- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 11 เหยียนเจี๋ยเฉิงแย่งโหวโถวจากมือน้องสาว
ตอนที่ 11 เหยียนเจี๋ยเฉิงแย่งโหวโถวจากมือน้องสาว
ตอนที่ 11 เหยียนเจี๋ยเฉิงแย่งโหวโถวจากมือน้องสาว
คุณนายสามเห็นเหยียนปู้กุ้ยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาจากข้างนอกก็ถามว่า
“เหล่าเหยียน?! เป็นอะไรแต่เช้าเชียว ทำไมถึงโหวกเหวกแบบนี้?!”
เหยียนปู้กุ้ยไม่พูดพล่ามให้มากความ รีบเล่าเรื่องที่เหยียนเจี๋ยกวงเพิ่งพูดไว้ให้ภรรยาฟังจนหมด คุณนายสามกล่าวว่า
“ก็จริงนะ! ผักไม่ใช่แค่ดูได้ ยังเอามากินได้ด้วย ดีกว่าของประดับพวกนั้นที่ดูอย่างเดียวกินไม่ได้อีก วันหลังเพี่ก็จัดการของในกระถางพวกนั้นให้หมด ฉันจะโรยเมล็ดผักหน่อย ผักพวกนี้โตไว อีกไม่นานก็เก็บกินได้แล้ว”
เหยียนปู้กุ้ยกล่าวว่า
“อย่าปลูกแค่ผักอย่างเดียว วันหลังเธอกลับไปบ้านแม่เธอสักรอบ เอาเมล็ดพันธุ์ผักอย่างอื่นมาด้วย พวกเราจะได้ปลูกหลาย ๆ อย่าง ถ้าโตดี ๆ เผื่อมีเหลือก็เอาไปแลกของกับคนอื่นได้อีก”
คุณนายสามพยักหน้าตอบว่า
“ได้เลย อีกไม่กี่วัน หาเวลาสักหน่อย ฉันจะพาเจี๋ยตี้กลับไปด้วย”
“ไม่ได้!” เหยียนปู้กุ้ยรีบค้านก่อนที่ภรรยาจะพูดจบ
“เธอกลับบ้านแม่ก็ต้องถือของติดมือไป จะไปมือเปล่าได้อย่างไร?! เรื่องเมล็ดพันธุ์ผัก ฉันหาทางเองดีกว่า”
คุณนายสามคิดอยู่สักพักแล้วก็เห็นด้วย
ไงั้นเอาอย่างที่พี่ว่าเถอะ เรื่องเมล็ดพันธุ์ผักฉันไม่ยุ่งแล้ว ปล่อยให้พี่เป็นคนจัดการ"
เหยียนปู้กุ้ยพยักหน้าแล้วหยิบถ้วยตรงหน้าขึ้นมาดื่มโจ๊กข้าวโพดคำหนึ่งก่อนกล่าวว่า
“วันนี้โจ๊กมันข้นไปหน่อยนะ?!”
คุณนายสามตอบว่า
“วันนี้ตอนคลุกข้าวโพด ฉันใส่เยอะไปหน่อย ฉันก็เลยทำโหวโถวให้เล็กลงนิดหนึ่ง มันก็พอ ๆ กันนั่นแหละ”
เหยียนเจี๋ยเฉิงกัดโหวโถวคำหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“แม่ ทุกเช้าโหวโถวกับโจ๊กใสแบบนี้ทุกวัน เมื่อไรจะได้กินอะไรดี ๆ บ้างล่ะ?! เพิ่มไข่ให้พวกเราสักฟองได้ไหม?!”
เหยียนปู้กุ้ยหัวเราะพลางกล่าวว่า
“อยากกินไข่ก็ไม่ยาก แกจ่ายเงินมา ฉันจะให้แม่แกทำอาหารเพิ่มให้เดี๋ยวนี้เลย”
พอเหยียนเจี๋ยเฉิงได้ยินว่าต้องเสียเงิน ก็รีบหุบปากเงียบสนิท เหยียนเจี๋ยฟางเห็นพี่ชายไม่พูดต่อก็เอ่ยขึ้นว่า
“ตรงหน้าประตูบ้านเราที่ว่าง ๆ ตั้งกว้าง ทำไมเราไม่ลองสร้างเล้าไก่สักเล้า เลี้ยงไก่สักสองตัว?!”
เหยียนปู้กุ้ยนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า
“เรื่องนี้น่าสนใจ คงจะพอทำได้”
เหยียนเจี๋ยกวงพูดแทรกขึ้นว่า
“ผมว่าคิดใหม่เถอะ อย่าให้ถึงเวลานั้นไข่ก็ไม่ได้กิน ไก่ก็โดนขโมยไปอีก”
เหยียนเจี๋ยฟางกล่าวว่า
“เจ้าสาม เราอยู่บ้านใหญ่ ทั้งยังเป็นบ้านตัวอย่าง จะมีใครมาขโมยของได้อย่างไร?! ถ้าไม่ใช่คนนอกเข้ามา”
เหยียนเจี๋ยกวงกล่าวว่า
“พวกพี่ไม่รู้อะไร ผมรู้เรื่องนี้ดีเพราะเรียนอยู่ที่โรงเรียนเดียวกัน เจ้าปั้งเกิงนั่นมือไม้ไม่สะอาดเลย ขโมยดินสอและยางลบของคนอื่นไปเยอะแล้ว คนเขาว่าไว้ 'ยอดเสาไม่ตรง ฐานเสาก็เบี้ยวตาม' ถ้ามือไม้เจ้าปั้งเกิงไม่สะอาด คนในบ้านมันก็คงไม่ต่างกันหรอก”
เหยียนปู้กุ้ยถามว่า
“เจี๋ยกวง เจ้าปั้งเกิงมันขโมยของในโรงเรียนจริงหรือ?!”
เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า
“แน่สิ มันทำแบบแอบ ๆ ด้วย ถึงคนอื่นเห็นเข้า มันก็จะขู่คนเขาอีก คนเขาว่า 'มีแต่โจรพันวัน ไม่มีทางป้องกันโจรพันวัน' ต่อให้มีใครบอกครูเรื่องของมันมากแค่ไหน ครูก็แค่ให้มันคืนของกับสั่งสอนเล็กน้อย แต่พอออกจากห้องครู มันก็จะหาทางแก้แค้นคนที่ฟ้อง จนไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก”
เหยียนเจี๋ยฟางฟางเอ่ยขึ้นว่า
“ตั้งแต่เมื่อวานบ่าย โรงเรียนของพวกเราก็มีข่าวลือว่าเจ้าปั้งเกิงเป็นลูกของอี้จงไห่”
“แค่กๆ!” ขณะที่เหยียนปู้กุ้ยกำลังดื่มโจ๊กข้าวโพดอยู่ก็สำลักพ่นออกมาทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของเหยียนเจี๋ยฟาง เหยียนปู้กุ้ยไออยู่สองสามครั้งก่อนถามว่า
“เมื่อกี้แกว่ายังไงนะ?”
เหยียนเจี๋ยฟางกล่าวว่า
“ที่โรงเรียนพวกเรามีข่าวลือว่าเจ้าปั้งเกิงเป็นลูกของอี้จงไห่ แถมเล่ากันอย่างมีรายละเอียดมากด้วย เขาว่าตั้งแต่เจ้าปั้งเกิงเกิดมา อี้จงไห่ก็เริ่มตัดผมสั้น ก็เพื่อไม่ให้คนสงสัยว่าเขากับเจ้าปั้งเกิงมีเส้นผมเหมือนกัน ยังมีคนบอกอีกว่า อี้จงไห่ทำให้ท้องของฉินหวยหรูโตขึ้น แล้วก็แนะนำให้ฉินหวยหรูแต่งกับเจี่ยตงซวี ให้ลกศิษย์เลี้ยงลูกแทนตน”
เหยียนปู้กุ้ยกับภรรยามองสบตากัน คุณนายสามกล่าวว่า
“เหล่าเหยียน ฉันว่ามันอาจจะจริงก็ได้ ตอนแรกผมของอี้จงไห่ก็ไม่ได้ยาวมากนัก แต่ก็ไม่เคยตัดสั้นขนาดนี้ พอเจ้าปั้งเกิงเกิด เขาก็ตัดสั้นแบบนี้ทันทีเลย”
เหยียนปู้กุ้ยเตือนว่า
“เรื่องแบบนี้พูดกันในบ้านก็พอ ห้ามไปพูดข้างนอกเด็ดขาด ไม่งั้นจะลำบากเอา”
“รับทราบ!” เหยียนเจี๋ยฟางตอบรับเสียงหนึ่ง
เหยียนปู้กุ้ยพยักหน้าเบา ๆ กำลังจะพูดอะไรต่อ ก็เห็นเหยียนเจี๋ยเฉิงแย่งโหวโถวจากมือของเหยียนเจี๋ยตี้ไป เหยียนปู้กุ้ยขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจว่า
“เจี๋ยเฉิง ทำไมอยู่ดีๆ ถึงจะแย่งของน้อง”
เหยียนเจี๋ยเฉิงตอบว่า
“โหวโถวของเจี๋ยตี้กินหมดไปตั้งนานแล้ว ที่อยู่ในมือของเธอนั่นของเจี๋ยกวงต่างหาก ไหน ๆ เจี๋ยกวงก็กินไม่ไหว ผมในฐานะพี่ใหญ่ก็เลยเสียสละช่วยกินแทน!”
เหยียนเจี๋ยกวงกล่าวว่า
“พี่ใหญ่ พี่นี่มันไม่รู้จักอายเลยหรือไง?! คนเขายังพูดกันว่า พี่ต้องยอมให้น้อง แต่นี่พี่โตขนาดนี้แล้วยังกล้าแย่งโหวโถวจากมือน้องสาวอีกหรือ?! มีพี่ชายแบบนี้ ผมอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว!”
กล่าวจบ เหยียนเจี๋ยกวงก็จูงมือเหยียนเจี๋ยตี้แล้วกล่าวว่า
“น้องเล็ก ไป! พี่สามจะพาไปกินของอร่อยๆ!”
หลังจากเหยียนเจี๋ยกวงพาเหยียนเจี๋ยตี้ออกไปแล้ว เหยียนปู้กุ้ยก็กล่าวว่า
“เจี๋ยเฉิง! แกเป็นลูกคนโตของบ้าน ฉันก็ไม่ได้คาดหวังว่าแกจะช่วยแบ่งเบาภาระแม่กับพ่อได้มากเท่าไหร่แต่แกก็ไม่ควรทำเรื่องแบบนี้ ยิ่งเป็นการแย่งอาหารจากน้องชายน้องสาวของตัวเองอีก ถ้าเกิดชินกับการแย่งอาหารในบ้านแล้วออกไปแย่งคนอื่น ถ้าเกิดถั่วลิสงแตก* ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
(\*หมายถึงโดนยิงด้วยปืน)
เหยียนเจี๋ยเฉิงกล่าวว่า
“พ่อครับ คำสอนประจำบ้านเราคือ ‘กินไม่จน อยู่ไม่จน คำนวณไม่ได้ถึงจน’ ผมไม่ได้โง่ถึงขั้นจะไปแย่งของคนอื่นข้างนอกหรอก”
เหยียนเจี๋ยฟางมองเหยียนเจี๋ยเฉิงด้วยแววตารังเกียจเล็กน้อย ก่อนจะซดโจ๊กข้าวโพดในถ้วยหมดแล้วกล่าวว่า
“หนูไปโรงเรียนแล้วนะคะ”
คุณนายสามกล่าวกำชับว่า
“ระวังตัวด้วยล่ะ”
“ค่ะ” เหยียนเจี๋ยฟางรับคำแล้วออกจากบ้านไป
เมื่อเดินมาถึงปากตรอก เหยียนเจี๋ยฟางก็เห็นเหยียนเจี๋ยกวงกับเหยียนเจี๋ยตี้นั่งอยู่ใต้ต้นไท่ฉวน กำลังกินซาลาเปาไส้เนื้ออยู่ เหยียนเจี๋ยฟางเดินเข้าไปถามว่า
“เจี๋ยกวง นายไปได้ซาลาเปาไส้เนื้อมาจากไหน”
เหยียนเจี๋ยกวงตอบว่า
“เก็บขยะไปขาย เก็บเงินมาเป็นเดือน ถึงพอจะซื้อซาลาเปาได้สองลูกนี่แหละ”
เหยียนเจี๋ยฟางเองก็ไม่กล้าขอซาลาเปาจากเหยียนเจี๋ยกวง จึงเตือนเบา ๆ ว่า
“สายแล้วนะ อย่าไปโรงเรียนสายล่ะ”
“รู้แล้ว!”เหยียนเจี๋ยกวงตอบหนึ่งคำ แล้วมองตามเหยียนเจี๋ยฟางที่เดินจากไปอย่างอาลัยเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปยิ้มให้เหยียนเจี๋ยตี้แล้วถามว่า
“น้องเล็ก ซาลาเปาไส้เนื้ออร่อยไหม?!”
เหยียนเจี๋ยตี้พองแก้มแน่นคล้ายหนูตัวน้อย เคี้ยวพลางตอบว่า
“อร่อย!”
เหยียนเจี๋ยกวงกล่าวว่า
“ตราบใดที่น้องว่านอนสอนง่าย พี่สามจะซื้อซาลาเปาไส้เนื้อให้กินอีกนะ”
กล่าวจบ เขาก็หยิบอมยิ้มที่หาได้จากในห้องมิติ ซึ่งยังพอเหมาะกับยุคนี้ เป็นอมยิ้มที่มีบ๊วยอยู่ตรงกลางหุ้มด้วยน้ำตาลมอลต์ แล้วใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อของเหยียนเจี๋ยตี้ ก่อนจะกำชับว่า
“เจี๋ยตี้ สิ่งนี้กินได้แค่ที่บ้าน ห้ามเอาออกไปกินข้างนอก ถ้าโดนแย่งไป น้องก็อดกินนะ”
เหยียนเจี๋ยตี้พยักหน้าอย่างแรงแล้วกล่าวว่า
“พี่สาม หนูรู้! ปั้งเกิงกับเสี่ยวตังมักจะแย่งของกินจากมือคนอื่น คนในตรอกพวกเราไม่มีใครอยากเล่นกับพวกเขาหรอก”
“รู้ก็ดีแล้ว! กลับบ้านกันเถอะ!”
กล่าวจบ เหยียนเจี๋ยกวงก็พยุงน้องสาวกลับไปยังเรือนสี่ประสาน
………………..