- หน้าแรก
- บันทึกตำนานองค์ชายหกผู้พิชิตทุกสิ่ง
- (ฟรี) บทที่ 1048 หากท่านอ๋องพอใจ ย่อมถวายบรรณาการเพิ่มเป็นสองเท่า
(ฟรี) บทที่ 1048 หากท่านอ๋องพอใจ ย่อมถวายบรรณาการเพิ่มเป็นสองเท่า
(ฟรี) บทที่ 1048 หากท่านอ๋องพอใจ ย่อมถวายบรรณาการเพิ่มเป็นสองเท่า
บทที่ 1048 หากท่านอ๋องพอใจ ย่อมถวายบรรณาการเพิ่มเป็นสองเท่า
หมายเหตุผู้แปล
ในฐานะผู้แปล ผมขอแปลเนื้อหาให้ครบถ้วนตามต้นฉบับ แต่ผมไม่โอเคกับเนื้อหาของผู้แต่งที่มีการ เหยียด และ บิดเบือนประวัติศาสตร์และแสดงอคติต่อชาติไทยอย่างรุนแรง
สยามไม่เคยส่งฝิ่นเป็นบรรณาการแก่จีน และในประวัติศาสตร์ ฝิ่นกลับถูกนำเข้ามาโดย พ่อค้าจีนและชาวตะวันตก จนรัฐบาลไทยต้องควบคุมและปราบปรามในเวลาต่อมา
ขอให้ผู้อ่านใช้วิจารณญาณแยกแยะระหว่าง “จินตนาการของผู้แต่ง” กับ “ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์” อย่างรอบคอบ
บทที่ 1043, 1045, 1048, 1049 จะเปิดให้ฟรีครับเก็บตังไม่ลง
แสงอาทิตย์อบอุ่นส่องลงบนฉลองพระองค์หนังสีแดงสดของฉินเฟิง เปล่งประกายสะดุดตายิ่ง
สีแดงสดนี้ช่างถูกต้องเหมาะสม ทั้งร้อนแรงและสง่างาม ทั้งเป็นมงคลและนำโชค
ราวกับมีเส้นทองไหลเรื่อยอยู่ใต้ผ้าสีแดงสด ดุจสายเลือด
ทำให้ฉินเฟิงที่ยืนอยู่บนแท่นสูงนั้น ดูราวกับเทพเจ้า
คำพูดของเขา
ประหนึ่งคำสั่งศักดิ์สิทธิ์
สถานที่จัดงานเลี้ยงกว้างใหญ่มาก แต่เสียงทุ้มต่ำของฉินเฟิงกลบเสียงดนตรี ดังกังวานชัดเจนถึงหูทุกคน
ทำให้บรรดาเจ้าผู้ครองแคว้นและราชทูต ต่างเงยหน้ามองเหลียวอ๋องบนแท่นสูงโดยไม่รู้ตัว
บางคนก็มองไปที่กษัตริย์สยาม
กษัตริย์สยามเมื่อได้ยินเสียงฉินเฟิง ทั้งตัวสั่นเทา กลิ้งลุกจากที่นั่ง เดินโซเซมาบนพรมแดง แล้วคลานไปข้างหน้าสองสามก้าว ก่อนคุกเข่าคำนับลงกับพื้น
"กระหม่อม... กระหม่อมอยู่ที่นี่ คำ... คำนับท่านเหลียวอ๋องแห่งต้าฉิง!"
กษัตริย์สยามกำลังก้มศีรษะ ด้วยความตื่นตระหนก หมดท่าและน่าขัน
เพียงแต่
ไม่มีใครกล้าหัวเราะ
ลองคิดดู
หากเหลียวอ๋องผู้ดุจเทพเจ้านั้นเรียกชื่อพวกเขา การกระทำของพวกเขาคงไม่ต่างจากกษัตริย์สยามเท่าไร
ความน่าเกรงขามที่น่าสะพรึงกลัวนั้น แทบไม่น่าเชื่อว่าจะแผ่ออกมาจากชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าได้
ไม่
พูดให้ถูกกว่านั้น
คือกษัตริย์เหล่านี้ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเหลียวอ๋อง ได้แต่แอบมองอย่างหลบๆ ซ่อนๆ
เพราะพวกเขารู้ดี
ราชสำนักต้าฉิงต้องการเพียงให้พวกเขาส่งบรรณาการประจำปีตามกำหนดเท่านั้น
แต่ผู้ที่กำหนดชะตาชีวิตประเทศของพวกเขาจริงๆ คงเป็นเหลียวอ๋อง!
ไม่เช่นนั้น
ผู้ที่เปล่งเสียงก่อนคงไม่ใช่เหลียวอ๋อง โดยที่จักรพรรดิฉิงและอ๋ององค์อื่นนั่งอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ซึ่งเท่ากับการยอมรับโดยปริยาย
เพราะ
มีเพียงกองเรือของเหลียวอ๋องเท่านั้นที่สามารถไปถึงชายฝั่งของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ทหารม้าเกราะเหล็กอาจจู่โจมลงมาจากฟากฟ้า สามารถไปถึงทุกที่ในประเทศของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
แม้แต่นักรบที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา เมื่อเผชิญกับทหารม้าเกราะเหล็กเหลียวที่ทั้งคนและม้าสูงกว่าพวกเขาเกือบสองเท่า อาวุธในมือพวกเขาดูช่างน่าขันยิ่งนัก
นอกจากความสิ้นหวัง
ก็มีแต่ความสิ้นหวัง!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเรือรบของชาวเหลียวยังติดตั้งปืนใหญ่หนาแน่น สามารถฉีกกองทัพหลายหมื่นของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย ราวกับการลงโทษจากเทพเจ้า ทำให้พวกเขาไม่มีกำลังต่อต้านแม้แต่น้อย
ผู้คนนับพันในงานเลี้ยง
แต่พอฉินเฟิงเอ่ยปาก ไม่มีใครกล้าพูด นอกจากเสียงสั่นของกษัตริย์สยาม แม้แต่ลมยังดูเงียบสงัด
เงียบจนน่ากลัว
ฉินเฟิงจ้องมองกษัตริย์สยาม เห็นเขานอนสั่นอยู่บนพรมแดง
ฉินเฟิงไม่อยากกดดันเขาอีก กลัวว่าอีกไม่นานเขาจะเล็ดลอดรดพรมแดง ทำลายบรรยากาศแห่งความยินดีในวันนี้
"ในบรรดาบรรณาการจากสยาม นอกจากฝิ่นแล้ว ก็มีแมวสยาม"
ฉินเฟิงเอ่ยอย่างช้าๆ
แมวสยามนั้น ในดินแดนสยามถือว่าดี หรือแม้แต่ในภาคใต้ก็ถือว่าดูดี
แต่พอมาถึงแคว้นเหลียว ขนจะเปลี่ยนเป็นสีดำไปเอง
เหมือนลูกแพร์เย็นจัด
แม้แต่ชิงเยว่กุ้ยจู้ยังรังเกียจ
"และฝิ่นนี้..."
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง
กษัตริย์สยามได้ยินเช่นนั้น รีบเงยหน้าขึ้นทันที
เขารู้ดีว่าฝิ่นเป็นของดี!
เมื่อติดแล้ว ความรู้สึกเคลิ้มสุขเหมือนลอยขึ้นสวรรค์นั้นช่างวิเศษนัก
ถ้าท่านเหลียวอ๋องชอบ...
นั่นไม่เท่ากับว่าตั้งแต่นี้ไป เขาจะได้เกาะขาใหญ่ของเหลียวอ๋องหรือ?
"กระหม่อมเข้าใจแล้ว"
กษัตริย์สยามเอ่ยด้วยความยินดี เพื่อแสดงความจงรักภักดี
"ตั้งแต่นี้ไป ฝิ่นจะถวายเป็นบรรณาการเพิ่มเป็นสองเท่า! หากท่านเหลียวอ๋องพอใจ ต้องการเท่าไร กระหม่อมจะถวายเท่านั้น!"
พอคำนี้หลุดออกมา สายตาของกษัตริย์ทั้งหลายที่มองกษัตริย์สยาม ล้วนเต็มไปด้วยความอิจฉา
แต่ก็มีบางคนที่รู้ถึงอันตรายของฝิ่น อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เหลียวอ๋องผู้ทรงอำนาจ ถึงกับต้องพึ่งฝิ่นหรือ?
พวกเขาเริ่มลังเล ไม่รู้ว่าควรเตือนเหลียวอ๋องถึงอันตรายของฝิ่นหรือไม่
แต่ไม่มีใครรู้ว่าเหลียวอ๋องคิดอย่างไร จึงไม่มีใครกล้าออกหน้าไปก่อน
เตียมูเอ๋อร์เห็นเช่นนั้น มุมปากยกยิ้ม อดไม่ได้ที่จะยกถ้วยดื่ม
แต่ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูกลับลุกขึ้นทันใด มาที่พรมแดง แล้วคำนับฉินเฟิง
"ท่านเหลียวอ๋อง กระหม่อมผู้มีความผิดมีเรื่องจะกราบทูล"
ฉินเฟิงจ้องมองข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหู
ไม่คิดว่าในเวลาเช่นนี้ เขาจะออกมาเอง
"ฝิ่นนั้นเป็นสิ่งทำลายร้ายแรง ไม่ควรแตะต้องเด็ดขาด!"
ฉินเฟิงรู้สึกแปลกใจ
เขาไม่คิดว่าข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูจะออกมาเตือนเขาในเวลาเช่นนี้
ช่างน่าสนใจยิ่งนัก
"โอ้?"
ฉินเฟิงตั้งใจลากเสียงยาว ต้องการให้ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูพูดต่อ
"ราชวงศ์ก่อน... ไม่ ที่จริงคือช่วงปลายราชวงศ์ต้าหู ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์จำนวนมากเสพติดฝิ่น ทำให้ความสามารถทางการทหารเสื่อมถอย สุดท้ายต้องล่มสลาย"
ถึงคำพูดนี้จะละเอียดอ่อน แต่ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูก็ไม่สนใจ
เพราะชาวหูได้ล่มสลายไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
แต่สายเลือดของชาวหูยังไม่สูญสิ้น
ครั้งหนึ่งชาวหูเคยปกครองที่ราบกลาง และได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมฮั่นอย่างมาก
ปัจจุบัน ชาวหูที่รับวัฒนธรรมฮั่นเหล่านี้ยังคงอาศัยอยู่ในต้าฉิง
ในอนาคต...
พวกเขาจะใช้ชีวิตต่อไปในฐานะชาวฉิง
ตราบใดที่พวกเขาไม่พูด ไม่ทำอันตรายต่อต้าฉิง ก็จะไม่มีใครสนใจฐานะของพวกเขา
แม้กระทั่ง...
อาจจะสามารถจงรักภักดีต่อต้าฉิง สร้างผลงานให้แก่ต้าฉิง ได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางชั้นสูง
ในประเด็นนี้ ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปไม่ได้
และ...
หากบรรพบุรุษไม่เสื่อมถอย ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูคงไม่ได้เป็นข่านใหญ่ แต่จะได้สืบทอดราชบัลลังก์
ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูนั้น ความปรารถนาในราชบัลลังก์จริงๆ แล้วมีมากกว่าตำแหน่งข่านใหญ่มาก
พูดอีกนัยหนึ่ง
ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูตั้งแต่ต้นจนจบ
ล้วนใกล้ชิดกับชาวหูที่รับวัฒนธรรมฮั่น
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูยังรู้สึกว่าเขากับฉินเฟิงมีความสัมพันธ์อีกชั้นหนึ่ง
หงหลวนอาจไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเขา แต่ก็เลี้ยงดูมาจนเติบใหญ่ในราชสำนัก
หงหลวนเรียกเขาว่าบิดาข่านมานับสิบปี
ความผูกพันนี้...
น่าจะมีอยู่บ้าง
ดังนั้นข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูจึงไม่ลังเลเลย ใช้ความสำเร็จล้มเหลวของราชวงศ์ต้าหูเป็นตัวอย่าง
ก็เท่ากับเป็น...
การแสดงความจงรักภักดีต่อต้าฉิงโดยอ้อม
"ฝิ่นนั้นทำลายกระดูกล้างไขกระดูก เป็นพิษร้ายไม่สิ้นสุด ไม่ควรแตะต้องแม้แต่น้อย ขอท่านเหลียวอ๋อง ห้ามสยามนำฝิ่นมาถวายเป็นบรรณาการต่อไป"
ข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูคุกเข่าลงอีกครั้ง
ภาพนี้
ทำให้จักรพรรดิฉิงถึงกับงุนงง คิดว่าทำไมข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูจึงปรับสถานะของตนเองอย่างถูกต้องกะทันหัน?
เขาเห็นตัวเองเป็นขุนนางของต้าฉิงอย่างสมบูรณ์แล้วหรือ?
หรือว่า
เขาต้องการใช้วิธีนี้เพื่อให้ได้จบชีวิตอย่างสงบ
ใช่แล้ว
หัวหน้าชาวหูมักจบชีวิตไม่สวยงาม แต่หากในฐานะขุนนางต้าฉิง อาจได้จบชีวิตอย่างสงบได้
ฉินเฟิงได้ยินเช่นนั้น มุมปากเผยรอยยิ้ม
ต้องยอมรับว่า
คำพูดของข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูในตอนนี้ เหมาะเจาะยิ่ง
แต่กษัตริย์สยามกลับร้อนใจ
"ท่านเหลียวอ๋องอย่าฟังเขาพูดเหลวไหล!"
หากเป็นแต่ก่อน กษัตริย์สยามไม่มีความกล้าที่จะตะโกนต่อหน้าข่านใหญ่เฒ่าแห่งเป่ยหูเลย
แต่ตอนนี้ ข่านใหญ่เฒ่าถือเป็นนักโทษของต้าฉิงแล้ว
เขาจึงมีความกล้าขึ้นมา
"ของล้ำค่าเช่นนี้ จะห้ามได้อย่างไร?"
…
(จบบทที่ 1048)