผลด้วยรึ?! ตอนฉันเรียกทำไมไม่ขานรับล่ะ กำลังคิดถึงใครอยู่?”
ฉินหวยหรูเห็นเจี่ยจางซื่อท่าทางจะตบมาอีก จึงรีบยกมืออ้อนวอนว่า “แม่คะ! แม่อย่าป้ายสีฉันแบบนี้สิคะฉันไม่ได้คิดถึงใครเลยแต่กำลังคิดเรื่องหางานทำอยู่”
“หางานหรือ?!” เจี่ยจางซื่อพึมพำ แล้วนึกถึงเรื่องภรรยาเหออวี้จู้ จึงพูดว่า “ฉินหวยหรู! ขอเตือนไว้ก่อนนะประพฤติตัวเองให้ดีอย่าหาเรื่องทรยศต่อต่อตงซวี”
ฉินหวยหรูกล่าวว่า “แม่คะ! ฉันจะทำแบบนั้นได้อย่างไร อาจููู้เป็นพ่อครัวยังมีปัญญาหางานให้ภรรยาได้ อี้จงไห่เป็นทั้งอาจารย์ของตงซวี เป็นถึงช่างใหญ่ในโรงงาน จะให้ช่วยหางานให้ฉันสักงาน มันยากมากนักหรือ?!”
เจี่ยจางซื่อก็ไม่ใช่คนโง่ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถพาลูกชายอยู่รอดในเรือนสี่ประสานนี้ได้
เธอคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เดี๋ยวฉันจะให้ตงซวีไปถามอี้จงไห่ดู แต่ฉันขอพูดไว้ก่อน เธอออกไปทำงานได้! แต่เงินเดือนทุกเดือน ต้องให้ตงซวีเป็นคนไปรับ!”
ฉินหวยหรูได้ยินดังนั้นก็คิดในใจว่า “ให้เจี่ยตงซวีไปรับเงินเดือน?! แบบนี้เงินคงไปตกอยู่ในมือนังปีศาจเฒ่านี่หมด ฉันจะทำงานให้เหนื่อยไปเปล่า ๆ รึ?!”
เจี่ยจางซื่อเห็นฉินหวยหรูไม่ตอบ ก็ถามย้ำว่า “ไง?! เธอจะไม่เชื่อฟังใช่ไหม?!”
ฉินหวยหรูก็ได้สติกลับมา ใบหน้ายิ้มแย้มทันที กล่าวว่า “แม่คะฉันจะไม่ยอมได้ยังไง ที่ฉันอยากออกไปหาเงินก็เพื่อปั้งเกิงกับเสี่ยนวตังนะคะ”
เจี่ยจางซื่อมองฉินหวยหรูด้วยสายตาว่า “รู้ความก็ดีแล้ว!” ว่าจบก็เดินโงนเงนออกจากประตูไป
ฉินหวยหรูมองแผ่นหลังของเจี่ยจางซื่อ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหาย แววตาเธอพลันสาดประกายอำมหิตวาบหนึ่ง
“แม่! ผมปวดฉี่!” เสียงเรียกของปั้งเกิงดึงฉินหวยหรูกลับสู่ความเป็นจริง เธอถอนหายใจ หยิบหม้อน้ำเดินไปที่เตียงของปั้งเกิ่ง อุ้มปั้งเกิ่งขึ้นมาคล่องแคล่ว ถอดกางเกงเขาออก แล้วยกหม้อรับปัสสาวะให้เขา
พริบตาเดียว เวลาก็ล่วงมาถึงบ่ายสองโมงครึ่ง โรงเรียนประถมเลิกเรียนแล้ว เหยียนเจี๋ยกวงเดินออกจากประตูโรงเรียน แล้วนึกถึงประตูเจิ้งหยางขึ้นมา พร้อมกับนึกถึงร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ไหน ๆ ก็ไม่มีอะไรทำ กลับบ้านเลยก็คงว่างเปล่า ไปดูสักหน่อยดีกว่า โรงเรียนประถมหงซิงอยู่ไม่ไกลจากประตูเจิ้งหยางนัก เดินไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง
แต่เพราะอยู่ภายใต้แรงกระตุ้นของความอยากรู้ เหยียนเจี๋ยกวงจึงเดินเร็วมาก ใช้เวลาเพียงยี่สิบกว่านาทีก็ถึงประตูเจิ้งหยาง
บริเวณประตูเจิ้งหยางยังคงคึกคักไม่น้อย แถวนี้ไม่เพียงอยู่ใกล้ต้าเช่อหลัน ยังอยู่ใกล้สถานีรถไฟเก่าอีกด้วย เหยียนเจี๋ยกวงเดินสำรวจรอบหนึ่ง ถึงแม้จะมีร้านเหล้าเล็ก ๆ อยู่หลายร้าน แต่ก็ไม่มีร้านไหนที่เจ้าของชื่อสวี่ฮุ่ยเจิน แม้แต่ร้านผ้าใกล้เคียงก็ไม่มีใครชื่อเฉินเสวี่ยหรูเลย
“เจี่ยกวง แกมาทำอะไรที่นี่?!” ขณะเหยียนเจี๋ยกวงกำลังจะเดินกลับ ก็มีเสียงของเหยียนเจี๋ยเฉิงดังมาจากด้านหลัง
เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า “ได้ยินว่าทางนี้คึกคักดี ผมลยมาเดินเล่นดูหน่อย” จากนั้นก็ถามว่า “พี่ใหญ่ พึ่งเลิกงานหรือ?!”
เหยียนเจี๋ยเฉิงตอบว่า “ฉันมาทำธุระที่สถานีรถไฟเก่า วันนี้ต้องไปกับรถ ไม่กลับบ้านแล้ว แกกลับไปบอกพ่อแม่เราด้วย”
“อืม!” เหยียนเจี๋ยกวงพยักหน้า กล่าวว่า “พี่ ระวังตัวด้วยนะ”
“รู้แล้ว!” เหยียนเจี๋ยเฉิงตอบห้วน ๆ แล้วก็เดินจากไปพร้อมกับเพื่อนร่วมงาน
พอเหยียนเจี๋ยเฉิงเดินไปไกลแล้ว เหยียนเจี๋ยกวงก็ถอนหายใจในใจพลางนึกว่า “ไม่เสียแรงที่เป็นลูกแท้ ๆ ของเหยียนปู้กุ้ย ขี้ตืดตัวพ่อเลยจริง ๆ เงินเหรียญหนึ่งหยอดไว้กลางร่องก้น ยังวิ่งรอบเมืองปักกิ่งตั้งยี่สิบรอบก็ไม่ตกเลย!”
ไม่นานมานี้ เหยียนเจี๋ยเฉิงเพิ่งได้รับเงินเดือนเดือนแรกจากการเป็นลูกมือ แม้ว่าเขาจะยอมควักเงินสิบหยวนส่งให้บ้านอย่างไม่เต็มใจ แต่กลับไม่เคยแสดงน้ำใจใด ๆ กับน้องชายหรือน้องสาวเลย มิหนำซ้ำยังจ้องจะให้เหยียนเจี๋ยกวงประกอบจักรยานให้เขาคันหนึ่ง
แต่เหยียนเจี๋ยกวงไม่ยอมตามใจ ตอบโต้กลับไปตรง ๆ ตั้งแต่นั้นมา เหยียนเจี๋ยเฉิงมองเหยียนเจี๋ยกวงเหมือนศัตรู ไร้เยื่อใยฉันพี่น้องอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม สำหรับเหยียนเจี๋ยกวงแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่ได้สำคัญอะไร เพราะแต่เดิมเขาก็ไม่ได้คิดจะมีสายสัมพันธ์ใด ๆ กับพี่ชายคนนี้อยู่แล้ว
ขณะเดินอยู่ เหยียนเจี๋ยกวงก็ถูกกลิ่นหอมเย้ายวนใจดึงดูดให้หยุดฝีเท้า เขาเหลือบมองไปตามทิศทางที่กลิ่นลอยมา ก็เห็นป้ายร้านเขียนว่า “เยว่เซิ่งจ้าย” ดวงตาของเขาพลันทอแสง น้ำลายไหลโดยไม่รู้ตัว ไม่รอช้า เขารีบเดินเข้าไปในร้านทันที
แม้ว่าในช่วงเวลานี้จะมีคนมาซื้อกับข้าวไม่มาก แต่เหยียนเจี๋ยกวงก็ยังต้องรอคิวอยู่หลายนาที
ระหว่างที่เขารออย่างใจจดใจจ่อ ในที่สุดก็ถึงคิวของเขา เหยียนเจี๋ยกวงมองดูของในร้านอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลือกซื้อเนื้อวัวพะโล้ครึ่งกิโลกรัม
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากซื้อให้มากกว่านี้ แต่เพราะในมือเขามีตั๋วเนื้อวัวแค่ครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งตั๋วใบนี้ก็ได้มาจากการแลกเปลี่ยนโดยบังเอิญอีกต่างหาก
………………..