เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

Chapter 73 Changes the strength of the world

Chapter 73 Changes the strength of the world

Chapter 73 Changes the strength of the world


改变世界的力量

แม้นว่าสัตว์ร้ายเมิ่งสวีจะมีพลังชีวิตมหาศาล,และทรงพลังมาก,อย่างไรก็ตามรูปแบบสัตว์ร้ายและอวัยวะภายในได้ล่มสลายพังทลายด้วยฝีมือซูเห่าแล้ว,ไร้ซึ่งพลังจะทำอะไร,และจะต้องตกตายในเวลาอีกไม่นาน.

หลังจากสัตว์ร้ายเมิ่งสวีหมดลมหายใจ,หัวหงอีก็สั่งให้ทำความสะอาดสนามรบ,เจ้าเมืองหลูและคณบดีเซียวจีที่เร่งรีบกลับมา ก็มาถึง.

หัวหงอี้ที่จ้องมองทั้งสองด้วยท่าทางไม่พอใจ,เรื่องจบแล้ว,ค่อยกลับมาถึงอย่างงั้นรึ?

หลูลู่และเซียวจีจ้องมองกันและกันด้วยท่าทางอักอ่วน.

พวกเขาที่จ้องมองศพของสัตว์ร้ายเมิ่งสวี,ก็รู้สึกเย็นยะเยือบไปถึงสันหลัง.

ทั้งสองรู้ดี,ถึงจะเร่งรีบกลับมา,ก็ไม่มีประโยชน์มากนัก,เพราะว่าสัตว์ร้ายเมิ่งสวีนั้นต่อให้บรรพจารย์สามคนร่วมมือกัน,ก็ทำได้แค่ขับไล่มันออกไปเท่านั้น.

การจะสังหารสัตว์ร้ายเมิ่งสวีได้นั้น,แทบเป็นไปไม่ได้เลย.

หลังจากที่รับรู้เรื่องราวการต่อสู้,ทั้งสองก็รู้สึกสนใจชายร่างเล็กที่สวมเกราะทั่วร่างเป็นอย่างมาก,พวกเขาคาดเดาว่าอีกฝ่ายคงเป็นบรรพจารย์ผู้หนึ่งที่ผ่านมาโดยบังเอิญ.

และหลังจากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้สังหารสัตว์ร้ายเมิ่งสวีที่แท้จริง,บรรพจารย์ยุทธ์ทั้งสองก็พูดไม่ออก,จ้องมองหน้ากันด้วยความงงงวย.

เรื่องเช่นนี้,ขอบเขตบรรพจารย์ยุทธ์สามารถทำสำเร็จด้วยรึ?

หัวหงอีเอ่ยวิเคราะห์“พี่ชายคนนั้นคงเป็นบรรพจารย์ขั้นสูง,นอกจากนี้ยังเป็นปรมาจารย์นักสลักรูนด้วย!”

หลูลู่และเซียวจีตกใจ”ปรมาจารย์นักสลักรูนอย่างงั้นรึ?

พวกเขาเองก็สามารถวาดสลักรูนได้เช่นกัน,ทว่านอกจากรูนอักขระ“สกัด” รูนอื่น ๆ ของพวกเขา,อ่อนแอมาก,หากต้องต่อสู้ใช้ดาบดูเหมือนว่าจะทรงพลังกว่ามาก.

หัวหงอีที่พยักหน้ารับเอ่ยออกมาว่า“ข้าเห็นว่าพี่ชายคนนั้นไม่ได้แค่สลักรูนแค่ครั้งสองครั้ง,ทว่ายังใช้ออกมานับครั้งไม่ถ้วน.”

เขาชี้ไปที่บาดแผลของสัตว์ร้ายเมิ่งสวี“เจ้าดูนั่น,เขาได้ใช้ทะลวงและแหลมคม,ยังมีร่องรอยกัดกร่อนด้วย,นอกจากนี้ข้ายังเห็นเขาใช้ม่านพลัง,โก่งตัว,อักขระรูนทุกตัวใช้ออกมาอย่างราบรื่น,ราวกับว่าเขาเข้าใจมันอย่างลึกซึ้ง.”

หลูลู่พยักหน้ารับ“เป็นความจริง,คนที่ทำเช่นนี้ได้,ไม่ใช่คนทั่วไป,อีกฝ่ายต้องเป็นปรมาจารย์สลักรูนระดับสูงสุด.”

เซียวจีที่นึกอะไรขึ้นมาได้ “เจ้าคิดว่าจินต้าถงที่ตายไปเมื่อสองปีที่แล้ว,เป็นฝีมือของคนผู้นี้หรือไม่?!”

หัวหงอีและหลูลู่ตกใจ,พูดไม่ออกเช่นกัน.

ผ่านไปนานเหมือนกัน,หลูลู่เอ่ยออกมาทันที“เรื่องจินต้าถง,ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอีกแล้ว.”

หัวหงอีและเซียวจีพยักหน้ารับ.

หลูลู่เอ่ยออกมาทันที“หงอี,เจ้าขุดแกนสัตว์เมิ่งสวีออกมา,แล้วส่งไปยังเมืองหลวงที.”

หัวหงอีพยักหน้ารับ“ตกลง!”

หลังจากนั้น,เมืองหลิงหยุนก็ได้แพร่เรื่องราวตำนาน“นักรบเกราะเงิน”ออกมา.

......

ขณะที่ทุกคนกำลังกล่าวขวัญถึงนักรบเกราะเงิน,ซูเห่าก็มาถึงดินแดนรกร้าง,เริ่มไล่ล่าสังหารสัตว์อสูรขอบเขตบรรพจารย์แล้ว,นอกจากนี้เขายังเลือกตัวทุกตัวที่เจออีกด้วย.

เขาพบว่าไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวสัตว์ร้ายขอบเขตบรรพจารย์อีกต่อไป,เพราะเขาได้สังหารไปแล้วสองตน.

ความหนาแน่นของจิงซีขอบเขตบรรพจารย์ของสัตว์ร้ายนั้น,โดยพื้นฐานเหนือกว่าซูเห่า,ทว่าก็มีเพียงแค่ความสามารถเดียว,ส่วนซูเห่านั้นมีรูนอักขระมากมาย,ทำให้ความต่างกันนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง.

หลังจากสังหารสัตว์ร้ายขอบเขตบรรพจารย์ไปห้าตัว,ซูเห่าก็พบกับลักษณะพิเศษของสัตว์ร้ายของเขตบรรพจารย์,แต่ละตัวนั้นจะมีก้อนเนื้อที่มีลูกปัดสีเหลืองอยู่ด้านในทั้งหมด

หรือจะกล่าวว่าลูกปัดนี้เป็นการสะสมของจิงซีของสัตว์ร้ายขอบเขตบรรพจารย์ก็ได้.

“นี่ควรจะเป็นแกนพลังงาน,ไม่แปลกใช้เลยว่าพลังของสัตว์ร้ายขอบเขตบรรพจารย์,ไม่ได้ทรงพลังเหนือล้ำเกินจินตนาการแต่อย่างใด”ซูเห่าเอ่ยออกมาทันที,เขาที่เป็นปรมาจารย์ยุทธ์,สามารถรับมือกับขอบเขตบรรพจารย์ยุทธ์ได้,ไม่ใช่ว่าเขาแข็งแกร่งเลิศล้ำ,ทว่าขอบเขตบรรพจารย์นั้นอ่อนแอเกินไป.

อืม...ซูเห่าที่คิดว่าตัวเองอาจจะเหนือกว่าปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูง,ทว่าอย่างไรซะเขาก็ยังเป็นปรมาจารย์คนหนึ่ง.

ซึ่งขอบเขตบรรพจารยับก็ไม่ได้ต่างจากปรมาจารย์มากนัก.

ความแตกต่างนั้น,ควรจะเป็นอวัยวะที่ใช้สะสมจิงซีเอาไว้ได้.

ด้วยร่างกายขนาดใหญ่ก็ต้องใช้จิงซีมหาศาล,ผลของร่างกายที่ใหญ่ย่อมมีมวลที่หนักกว่าและทรงพลังกว่า,ทว่าหากคำนวณพลังต่อปริมาตรแล้ว,ก็เหนือกว่าขอบเขตปรมาจารย์ไม่มากนัก.

นอกจากนี้เมื่อมีปริมาณจิงซีมหาศาล,ก็ต้องใช้เป็นจำนวนมากเพื่อพยุงร่างที่ใหญ่ยักษ์

ทว่าขอบเขตบรรพจารย์,ถึงจะมีแหล่งกักเก็บการจ่ายจิงซีนั้น,เมื่อต้องใช้ก็ต้องส่งออกลำเลียงออกมา,ทำให้การปะทุพลังนั้นมีอยู่อย่างจำกัดเช่นกัน.

กล่าวตามจริงหากเอ่ยถึงความหนาแน่นจิงซีขอบเขตบรรพจารย์แทบจะไม่แตกต่างจากของซูเห่าเลย!

“การก้าวสู่ขอบเขตบรรพจารย์,ต้องมีลูกปัดพลังงานนี้อย่างงั้นรึ?”ซูเห่าที่กำลังค้นหาการก้าวสู่ขอบเขตบรรพจารย์,ดูเหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับแกนพลังงานจริง.

ดังที่เหล่าหลิวเคยเอ่ย,จุดสูงสุดของเผ่าพันธ์มนุษย์นั้นอยู่ที่ขอบเขตจอมยุทธ์เท่านั้น,การยกระดับเป็นปรมาจารย์นั้น,มาจากการเลียนแบบสัตว์ร้าย.

ในทำนองเดียวกัน,เผ่ามนุษย์ที่สร้างแกนพลังงานไม่ได้,หากต้องการก้าวสู่ขอบเขตบรรพจารย์,ก็ต้องศึกษาจากสัตว์ร้ายเช่นกัน.

มีความเป็นไปได้สูงมาก,ว่าต้องล่าสังหารสัตว์ร้ายขอบเขตบรรพจารย์,จากนั้นก็ยึดครองแกนพลังงานนั่นมา,เปลี่ยนถ่ายเข้ามาในร่างของปรมาจารย์,หลังจากปรับแต่งให้เข้ากับร่างกายได้แล้ว,ก็จะกลายเป็นขอบเขตบรรพจารย์ได้.

การก้าวสู่ขอบเขตบรรพจารย์มีอยู่จำกัดมาก,เพราะความสำเร็จในการก้าวสู่ขอบเขตบรรพจารย์นั้น,จะต้องล่าสัตว์ร้ายขอบเขตบรรพจารย์และยึดครองแกนพลังงานมันมานั่นเอง.

กุญแจสำคัญ,คือการได้รับแกนพลังงาน,ก็เท่ากับตัดผ่านระดับได้ร้อยเปอเซ็น.

“แล้วขอบเขตบรรพชนล่ะ? ต้องเปลี่ยนร่างกายทั้งหมด,ให้เป็นสัตว์ร้ายเลยหรือไม่?”

ซูเห่ายังไม่เคยเจอสัตว์ร้ายขอบเขตบรรพชน,ไม่มีข้อมูลอะไรเลย,จึงไม่รู้ต้องวางแผนเช่นไรเหมือนกัน.

ดังนั้น,ก่อนอื่นเวลานี้คงทำได้แค่ศึกษาการก้าวสู่ขอบเขตบรรพจารย์ก่อนก็แล้วกัน.

เขาที่กลับมาศึกษารูนอักขระและวิจัยพื้นฐานจิงซีอีกครั้งด้วย

เหตุผลนั้น,สภาพแวดล้อมเผ่ามนุษย์นั้นย่ำแย่จริง ๆ,ทว่ารูนอักขระ,จะสามารถช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมสร้างเครื่องมือที่เป็นประโยชน์ให้กับมนุษย์ได้.

หลังจากเรื่องสัตว์ร้ายเมิ่งสวีโจมตีเมืองหลิงหยุน,ซูเห่าก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งว่าคนในโลกนี้,ทำไมถึงได้ไม่สนใจชีวิตและความตายมากนัก.

ความตายสำหรับพวกเขานั้น,เป็นเรื่องปรกติ,ขอเพียงมันสามารถเป็นประโยชน์ต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้,พวกเขาก็พร้อมสังเวยชีวิต,พวกเขาไม่จำเป็นต้องเป็นวีรบุรุษ,ไม่จำเป็นต้องให้ใครต้องจดจำพวกเขา.

เพราะสำนึกรู้ความรับผิดชอบมันฝังอยู่ในกระดูกของเผ่าพันธ์มนุษย์ทุกคน.

นี่คือสัมผัสความรับผิดชอบที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคบรรพบุรุษ,เพื่อให้มนุษย์สามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ท่ามกลางสัตว์ร้าย.

กล่าวได้ว่านี่คือจิตวิญญาณความเชื่อของมนุษย์ทั้งโลก.

แม้นว่าจะมีบางคนที่ยังมีความเห็นแก่ตัว,ทว่าเผ่ามนุษย์ท้ายที่สุดจะไม่ทิ้งความเชื่อดังกล่าวไป,เขาไม่เข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อที่ฝังอยู่ในสายโลหิตคนเหล่านี้,ไม่เข้าใจจิตใจแห่งการเสียสละของพวกเขาเช่นกัน.

ดังนั้น,ซูเห่าจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่.

เขาต้องการเข้าใจเกี่ยวกับรูนอักขระโดยสมบูรณ์.

ยกเว้นการผสานรูปแบบสัตว์ร้าย,นอกจากรูนอักขระเบื้องตัน,เขาต้องการศึกษาหลักการผสมกันของรูนอักขระ,ต้องการเข้าใจฟังก์ชันของรูนอักขระ,และประสิทธิผลของรูนอักขระแต่ละตัว,ตลอดจนการพัฒนาผสมผสานผลลัพธ์ของมัน.

จากนั้นเขาก็จะทำการเขียนมันออกมาเป็นตำรา,เผยให้กับสาธารณะชนทุกคนได้เรียนรู้,ให้ทุกคนมีโอกาสได้เรียนรูนอักขระ,ส่วนผลที่ตามมานั้นเขาไม่สนใจแม้แต่น้อย.

ไม่ว่าการเผยแพร่ความรู้นี้ออกไปจะนำพากลุ่มผู้ปกครองเข้ามาสังหารเขาหรือไม่นั้น,เขาไม่ได้ใส่ใจมันนัก.

ขอบเขตที่เหนือกว่าปรมาจารย์นั้นถูกควบคุมเอาไว้อย่างเคร่งครัด,โดยตระกูลผู้ปกครอง.

เผ่าพันธุ์มนุษย์นั้นจำเป็นต้องมีสุดยอดฝีมือ,เหล่าสุดยอดฝีมือเหล่านั้นเองก็ย่อมต้องควบคุมอำนาจของตัวเองเอาไว้ในมือให้มั่น.

ไม่ยากจะคาดเดา,ทัศนะคติของผู้ปกครอง,พลังจากรูนอักขระ,พวกเขาเองก็ย่อมต้องการควบคุมเอาไว้ในมือเช่นกัน.

ทว่าความรู้เกี่ยวกับรูนอักขระเช่นนั้น,ไม่ใช่สิ่งที่ซูเห่าต้องการเห็น.

สิ่งที่เขาต้องการ,คือเผ่าพันธุ์มนุษย์ทุกคน,ควรจะมีพลังในการปกป้องตัวเอง.

ไม่ใช่เพียงแค่พึ่งพายอดฝีมือกลุ่มน้อย,ส่วนประชาชนคนอื่น ๆ ก็รอคอยเป็นอาหารให้กับสัตว์ร้ายกินจนอิ่มแล้วจากไป.

เขาที่เคยได้รับภัยพิบัติและความตายนับไม่ถ้วน,เข้าใจถึงความสิ้นหวังของการไร้ซึ่งพลัง,เมื่อเขาเห็นประชาชนทั่วไปที่ถูกกินร้องครวญครงอย่างสิ้นหวัง,ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหว.

บางทีหากว่าทุกคนสามารถเรียนรู้รูนอักขระได้,เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย,อย่างน้อยควรจะมีความสามารถต่อต้านได้บ้าง,แม้จะมีพลังเพียง 0.01 % ก็ตาม.

แน่นอนว่านี่คือความน่าจะเป็น,สำหรับคนที่ต้องการแสวงหาพลังจากอักษรรูน,ต้องการยืนขึ้นสู้ด้วยตัวเอง,สำหรับซูเห่าย่อมไม่ปิดโอกาส,และต้องการช่วยเหลือพวกเขาเหล่านั้น.

เขาวาดหวังที่จะเปลี่ยนโลก,ด้วยการใช้พลังของรูนอักขระ!

ไม่อาจบอกได้ว่ามันจะเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพวกเขาหรือไม่? พลังที่พวกเขาได้มาจะทำให้พวกเขาเปลี่ยนไปใหม? นี่ไม่ใช่สิ่งที่ซูเห่าต้องสนใจ.

เพื่อที่จะสร้างยุคใหม่ขึ้นมา,แน่นอนว่าจะต้องผ่านการไล่ล่าสังหารกันมากมายไม่รู้จบ,มีเพียงแค่โลหิตและกองกระดูกเท่านั้นที่จะทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เจริญและก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ได้.

จบบทที่ Chapter 73 Changes the strength of the world

คัดลอกลิงก์แล้ว