- หน้าแรก
- ชีวิตสบายๆ ของเหยียนเจี๋ยกวง
- ตอนที่ 9 อี้จงไห่เป็นตัวแทนตัดสินใจแทนเหออวี้จู้
ตอนที่ 9 อี้จงไห่เป็นตัวแทนตัดสินใจแทนเหออวี้จู้
ตอนที่ 9 อี้จงไห่เป็นตัวแทนตัดสินใจแทนเหออวี้จู้
“ตาเฒ่าเยี่ยน กำลังกินข้าวอยู่งั้นรึ?!” เวลาห้าโมงเย็นกว่าๆ อี้จงไห่กับหลิวไห่จงกลับมาถึงบ้านหลังเลิกงาน อี้จงไห่ผลักประตูเข้าบ้านเหยียนปู้กุ้ยตามความเคยชิน
เหยียนปู้กุ้ยที่กำลังกินข้าวอยู่เห็นดังนั้น ใบหน้าปรากฏความไม่พอใจอยู่ชั่วครู่ แต่ก็รีบเก็บอารมณ์นั้นแล้วหัวเราะถามว่า
“วันนี้ลมอะไรพัดพวกพี่สองคนมาถึงนี่หรือ?!”
อี้จงไห่มองไปที่หลิวไห่จงที่ยืนอยู่ข้างๆ หลิวไห่จงกระแอมสองทีแล้วถามว่า
“ตาเฒ่าเยี่ยนรู้หรือยังว่า วันนี้ขาของปั้งเกิงโดนตีจนหัก?!”
เหยียนปู้กุ้ยตอบว่า
“เมียฉันก็เพิ่งบอกตอนฉันมาถึงบ้าน ทางตำรวจมีข่าวบ้างหรือยัง?!”
หลิวไห่จงตอบว่า
“ยังไม่มีข่าวเลย พอเลิกงาน อาจารย์อี้ก็มาบอกฉันว่าบ้านเจี่ยลำบาก เลยคิดจะจัดประชุมใหญ่ทั้งบ้านขอให้ทุกคนร่วมเรี่ยไรเงินช่วยบ้านเจี่ยกันหน่อย”
เหยียนเจี๋ยเฉิงกับเเหยียนเจี๋ยฟางที่กำลังกินโจ๊กอยู่ได้ยินดังนั้นก็กลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว ต่างหันไปมองเหยียนเจี๋ยกวงโดยไม่ตั้งใจ
ในขณะเดียวกัน เหยียนปู้กุ้ยก็แอบเหล่มองเหยียนเจี๋ยกวงด้วยหางตา แล้วกล่าวว่า
“ตาเฒ่าหลิว ตามหลักแล้ว บ้านเจี่ยลำบาก การจัดประชุมใหญ่เพื่อขอให้ทุกคนช่วยกันสักเล็กน้อยนั้นก็ไม่มีปัญหา แต่เจ้าอย่าลืมนะ เฒ่าอี้เป็นอาจารย์ของเจี่ยตงซวี ทุกคนรู้ดีว่าศิษย์เปรียบเสมือนบุตร เมื่อบุตรลำบาก บิดาก็ควรช่วยเหลือมิใช่หรือ?! ไหนจะต้องพึ่งคนอื่นอีก?!”
หลิวไห่จงใช้สมองที่เต็มไปด้วยฟางข้าวคิดอยู่พักหนึ่ง ท้ายที่สุดก็พยักหน้ารับเห็นด้วย แล้วหันไปมองอี้จงไห่ ถามว่า
“อาจารย์อี้ แล้วคุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?”
ในใจอี้จงไห่ก็เรียกได้ว่าแค้นสุดๆ ถึงกับเสียใจที่ให้หลิวไห่จงออกหน้าให้แทน เขายิ้มเจื่อนๆ แล้วพูดว่า
“ฉันในฐานะอาจารย์ ควรช่วยศิษย์ตัวเองอยู่แล้ว ตาเฒ่าเหยียนกินข้าวไปเถอะ ฉันขอตัวกลับก่อน” พูดจบอี้จงไห่ก็รีบเดินออกจากบ้านเหยียนด้วยท่าทีหมอบหงอย
หลิวไห่จงกล่าวว่า
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอกลับก่อน”
พอหลิวไห่จงออกไป แม่เหยียนก็พูดขึ้นว่า
“อี้จงไห่นี่มันหน้าด้านจริงๆ เลยนะ?!”
เหยียนปู้กุ้ยยิ้มหยันแล้วกล่าวว่า
“พอเถอะ! พอเถอะ! ไม่พูดแล้ว กินข้าวต่อดีกว่า” จากนั้นก็เตือนว่า
“เจี๋ยกวง ขาปั้งเกิงหัก บ้านเจี่ยต้องโทษแกแน่ๆ ช่วงนี้ก็ระวังตัวให้ดี”
เหยียนเจี๋ยกวงพูดว่า
“พ่อวางใจเถอะ ผมรู้”
ในเวลาเดียวกัน อี้จงไห่ก็กลับถึงบ้าน หลิวกุ้ยอิงที่กำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ที่หัวเตียงรีบวางงานในมือลง แล้วเทน้ำหนึ่งแก้วมาวางไว้บนโต๊ะ ถามว่า
“เป็นอะไรหรือ?! งานไม่ราบรื่นหรือเปล่า?!”
อี้จงไห่ตอบว่า
“เขาว่ากันว่า หมากัดไม่เห่า หมาเห่าไม่กัด ไม่คิดเลยว่าเหยียนปู้กุ้ยจะกล้าขัดขืนเหมือนกัน”
หลิวกุ้ยอิงได้ยินคำพูดของสามี นางก็เข้าใจเรื่องทั้งหมดทันทีจึงปลอบว่า
“ขาของปั้งเกิงก็ไม่ได้เจ็บอะไรมากนัก พักรักษาสักระยะก็หายแล้ว”
อี้จงไห่กล่าวว่า
“ฉันก็รู้ว่าพักเดี๋ยวก็หาย แต่ตามคำโบราณที่ว่า ‘เส้นเอ็นกระดูกหัก ต้องพักร้อยวัน’ บ้านเจี่ยลำบาก เด็กเจ็บต้องบำรุง บ้านเราเป็นตัวอย่าง ฉันก็เลยคิดว่า ‘ที่ใดมีภัย ที่นั่นมีผู้ช่วย’ ก็เลยอยากจัดประชุมใหญ่ให้ทุกคนช่วยกันหน่อย ไม่คิดเลยว่าเหยียนปู้กุ้ยจะเอาเรื่องที่ฉันเป็นอาจารย์ของตงซวีมาพูดใส่”
หลิวกุ้ยอิงกล่าวว่า
“พี่อี้ ตอนนั้นที่ฉันคัดค้านไม่ให้พี่รับเจี่ยตงซวีเป็นศิษย์ ไม่ใช่ฉันใจแคบหรอกนะ แต่ศิษย์บ้านอื่นยังพอมีของฝากครูบาอาจารย์ช่วงเทศกาลบ้าง แล้วดูเขาสิ?! มีแต่จะเอาประโยชน์จากพี่ แล้วเขาเคยทำอะไรให้พี่บ้าง?!”
อี้จงไห่ปลอบว่า
“กุ้ยอิง ฉันรู้ว่าเธอยังข้องใจอยู่ แม้ตงซวีจะมีข้อเสียอยู่บ้าง แต่เขาก็เชื่อฟังข้าไม่น้อย และก็ยังแสดงความกตัญญูอยู่”
หลิวกุ้ยอิงพูดว่า “พี่อี้ ฉันว่าเจี่ยตงซวียังไม่ดีเท่าเจ้าทึ่มจู้เลย”ไ
อี้จงไห่พูดว่า “ฉันก็รู้สึกว่าเจ้าทึ่มจู้เป็นคนดี แต่อย่าลืมว่าเหอต้าชิงแค่ไม่อยู่ในจิ่วเฉิง เขาไม่ได้ตายนะ ถ้าวันไหนเขากลับมาล่ะจะทำอย่างไร?! เรื่องของเจ้าทึ่มจูนั้น เร่งไม่ได้ ต้องค่อยๆ วางแผน”
พูดจบอี้จงไห่ก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“ฉันจะไปหาเจ้าทึ่มจู้แป๊บเดียว เดี๋ยวกลับมา!”
“ตอนนี้? จะไปหาเขาทำไมกัน?!” คำพูดของหลิวกุ้ยอิงยังไม่ทันจบ อี้จงไห่ก็ออกจากบ้านแล้ว หลิวกุ้ยอิงจึงถอนหายใจยาว แล้วพึมพำว่า
“อี้จงไห่คนนี้ ฉันไม่รู้เลยจริงๆ ว่าในใจเขาคิดอะไรกันแน่?!”
อี้จงไห่ออกจากบ้าน แล้วตรงไปยังหน้าบ้านของเหออวี้จู้ เขาเอื้อมมือผลักประตูเข้าไป พอมองเห็นกับข้าวบนโต๊ะก็ยิ้มแล้วถามว่า
“พวกนายสองพี่น้องกำลังกินข้าวกันอยู่หรือ?!”
เหออวี้จู้ถามกลับ
“ลุงใหญ่กินข้าวหรือยังถ้ายังไม่กินก็นั่งกินด้วยกันก่อนเถอะครับ”
อี้จงไห่พูดว่า
“ป้าอี้เตรียมอาหารไว้ให้แล้ว พอดีฉันมีเรื่องจะคุยกับนายสัก 2-3 ประโยค เดี๋ยวก็กลับแล้ว”
เหออวี้จู้ถาม
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?”
อี้จงไห่กล่าวว่า
“จู้จื่อ ขาของปั้งเกิงหัก เด็กถึงจะฟื้นตัวเร็ว แต่ก็ต้องการสารอาหาร นายพอจะช่วยเอาปิ่นโตที่นำกลับจากโรงงานทุกวัน ให้บ้านเจี่ยสักใบได้หรือไม่?!”
เหออวี้จู้กล่าวว่า
“แต่ถ้าผมเอาปิ่นโตให้บ้านเจี่ย แล้วข้ากับอวี้สุ่ยจะกินอะไร?!”
อี้จงไห่พูดว่า
“เขาว่าในยุคอดอยาก คนเป็นพ่อครัวก็ยังไม่อดตาย นายเป็นพ่อครัวใหญ่ ยังจะขาดของกินอีกหรือ?! งั้นก็ตกลงตามนี้ เดี๋ยวฉันจะไปบอกตงซวีเรื่องนี้ อย่างไรเสีย ปั้งเกิงโตขึ้นก็ต้องจดจำบุญคุณนายแน่นอน เอาล่ะ นายสองพี่น้องกินกันต่อเถอะ ฉันกลับแล้ว”
“อะไรกันเนี่ย?!” เหออวี้จู้ถึงกับอึ้ง มองไปยังเหออวี้สุ่ยที่นั่งตรงข้ามด้วยแววตาโง่งม
เหออวี้สุ่ยคีบผักคำหนึ่งเข้าปาก แล้วถามว่า
“พี่ จะให้ปิ่นโตกับบ้านเจี่ยจริงๆ หรือ?!”
เหออวี้จู้พูดอย่างจนปัญญา
“ก็เขามาพูดขนาดนี้แล้วจะให้ฉันทำอะไรได้อีก! พรุ่งนี้ฉันจะเอาปิ่นโตกลับมาสองใบ วางใจเถอะ พี่จะไม่ปล่อยให้น้องหิวแน่นอน”
เหออวี้สุ่ยพยักหน้า แล้วเร่งว่า
“พี่ใหญ่ เมื่อไหร่พี่ใหญ่จะหาเจ้าสาวสักที”
“ตัวแสบ ยังมีหน้ามายุ่งเรื่องของพี่อีก?!” เหออวี้จู้พูดพลางทำหน้าหงุดหงิด ก่อนจะคีบหมูชิ้นหนึ่งใส่ชามของเหออวี้สุ่ย และในขณะนั้น เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงครั้งแรกที่พบฉินหวยหรู แม้เธอจะมาจากชนบท แต่รูปร่างหน้าตากลับตรงกับรสนิยมความงามของชาวเมืองซือจิ่วเฉิงอย่างมาก
เหออวี้สุ่ยเห็นเหออวี้จู้เหม่อลอยอยู่ก็ถามว่า
“พี่ คิดอะไรอยู่น่ะ?!”
“ไม่มีอะไร?!” เหออวี้จู้ได้สติกลับมาตอบปัด
“น้องกำลังโต ต้องกินเยอะๆ หน่อย”
หลังเจี่ยตงซวีกินข้าวเย็นเสร็จ ก็นั่งรออยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีการประชุมใหญ่ของทั้งบ้านสักที เจี่ยตงซวีจึงเริ่มร้อนรน
เจี่ยจางซื่อที่กำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่เหลือบมองเจี่ยตงซวีซึ่งกระสับกระส่าย แล้วพูดว่า
“ลองไปถามอาจารย์ดูหน่อยสิ ว่าคืนนี้ยังจะจัดประชุมใหญ่หรือไม่?!”ไ
“อืม!” เจี่ยตงซวีรับคำ แล้วรีบวิ่งออกไป พอถึงหน้าบ้านอี้จงไห่ เขาก็เคาะประตูอย่างสุภาพ
อี้จงไห่ได้ยินเสียงเคาะประตูก็พูดกับภรรยาว่า
“ต้องเป็นตงซวีแน่ ไปเปิดประตูเถอะ!”
“จ้ะ!” หลิวกุ้ยอิงรับคำ แล้วเดินไปเปิดประตู เจี่ยตงซวีถามว่า
“ป้าอี้ อาจารย์หลับหรือยังครับ?!”
“ยังจ้ะ เข้ามาสิ!” ว่าพลางหลิวกุ้ยอิงก็หลีกทางให้
เจี่ยตงซวีเข้าไปในบ้าน แล้วเดินมาหาอี้จงไห่ ถามว่า
“อาจารย์ คืนนี้จะจัดประชุมใหญ่หรือเปล่าครับ?”
อี้จงไห่ตอบว่า
“ไม่จัดแล้ว แต่เรื่องบำรุงร่างกายของปั้งเกิง ฉันจัดการให้แล้ว ตั้งแต่พรุ่งนี้ จะมีปิ่นโตให้หนึ่งใบ จนกว่าขาของปั้งเกิงจะหายดี”
…………….